วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'พุทธะอิสระ' ลุยป.แจ้งจับดะ

'พุทธะอิสระ' ลุยป.แจ้งจับดะ

  • Share:

ตั้งแต่ธัมมชโย ไปถึง‘เจ้าคณะ’ เอาผิดมส.ด้วย

“พุทธะอิสระ” ลุยแหลกกองปราบฯ มอบตัวสู้คดีฝ่าฝืนกฎอัยการศึก แล้วแจ้งความให้ดำเนินคดีกราวรูดทั้ง “พระธัมมชโย-เจ้าคณะตำบล-เจ้าคณะอำเภอ-เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี” ฐานแจ้งความเท็จ จ่อเล่นงานหนัก “มหาเถรสมาคม” ผิด ม.112 อ้างหมิ่นเบื้องสูง เหตุเสนอเลื่อนสมณศักดิ์ให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทั้งที่ไม่ใช่พระ ด้านเครือข่ายพุทธและสงฆ์ไทยทั้งในและนอกประเทศ ออกแถลงการณ์กดดันรัฐบาล-สปช.ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯพระพุทธศาสนา ชุด “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และดำเนินคดีคู่ “พุทธะอิสระ” ฐานจาบจ้วงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ความคืบหน้า พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ยังคงเดินสายเอาผิดมหาเถรสมาคม กรณีไม่ตัดสินให้พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่กองบังคับการปราบ ปราม (บก.ป.) พระพุทธะอิสระเดินทางเข้าพบ ร.ต.อ. พัฒนพงษ์ ศิริเจริญนำ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อเข้ามอบตัว ภายหลังคณะนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตอุบลราชธานี เข้าแจ้งความว่า พระพุทธะอิสระกระทำการขัดขืนกฎ อัยการศึก ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามมิให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และคุกคามมหาเถรสมาคม (มส.)

นอกจากนี้ พระพุทธะอิสระได้แจ้งความร้อง ทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หรือนายไชยบูลย์ สุทธิผล ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ และข้อหาฉ้อโกง โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความซึ่งควรแจ้ง โดยการหลอกลวงนั้นได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,208 และ 341 ตามลำดับ รวมทั้งดำเนินคดีกับเจ้าคณะปกครอง คือ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 157 ตามลำดับ และดำเนินคดีกับมหาเถรสมาคม ฐานไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 15 (ตรี) คือไม่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม ไม่รักษาหลักพระธรรมวินัย

พระพุทธะอิสระกล่าวในภายหลังว่า ข้อหาที่คณะนิสิต มจร.แจ้งความว่าฝ่าฝืนกฎอัยการศึกนั้นขาดองค์ประกอบความผิด เพราะต้องชุมนุมกันเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ก่อให้เกิดความกระด้าง กระเดื่องในหมู่ประชาชน แต่เพื่อไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และ คสช.ต้องลำบากใจ และเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าปฏิบัติสองมาตรฐาน ตนจึงแสดงความจำนงที่จะเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง ส่วนมูลเหตุคงมาจากที่ได้เดินทางไปวัดปากน้ำฯ ซึ่งวันนั้นมีผู้มาถวายสังฆทาน จึงเป็นเหตุให้มีการกล่าวอ้างเพื่อแจ้งความดำเนินคดี ขณะเดียวกัน ก็มาแจ้งความดำเนินคดีพระธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ จากกรณีที่พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2542 แต่ยังคงแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ฉ้อโกงประชาชน หลอกเอาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยเจ้าคณะปกครอง และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กลับเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ แต่ มส.กลับหลีกเลี่ยงที่จะสั่งพระธัมมชโยให้สึก โดยแค่เรียกทรัพย์สินคืน แล้วอ้างว่าไม่เจตนา ต่อมาก็มีการคืนตำแหน่งการปกครองให้แก่พระธัมมชโย จนต่อมาในปี 2554 พระธัมมชโยยังบังอาจขอพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ ระดับพระราชาคณะชั้นเทพ การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ละเมิดพระธรรมวินัย และบิดเบือนพระธรรมวินัย

พระพุทธะอิสระกล่าวอีกว่า การที่ มส.บังอาจนำรายชื่อบุคคลที่ไม่ใช่พระไปเพ็ดทูลต่อเบื้องสูงถือเป็นการหมิ่นประมาทเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกด้วย เป็นรายละเอียดในคดีที่จะนำเสนอ แต่มีสิ่งที่อยากวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของ มส.และเจ้าคณะปกครอง รวมทั้งวัดพระธรรมกาย ได้กระทำถูกต้องตามพระธรรมวินัย หรือไม่ พร้อมยกหลักการเรื่องพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าวางไว้มาอธิบาย โดยกล่าวถึงทั้งการเดินธุดงค์ในเมือง และการที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชนั่งรถหรูราคาแพง

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) จะมีการรื้อคดีพระธัมมชโย เมื่อปี 2549 ขึ้นมาใหม่นั้น วันเดียวกัน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีมีข่าวว่า นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุดมีคำสั่งเมื่อครั้งเป็นอสส.ได้เปลี่ยนคณะพนักงานอัยการและถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนโดยทุจริต เมื่อปี 2549 ว่า เนื่องจากคดีนี้มีสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจสอบถามกันมาก อย่างช้าภายในวันพรุ่งนี้เช้าตนจะนำเรื่องนี้เข้าขออนุญาต นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เพื่อขอตรวจดูสำนวนในคดีนี้ ก่อนที่จะชี้แจงในรายละเอียดต่อไป ซึ่งเมื่อตรวจดูสำนวนแล้วก็จะทราบถึงเหตุผลในคำสั่งของอดีต อสส. เพราะก่อนจะลงนามในครั้งนั้น จะต้องอธิบายถึงเหตุผลในคำสั่งที่ออกไป ส่วนที่พระพุทธะอิสระยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบกรณีอัยการมีคำสั่งถอนฟ้องคดีพระธัมมชโยในปี 2549 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาแต่อย่างใด

ขณะที่นายวันชัย สร้อยทอง อัยการอาวุโส อดีต อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ในฐานะอดีตประธานคณะทำงานอัยการคดีฟ้องธัมมชโยเมื่อปี 49 กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องการถอนฟ้องในครั้งนั้น โดยระบุว่าตนเป็นข้าราชการประจำการให้ข่าวจะต้องมีขั้นตอน ขออย่ามาถามตน ถ้าอยากทราบรายละเอียดให้ถามอัยการสูงสุดเอาเอง

ด้านกระแสการต่อต้านคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ในส่วนต่างๆ ยังคงเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เครือข่ายเยาวชนชาวพุทธต้นแบบภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ต่างพร้อมใจออกแถลงการณ์ โดยสาระสำคัญคือขอให้ รัฐบาล ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา หยุดข่มขู่ คุกคามมหาเถรสมาคม รวมไปถึงให้ดำเนินคดีนายไพบูลย์ นิติตะวัน และพุทธะอิสระ ที่คุกคาม จาบจ้วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย

ในส่วนกรณีผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น นำเงินไปบริจาคให้พระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายนั้น วันเดียวกัน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงการดำเนินคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ภายหลังที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ร่วมหารือกับ ปปง.เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ปปง.พร้อมดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ที่แนะนำให้ ปปง.ดำเนินคดีทางแพ่ง และอายัดทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้รับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงิน พบมีการสั่งจ่ายเช็คไปยังเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 8 ฉบับ จำนวนกว่า 348 ล้านบาท สั่งจ่ายบัญชีวัดพระธรรมกาย 6 ฉบับ จำนวน 436 ล้านบาท และจ่ายให้ปลัดวิจารณ์ พระลูกวัดอีก 119 ล้านบาท

“สำหรับกรณีศาสนสถานที่วัดพระธรรมกายอ้างว่า นำเงินที่ได้รับบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ไปก่อสร้างในที่ธรณีสงฆ์นั้น ปปง.จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสนสถานดังกล่าวว่าตั้งอยู่ที่ธรณีสงฆ์จริงหรือไม่ โดยต้องรอเวลาตรวจสอบสักระยะเพราะวัดพระธรรมกายมีพื้นที่กว้างขวาง ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจอย่างละเอียด ก่อนนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณา” เลขาฯ ปปง. กล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้