วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กุญแจสู่ “สิทธิและโอกาส”

กุญแจสู่ “สิทธิและโอกาส”

  • Share:

กฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศปลดล็อกสังคมไทยเลือกปฏิบัติ

87 รายต่อวัน

ตัวเลขสตรีและเด็กที่ถูกทำร้ายซึ่งเข้ามารับบริการในศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2556 เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 56 รายต่อวัน

ขณะที่ “สตรีและเด็ก” ยังคงเป็น “เหยื่อการค้ามนุษย์” ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2557 พบผู้เสียหายถึง 98 คน

แต่หากยิ่งเจาะลึกในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขต่างๆ นั่นก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ “สตรีเพศ” ที่ยังตกเป็น “ผู้ถูกกระทำ” จากความรุนแรง

โดยยังไม่นับรวมถึงสิทธิและโอกาสการเข้าถึงบริการต่างๆทางสังคม ผู้หญิงยังคงถูกเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม

น.ส.อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครง การมูลนิธิผู้หญิง เสนอมุมมองว่า “ประเด็นผู้หญิงคงไม่ใช่เพียงมองเฉพาะเรื่องความรุนแรงที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไข แต่ อยากให้มองในเชิงที่ผู้หญิงได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านต่างๆมากน้อย แค่ไหน ผู้หญิงมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นออกแบบนโยบายมาตรการ กฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ คงต้องตั้งคำถามไปถึงกระทรวงต่างๆ ว่ามีนโยบายอะไรที่ยังประโยชน์แก่ผู้หญิงหรือไม่แค่ไหน หากวิเคราะห์ลงลึกจะเห็นว่า ประโยชน์ที่ผู้หญิงได้รับจากการดำเนินงานของรัฐต่างๆ ยังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีสวัสดิการเฉพาะสำหรับผู้หญิง ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างรายวันหรือรับงานมาทำที่บ้านไม่มีสวัสดิการดูแล หรือเพราะเหตุใดผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมีจำนวนไม่ถึงครึ่งที่แจ้งความดำเนินคดี แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เอื้อให้ผู้หญิงกล้าที่จะแจ้งความดำเนินคดี เป็นต้น”

“ทุกกระทรวงต้องมีนโยบายที่คำนึงถึงเพศภาวะ วิเคราะห์ความต้องการ ความแตกต่าง เรื่องมิติเพศภาวะของผู้หญิงในการบริหารจัดการด้วย ซึ่งขณะนี้องค์กรเครือข่ายสตรีพยายามผลักดันให้มีการบรรจุเรื่องเพศภาวะในรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อให้

ทุกภาคส่วนตระหนักถึงการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าถึงโอกาสต่างๆในทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.... แล้ว กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่ประกอบด้วยตัวแทนกระทรวงต่างๆร่วมเป็นกรรมการ เพื่อดูเรื่องนโยบายความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งคงนำไปสู่การคำนึงถึงงบประมาณที่จะเข้าถึงผู้หญิงด้วย” น.ส.อุษา กล่าวพร้อมทั้งย้ำตบท้ายว่า “อีกสิ่งสำคัญคือ การตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ระหว่างหญิงชายที่เท่าเทียม ซึ่งต้องให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น”

ขณะที่ นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสถาบันกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขยายความถึงร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ....ว่า “จุดเด่นของร่างคือ ให้ความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติต่อคนทุกเพศทุกวัยโดยไม่เป็นธรรมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งนอกจากการกำหนดให้มีบอร์ดระดับชาติในการกำหนดนโยบายมาตรการแผนปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศทั้งภาครัฐภาคเอกชน ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนหากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกเลือกปฏิบัติ มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนคำวินิจฉัยที่มีโทษทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งให้มีกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อชดเชยและเยียวยาให้กับผู้เสียหาย ซึ่งขณะที่รอร่างกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา สค.ได้ประชุมทีมงานจัดทำกฎหมายลูกรองรับทั้งหมด 13 เรื่อง เพื่อให้ดำเนินการได้ทันทีหลังมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ร่างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะบังคับเอาผิดแต่เฉพาะผู้ชาย หากแต่ให้ความเสมอภาคต่อคนทุกเพศทุกวัย”

ผอ.สค.ยังกล่าวถึงความก้าวหน้าการรณรงค์ถึงความสำคัญของสตรีว่า “มีการผลักดันให้ข้าราชการชายสามารถลามาช่วยดูแลภรรยาหลังคลอด 15 วัน เริ่มตั้งแต่ปี 2556 และขณะนี้ได้ประสานกระทรวงแรงงานเพื่อขอความร่วมมือภาคเอกชนดำเนินการเช่นกัน นอกจากนี้ ยังผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำพื้นที่ปลอดภัยสาธารณะสำหรับผู้หญิง เช่น การมีเลดี้โบกี้ เลดี้แท็กซี่ พื้นที่จอดรถสำหรับผู้หญิง เป็นต้น เพราะจากสถิติข้อมูลพบว่าผู้หญิงถูกกระทำมากกว่าเป็นผู้กระทำ อีกเรื่องสำคัญที่จะส่งผลดีในระยะยาว คือ การจัดทำหลักสูตรความเสมอภาคที่จะจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ประถมศึกษา โดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สค. และกระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตร ซึ่งน่าจะดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2559 หาก เราแก้ทัศนคติในเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศของคนได้ ปัญหาความรุนแรงจะลดลง จึงจำเป็นต้องปลูกฝังเรื่องสิทธิความเสมอภาคแต่เด็ก”

และในโอกาสวันที่ 8 มี.ค.ของทุกปี องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น “วันสตรีสากล” พม. โดย สค.จึงกำหนดจัดงานวันสตรีสากลประจำปี 2558 ภายใต้ชื่อ “2 ทศวรรษปฏิญญาปักกิ่งฯ: เสริมพลังสตรี สร้างพลังสังคม” ในวันที่ 6 มี.ค.ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะฉายภาพความก้าวหน้าบทบาทสตรีในด้านต่างๆ ขณะที่จะมีอีกไฮไลต์สำคัญคือ การส่งมอบข้อเสนอจากสมัชชาสตรีถึงรัฐบาลให้เร่งผลักดัน

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 9-14 มี.ค. นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาลไทย จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยสถานภาพสตรีสมัยที่ 59 ที่ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เพื่อรายงานความก้าวหน้าด้านสตรีของประเทศไทย

วันสตรีสากล


ทีมข่าวพัฒนาสังคม มองว่าภาพสะท้อนของ “ผู้หญิง” ในทุกวันนี้ แม้จะมีบทบาทในภาคส่วนต่างๆมากขึ้น

แต่เรามองว่าก็ยังคงจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้หญิงระดับบน หรือกลุ่มผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจดี ขณะที่ผู้หญิงระดับรากหญ้าอีกจำนวนมากยังคงต้องรับภาระทั้งหารายได้นอกบ้าน เลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว ยังคงถูกเลือกปฏิบัติ ละเมิดสิทธิไม่ได้รับโอกาส ไม่ได้รับทรัพยากรที่เพียงพอจากสังคม

การ “เคารพสิทธิและโอกาส” อย่างเสมอ ภาคเท่าเทียมของคนทุกเพศทุกวัย เพื่อนำไปสู่การขจัดการเลือกปฏิบัติ ลดความเหลื่อมล้ำ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายควรคำนึงถึงของสังคมไทย.

ทีมข่าวพัฒนาสังคม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้