วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทดลองขับ MG6 1.8 TURBO

ทดลองขับ MG6 1.8 TURBO

  • Share:

ภาพรวมของ MG6
ประวัติศาสตร์ของ MG เริ่มต้นในช่วงเกือบ 90 ปีที่ผ่านมาในปี ค.ศ.1924 ซึ่งเซซิล คิมเบอร์ (Cecil Kimber) ผู้ก่อตั้ง MG ได้ทำการตั้งชื่อของบริษัทเพื่อระลึกถึงวิลเลียม มอร์ริส (William Morris) พนักงานของเขาและเจ้าของ มอริส การาจ ซึ่งคิมเบอร์ไม่ได้เพียงแต่ตั้งชื่อใหม่เท่านั้น แต่ยังเริ่มเปิดสายการผลิตรถยนต์แห่งแรกของ MG ด้วยการปรับโรงงานผลิตตัวถังรถยนต์โดยสารให้เป็นแชสซีมอร์ริส คาวลีย์ สร้างรถยนต์ที่รู้จักกันในชื่อ มอร์ริส การาจ ชุมมิส (Morris Garage Chummys) หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1924 เขาออกแบบรถยนต์ซุปเปอร์สปอร์ตรุ่น 14/28 ซึ่งเป็นรถยนต์ MG สายพันธุ์แท้รุ่นแรก และกลายเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งตราโลโก้ 8 เหลี่ยมที่ใช้อย่างสืบทอดยาวนานมานับแต่นั้น


MG ได้กลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย พร้อมกับการประกอบ MG6 ออกขายทั้งในและต่างประเทศในรุ่นพวงมาลัย ซึ่งจะเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากสินค้าที่หลากหลายจากผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่ทยอยเปิดตัวในประเทศไทย MG ผลิตรถยนต์ด้วยการใช้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่เป็นการผสานกันระหว่างสมรรถนะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสนามแข่งกับแนวทางการออกแบบ การควบคุมและความปลอดภัย MG6 เป็นรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบตั้งแต่การพัฒนาแชสซีการออกแบบและพัฒนาโดยทีมงานฝ่ายออกแบบรถยนต์และทีมวิศวกรที่อยู่ที่โรงงาน MG ในเมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นโรงงานของ MG Motor สหราชอาณาจักร

การออกแบบ
รถยนต์คันนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมงานที่นำทีมโดย โทนี่ วิลเลี่ยมส์-เคนนี่ (Tony Williams-Kenny) ขณะที่ทีมงานฝ่ายวิศวกรและทีมพัฒนาสินค้านำทีมโดย เดวิด ลินด์เลย์ (DavidLindley) ศูนย์ออกแบบและศูนย์เทคนิคของ MG ต่างตั้งอยู่ที่ MG เบอร์มิงแฮม เป็นสถานที่ที่ MG6 ทำการผลิต ซึ่งทีมออกแบบและทีมวิศวกร 300 คนจะประจำการที่ศูนย์ปฏิบัติการเบอร์มิงแฮมแห่งนี้

รูปแบบของรถยนต์ฟาสต์แบ็คของ MG6 นั้นทำให้รถคันนี้มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับรถยนต์คู่แข่งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่รุ่นฟาสต์แบ็คและซีดานก็ได้รับการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ สปอยเลอร์ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ระบบ Air-Flow Tuner Plus ห้องโดยสารภายใน MG6 มีพื้นที่ส่วนศีรษะและพื้นที่สำหรับวางขาทั้งที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลังพอเพียง นี่คือรถยนต์ 5 ที่นั่งซึ่งตำแหน่งที่นั่งตรงกลางของผู้โดยสารตอนหลังมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอสำหรับผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่


เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ให้กำลังและแรงบิดได้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เทคโนโลยี อินเตอร์คูล เทอร์โบชาร์จจิ้ง ทีซีไอ-เทคและวาล์วแปรผันอัจฉริยะ DVVT (Double Variable Valve Timing) เครื่องยนต์รุ่นนี้ให้กำลัง 118 กิโลวัตต์ (161 แรงม้า) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที จุดสำคัญอื่นๆ ของเครื่องยนต์ประกอบไปด้วย ระบบจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดมัลติพอยท์เอ็มเอฟไอ (Multipoint FuelInjection) วาล์วแปรผันอัจฉริยะ DVVT (Double Variable ValveTiming) ระบบการจัดการเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ EMS6204 และระบบควบคุมวาล์วแบบอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่


เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแบบ Dual Clutch Transmission(DCT) ระบบเกียร์ช่วยลดระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ลงเหลือ 0.2 วินาที ประกอบไปด้วยโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกัน 5 โหมด แป้น Paddle Shift ติดตั้งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย โครงสร้างตัวถังโมโนคอค แชสซีที่ถูกพัฒนามาด้วยแนวคิดแบบสปอร์ต ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ช่วงล่างหลังมัลติลิงก์แบบซี-ไทป์ ช่วงล่างด้านหน้าแบบสตรัทและด้านหลังแบบมัลติลิงก์ ประกอบไปด้วย
:-การจูนน้ำหนักตัวถัง (sprung mass)

-ขนาดที่เหมาะสมสำหรับเหล็กกันโคลง

-การสร้างสมดุลที่มีเหตุผลระหว่างการยุบและการคืนตัวของโช้คอัพ

-ช่วงล่างแบบอิสระลดการสั่นสะเทือนแบบยืดหยุ่นตามความเหมาะสมในการใช้งาน


ระบบความปลอดภัย
MG6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยทั้งก่อนและหลังการเกิดเหตุ ตัวถัง USD (Ultimate Stiffness Design) ทุกรุ่นจะมาพร้อมคานรับแรงกระแทกด้านข้าง ติดตั้งระบบช่วยเหลือทางด้านความปลอดภัยทั้งสิ้น 10 ระบบ ประกอบด้วย ระบบช่วยควบคุมแรงเบรกเมื่อรถไถลลื่น (VSC - Vehicle Stability Control) ระบบเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่โดยลดการลื่นไถล (TCS - Traction Control System) ระบบป้องกันการลื่นเมื่อเร่งความเร็ว (MSR - Motor Control Slide Retainer) ระบบช่วยควบคุมแรงดันถังเบรก (CBC - Cornering Brake Control) ระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD- Electronic Brake Distribution) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS - Anti-lock Braking System) ระบบตรวจสอบแรงดันยางรถยนต์อัจฉริยะ (ITPMS - Indirect Monitor Tire System) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC - Brake Disc Cleaning) ระบบควบคุมการเบรกฉุกเฉิน (BA- Brake Assist) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS -Hill Start Assist System) มาพร้อมกับถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้าและถุงลมนิรภัยด้านข้าง ขณะที่ระบบความปลอดภัยอื่นๆ ประกอบไปด้วยเก้าอี้โดยสารทรงรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับตัวผู้โดยสาร พวงมาลัยแบบยุบตัวได้ และวาล์วตัดการทำงานของน้ำมันเชื้อเพลิง

PRICE Body type Grade Price
Fastback 1.8X Turbo DCT 1,108,000 THB
1.8D Turbo DCT 968,000 THB
1.8X Turbo Sunroof DCT 1,128,000 THB
1.8D Turbo Sunroof DCT 988,000 THB
Sedan 1.8X Turbo DCT 1,098,000 THB
1.8D DCT 898,000 THB
1.8C DCT 848,000 THB
1.8X Turbo Sunroof DCT 1,118,000 THB
1.8D Sunroof DCT 918,000 THB


ข้อมูลทางวิศวกรรมของ MG6
เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จรุ่นเดียวในรถยนต์ระดับซี-เซกเมนต์ กำลัง 161 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5

ตัวถังแบบซีดานและฟาสต์แบ็คสะท้อนการออกแบบจากอังกฤษ

ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบอิเล็กทรอนิกส์ 10 ระบบ พร้อมถุงลมนิรภัย 4 ลูก

ผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนของยุโรป EURO-NCAP 4

รถยนต์แบบ 5 ที่นั่ง

การผลิตรถยนต์ MG6 มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่า 40% เพื่อทำการจำหน่ายในประเทศและตลาดส่งออก MG วางแผนที่จะส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศที่ใช้งานรถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลก ซี่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของ MG และพร้อมจะเดินหน้าแผนการตลาดสำหรับการส่งออก เพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในโรงงานแห่งนี้ ด้วยการวางแนวคิด ความสนุกสนานในการขับขี่ที่เรียกว่า “บริท ไดนามิก” (Brit Dynamic) ซึ่งเป็นการประกอบกันของคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ อันประกอบไปด้วย สมรรถนะ, การควบคุมรถ, การออกแบบและความปลอดภัย สู่การเป็นรถยนต์ที่มีความน่าสนใจ MG6 เป็นตัวอย่างของจิตวิญญาณนักขับซึ่งถูกผสานเข้ากับวิศวกรรมจากสนามแข่ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือยนตรกรรมที่ให้สมรรถนะดี การออกแบบบนแนวทางของ MG เน้นการควบคุมที่ให้นักขับเป็นศูนย์กลาง และความปลอดภัยระดับสากล

ขุมกำลังของรถยนต์คันนี้มาจากเครื่องยนต์ TCi-TEC (ทีซีไอ-เทค) ขนาด 1.8 ลิตร ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ หรือ 161 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 2,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ของ MG6 เป็นเครื่องยนต์บล็อกอะลูมิเนียมทั้งเครื่อง ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดมัลติพอยท์เอ็มเอฟไอ (MultipointFuel Injection) ระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะสองฝั่งทั้งวาว์ลไอดีและวาว์ลไอเสีย DVVT (Double Variable Valve Timing) ระบบระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำและพัดลมไฟฟ้า ระบบการจัดการเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ สมองกลไฟฟ้า หรือ ECU รุ่น EMS6204 ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ดูอัลคลัตช์หรือเกียร์ที่มีคลัตช์ 2 ชุด Dual Clutch Transmission (DCT) 6 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ระบบเกียร์คลัตช์คู่ ลดระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ลงเหลือ 0.2 วินาที เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.8 ลิตรรุ่นนี้มีย่านกำลังและแรงบิดเทียบเท่ากับเครื่องยนต์รุ่นปกติขนาด 2.0 ลิตร

เครื่องยนต์รุ่นนี้ยังรองรับการใช้งานน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ระดับการปล่อยไอเสียผ่านมาตรฐาน EURO-4 แชสซีที่ออกแบบมาโดยมุ่งเน้นที่ความสปอร์ตของ MG6 ให้มาตรฐานและความรู้สึกรวมถึงสัมผัสของช่วงล่างคล้ายการขับขี่ในรถยนต์ยุโรป การควบคุมรถที่เน้นความมีเสถียรภาพของรถเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง การปรับจูนตัวถังที่เหมาะสม รวมไปถึงการใช้เหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ ที่ช่วยรักษาความสามารถในการทรงตัว สนับสนุนการขับขี่ของตัวรถในการเข้าโค้งอย่างรุนแรง ระบบรองรับแรงสั่นสะเทือนที่ปรับจูนมาเพื่อสร้างสมดุล ด้วยระยะการยุบและการคืนตัวของโช้คอัพที่ปรับเซตมาแบบกลางๆ

ช่วงล่างแบบอิสระของ MG6 ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและช่วงล่างมัลติลิงก์แบบซี-ไทป์ที่ด้านหลัง ระบบช่วยลดการสั่นสะเทือน สปอยเลอร์หน้าออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์มาพร้อมระบบ Air-Flow Tuner Plus ให้สมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์ ล้ออัลลอยมีให้เลือกทั้งแบบ 17 นิ้วและ 16 นิ้ว เสาอากาศรูปทรงครีบฉลามติดตั้งมาบนหลังคา ห้องโดยสารให้ความรู้สึกในแบบอนุรักษนิยม ทั้งในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบและการจัดวางอุปกรณ์ ความกว้างขวางของห้องโดยสารใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบูรณาการแบบไดนามิกของ MG6 เพื่อให้มีพื้นที่ภายในพอเพียง เฉพาะในส่วนของพื้นที่วางขาและพื้นที่ส่วนไหล่ของผู้โดยสาร ในรุ่นฟาสต์แบ็ค 5 ประตู พื้นที่บรรทุกสัมภาระขยายเพิ่มเป็น 472 ลิตร เบาะที่นั่งตอนหลังออกแบบให้พับได้อย่างหลากหลายเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ

ระบบความปลอดภัย MG6 มีการออกแบบตัวถังแบบ USD (Ultimate Stiffness Design) ที่โครงสร้างของตัวรถกว่า 63% ถูกสร้างขึ้นมาด้วยโลหะที่มีความแข็งแรง สำหรับโลหะที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทำให้รถคันนี้ผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนของยุโรป ระบบช่วยเหลือทางด้านความปลอดภัย 10 ระบบ รวมถึงระบบช่วยควบคุมแรงเบรกเมื่อรถไถลลื่น (VSC - VehicleStability Control) ระบบเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่โดยลดการลื่นไถล (TCS- Traction Control System) ระบบป้องกันการลื่นเมื่อเร่งความเร็ว (MSR - Motor Control SlideRetainer) ระบบช่วยควบคุมแรงดันถังเบรก (CBC - CorneringBrake Control) ระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD - ElectronicBrake Distribution) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS- Anti-lock Braking System) ระบบตรวจสอบแรงดันยางรถยนต์อัจฉริยะ (ITPMS- Indirect Monitor Tire System) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC- Brake Disc Cleaning) ระบบควบคุมการเบรกฉุกเฉิน (BA -Brake Assist) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS - HillStart Assist System)ในรุ่นท็อป มีถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า และถุงลมนิรภัยด้านข้าง ที่ติดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งเบาะผู้โดยสารตอนหน้า

MG6 วางจำหน่ายในประเทศไทย 2 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ ตัวถังสปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็ค 5 ประตู และแบบซีดาน 4 ประตู โดยในรุ่นฟาสต์แบ็คจะแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย (เอ็กซ์และดี) ขณะที่ในรุ่นซีดานจะมี 3 รุ่นย่อยให้เลือก (เอ็กซ์, ดีและซี) MG6 สปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็ค ทั้งรุ่นเอ็กซ์และดี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์ ราคาจำหน่ายที่ 1,108,000 บาท และ 968,000 บาท ขณะที่ MG6 รุ่น 4 ประตูแบบซีดาน รุ่นเอ็กซ์และดี วางเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ และวางราคาจำหน่ายที่ 1,098,000 บาท และ 898,000 บาท MG6 รุ่น 4 ประตูซีดาน ซี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แบบธรรมดาไม่มีระบบอัดอากาศ โดยวางราคาจำหน่ายที่ 848,000 บาท


บริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์ MG ในประเทศไทย ตั้งเป้าหมายในการทำตลาดโดยตั้งยอดขาย MG6 ไว้ทั้งสิ้น 2,000 คัน ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 30 รายทั่วประเทศ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและพร้อมที่จะเดินหน้าทำตลาดได้ในปีนี้ โดยตัวแทนจำหน่าย 9 แห่งแรกเปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ตัวแทนจำหน่ายอีก 16 แห่ง เริ่มเปิดให้บริการทยอยตามหลัง MG เชื่อว่าเพื่อการสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว การพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้เข้มแข็งจะเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความพึงพอใจของลูกค้า และจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของตราสินค้าในประเทศไทย รถยนต์ MG6 พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (MG Roadside Assistance) บริการช่วยเหลือที่จุดบริการ (MG Mobile Service) และการรับประกันคุณภาพของสินค้านาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร ในส่วนของการให้บริการหลังการขาย แบรนด์ MG ได้ทำการเปิดศูนย์กระจายอะไหล่ (Parts Distribution Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กม.19 ซึ่งได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีสำหรับการจัดเก็บและขนส่งอะไหล่รถยนต์ บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร จัดเก็บอะไหล่ที่มีความแตกต่างกันได้มากกว่า 2,500 ชนิด ที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศไทยตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์แห่งนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ อะไหล่ พนักงานและระบบต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการตามความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลาในการรออะไหล่ลงไปได้ โดยศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายที่จะรองรับความต้องการของพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับศูนย์บริการและศูนย์ฝึกอบรมของ MG (MG Service Center and Training Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนอ่อนนุชนั้นได้ก่อตั้งเป็นที่เรียบร้อยและเปิดดำเนินการแล้วเช่นกัน


เกี่ยวกับ เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพีจำกัด
ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 บริษัทเอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน คือเซียงไฮ้ ออโต้โมบิล แอนด์ อินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น (Shanghai Automobileand Industrial Corporation) ถือหุ้นร้อยละ 51 และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ถือหุ้นร้อยละ 49 โดยมีศูนย์การผลิตรถยนต์ MG ในนิคมอุตสาหกรรม เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อผลิตรถยนต์ MG พวงมาลัยขวาส่งขายไปยังตลาดทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน ในส่วนของการจัดจำหน่าย บริษัทได้ก่อตั้งบริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดูแลงานการตลาด การขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขายโดยบริษัทตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร


เกี่ยวกับ MG
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1924 MG เป็นแบรนด์รถยนต์อังกฤษที่มีประวัติยาวนาน 90 ปีในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ MG มาจากคำว่า มอริส การาจ ปัจจุบันบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ส เป็นเจ้าของกิจการ มีศูนย์ออกแบบหลักอยู่ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศูนย์เทคโนโลยีตามมาตรฐานยุโรป รถยนต์ MG มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากการเป็นรถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันรถยนต์ MG ยังได้รับการผลิตในหลากหลายรุ่น และจัดจำหน่ายทั่วโลก.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้