วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คำชี้แจงกระทรวงพลังงาน ข้อเสียเปรียบยิ่งชัดเจน

คำชี้แจงกระทรวงพลังงาน ข้อเสียเปรียบยิ่งชัดเจน

  • Share:

บทความเรื่อง “เร่งสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน ความจริงที่ซ่อนเร้น” ในคอลัมน์นี้ เมื่อวันพุธที่แล้วได้ข่าวว่า คณะที่ปรึกษา ของ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเสนอให้นายกฯทราบแล้ว คงจะได้เห็นใน ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมใหม่ เพราะกฎหมายปัจจุบันล็อกสเปก “สัมปทาน” อย่างเดียว บริษัทต่างชาติได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทไทย เรียกว่ารักชาติจนน้ำลายไหล

วันนี้มาอ่านหนังสือชี้แจงจากกระทรวงพลังงานลงนามโดย คุณทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดฯในฐานะ โฆษกกระทรวงพลังงาน เป็นการชี้แจงบทความ เรื่อง “ประมูลบ่อน้ำมันแบบไหนคนไทยได้ประโยชน์” เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ ผมคงไม่ลงเนื้อความทั้งหมด เพราะเนื้อที่ไม่พอ แต่จะย่อลงทุกประเด็นดังนี้

1.กรณีเอาไทยไปเทียบกับ ซาอุดีอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก กระทรวงพลังงานชี้แจงว่า เพราะมีสื่อออนไลน์ไปเขียนว่า “ประเทศไทยคือซาอุฯแห่งอาเซียน” จึงต้องใช้ช่องทางสื่อสิ่งพิมพ์ชี้แจง ไทยไม่ได้มีน้ำมันสำรองหรือผลิตก๊าซและน้ำมันได้ใกล้เคียงซาอุฯ (วันหลังสื่อไหนอยากได้โฆษณากระทรวงพลังงาน ก็เขียนหลุดโลกแบบนี้เดี๋ยวกระทรวงพลังงานก็ทุ่มโฆษณาก้อนใหญ่ เพราะมีเงินเยอะ)

2.เรื่องผลประโยชน์ระหว่าง ระบบสัมปทาน และ ระบบแบ่งปันผลผลิต กระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ทั้งสองระบบสามารถ “ปรับ” ให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศได้ แต่แนวคิดสำคัญในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ภาครัฐไม่ได้มองเพียงผลตอบแทน แต่มองว่าจะทำอย่างไรให้เกิดแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมสำรวจแหล่งพลังงานในประเทศให้มากที่สุด

ดังนั้น กติกาการเปิดสำรวจรอบใหม่นี้ จึงใช้ระบบสัมปทานที่ยึดโยงกับระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และ ปรับปรุงเล็กน้อย จนเป็นระบบที่เรียกว่า “ระบบไทยแลนด์ ทรี พลัส” ซึ่งจะ เก็บผลประโยชน์เพิ่มเติม จากที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนเพื่อการศึกษาพัฒนาท้องถิ่นตลอดระยะเวลาสำรวจไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านบาท และ การเสนอให้บริษัทไทยเข้าร่วมประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 5% เป็นต้น

(ผมก็เพิ่งถึงบางอ้อวันนี้เอง “ระบบไทยแลนด์ ทรี พลัส” ที่กระทรวงพลังงานว่าดีนักหนา คนไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มมากมาย ที่แท้ก็เงินสนับสนุนการศึกษาปีละ 1 ล้านบาทในท้องถิ่นที่เดือดร้อนจากการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ซึ่งเป็นเงินเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม กับเปิดโอกาสให้บริษัทไทยร่วมทุนได้แค่ 5%)

ส่วน ผลประโยชน์หลัก ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ได้แก่ ค่าภาคหลวงอัตรา 5–15% จากรายได้การขายปิโตรเลียม (น้อยมาก) ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50% ของกำไรสุทธิ (บริษัททำค่าใช้จ่ายสำรวจและผลิตให้สูง ก็มีกำไรน้อย จ่ายภาษีน้อย) และ ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ในกรณีที่ “มีกำไรเกินควร” (คงมีโอกาสเกิดขึ้นยากหรือแทบไม่มีเลย) ขณะที่ระบบ PSC มีความไม่แน่นอนที่ต้องมีการเจรจาต่อรองหลายขั้นตอน เป็นต้น

(จากข้อมูลที่ กระทรวงพลังงาน ชี้แจงมา ก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่า ระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยเสียเปรียบ กฎหมายปิโตรเลียมเอื้อต่างชาติ ค่าภาคหลวงต่ำ แม้ภาษีเงินได้จะตั้งไว้สูงถึง 50% แต่ข้อเท็จจริงบริษัทสามารถนำรายจ่ายค่าขุดเจาะสำรวจไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เช่น เอาค่าใช้จ่ายแปลงที่สำรวจไม่พบไปรวมกับแปลงที่ สำรวจพบ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง มีกำไรน้อย เสียภาษีน้อย การตั้งภาษีไว้ 50% จึงไม่มีประโยชน์อะไร)

3.กรณี สปช.ไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 กระทรวงพลังงานแจงว่า ได้นำข้อเสนอแนะจาก สปช.ไปปฏิบัติแล้ว เช่น ให้นำระบบแบ่งปันผลผลิต PSC ไปใช้สำรวจ 3 แปลง

ทั้งหมดนี้เป็นคำชี้แจงก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะสั่งให้เลื่อนการสัมปทานรอบ 21 ออกไปก่อน จนกว่า จะแก้กฎหมายปิโตรเลียมเสร็จ ผมนำคำชี้แจงมาลง ก็เพื่อความเป็นธรรม ผมก็หวังว่า “จุดอ่อน” เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น ไม่ให้เบี้ยบ้ายหล่นตามรายทาง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้