วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พลังหญิง-ทวงสิทธิ

พลังหญิง-ทวงสิทธิ

  • Share:

รุมจวก-กมธ.รธน. ไร้ความเสมอภาค คนที่มาแทน‘ทิชา’ ต้องเลือกกันใหม่

สนช.ถกด่วนวาระเฟ้น กมธ.ยกร่างฯแทน “ทิชา” ไขก๊อก “เลิศรัตน์” ยก รธน.มาตรา 32 ปิดล็อกต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ระบุการเลื่อน “นันทวัฒน์” เสียบแทนเป็นแค่ความเห็น “บวรศักดิ์” ต้องให้ที่ประชุม สปช.ชี้ขาด กมธ.ยกร่างฯปัดวุ่นศึกในรอยร้าว 36อรหันต์ “สุจิต” แย้มก่อนสงกรานต์ได้เห็นโฉมหน้าร่าง รธน. พท.-ปชป.ถล่มแหลกถอยหลังเข้าคลอง ต่อท่ออำนาจ คสช. “ปึ้ง” สวดสืบทอดทายาทอสูร “สมคิด” บี้ “บิ๊กตู่” ทบทวนดักคอสับขาหลอกปล่อยผีก๊วน 111-109 แต่เขียนข้อห้ามซุกใน ก.ม.ลูก ด้าน “สาธิต” หวั่นตกหลุมพรางทหาร อยู่ยาว ฉะฝืนประชาธิปไตยต่างชาติเลิกคบค้า ภท.ท้าทำประชามติปมนายกฯคนนอก ป.ป.ช.นัด 3 มี.ค. ลงมติส่ง สนช.สอย 250 ส.ส. แก้ รธน.มิชอบ-แจ้งข้อหาฟันอาญา 5 อดีต ส.ส.เพื่อไทยเสียบบัตรแทนกัน-ปลอมแปลง รธน. “ปานเทพ” ฟันธงไม่มีพลิกโผ

กรณีปัญหาความขัดแย้งภายในของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งนางทิชา ณ นคร ประกาศลาออกจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในการประชุม สปช.วันที่ 2 มี.ค. สมาชิก สปช.บางส่วน เตรียมหยิบยกการคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ กมธ.ยกร่างฯคนใหม่ขึ้นมาหารือเป็นเรื่องเร่งด่วน

สปช.ถกวาระด่วนเลือก กมธ.ยกร่างฯ

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า มั่นใจว่าในการประชุมสปช. วันที่ 2 มี.ค. จะมีการเสนอขอหารือเรื่องการคัดเลือกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แทนนางทิชา ณ นคร ที่ลาออกไป เป็นวาระเร่งด่วนต่อที่ประชุม สปช. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว และข้อบังคับ สปช.ระบุว่า การเลือกคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของ สปช. ให้เป็นอำนาจของประธาน สปช.ในการแต่งตั้ง โดยการเห็นชอบของที่ประชุม สปช.

รธน.ให้เลือกใหม่แต่ขอดูบันทึกประชุม

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า กรณีของนางทิชานั้นโดยหลักการที่ประชุม สปช.จะต้องลงมติเลือกตัวกรรมาธิการยกร่างฯคนใหม่มาแทนนางทิชา อย่างไรก็ตาม คงต้องไปดูบันทึกการประชุม เมื่อครั้งที่ สปช.มีมติเลือกตัวแทน สปช.ไปเป็นคณะกมธ.ยกร่างฯว่า มีการระบุเงื่อนไขว่าในกรณีที่มีสปช.ลาออกจากคณะ กมธ.ยกร่างฯนั้น มีการสำรองรายชื่อใครขึ้นมาแทนที่หรือไม่ หากไม่มีที่ประชุมสปช.ต้องลงมติคัดเลือกใหม่ หรือถ้ามีเงื่อนไขการสำรองรายชื่อไว้ ก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่ามติดังกล่าวขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวและข้อบังคับการประชุม สปช.หรือไม่

รอ สปช.เคาะเลื่อนขึ้น–โละเลือกใหม่

ด้านนายวันชัย สอนศิริ โฆษกวิป สปช. กล่าวว่า ขั้นตอนการคัดเลือกคณะ กมธ.ยกร่างฯ แทนนางทิชา ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวระบุว่า หากคณะกมธ.ยกร่างฯในส่วนใดลาออกไป ให้ส่วนนั้นเป็นผู้เสนอชื่อเข้ามาใหม่ ซึ่งนางทิชามาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ดังนั้น สปช.จึงต้องเป็นผู้เสนอชื่อเข้ามาใหม่ ซึ่งในวันที่ 2 มี.ค.คาดว่าที่ประชุม สปช.จะมีการหารือกันในเรื่องนี้ ซึ่งผู้ที่จะเสนอชื่อมาแทนต้องมาจากความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช. ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้วิธีการคัดเลือกอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเลื่อนผู้สมัครเดิมที่ได้คะแนนลำดับที่ 21 ขึ้นมาแทน เช่น อาจโละรายชื่อผู้สมัครเดิม แล้วให้ที่ประชุมคัดเลือกใหม่ทั้งหมด หรืออาจใช้วิธีการเลื่อนลำดับคนที่ได้คะแนนในลำดับที่ 21 ขึ้นมา แล้วแต่ที่ประชุมสปช.จะเห็นอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าควรให้เลือกใหม่ทั้งหมด ไม่ควรใช้รายชื่อเดิมโดยเลื่อนผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับที่ 21 ขึ้นมา โดยจะต้องเลือกทันทีในวันที่ 2 มี.ค. เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องมาสานต่องานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

รธน.ม.32ให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวถึงแนวทางการเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนนางทิชา ณ นคร ที่ลาออกว่า ส่วนตัวเห็นว่า การเลือกกรรมาธิการคนใหม่ ต้องไปดำเนินการใหม่ตั้งแต่ต้น ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 32 ระบุว่า กรณีที่ กมธ.ยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะ กมธ.ยกร่างฯที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ประธาน สปช.แต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คณะ กมธ.ยกร่างฯพ้นจากตำแหน่ง คือไม่เกินภายในวันที่ 16 มี.ค. ดังนั้น สมาชิก สปช.ที่ประสงค์จะเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างฯ อาจเสนอชื่อเข้าสมัครอย่างน้อย 2 วัน ก่อนวันที่จะนัดประชุมเพื่อลงคะแนนคัดเลือก รวมทั้งอาจมีการแสดงวิสัยทัศน์ ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้นำสมาชิก สปช.ที่เคยได้รับการเสนอชื่อเป็นลำดับที่ 21 มาเป็นคณะ กมธ.ยกร่างฯคงลำบาก เพราะไม่มีการวางกฎเกณฑ์ดังกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนการเรียงลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เชื่อว่า หลังจากได้คณะ กมธ.ยกร่างฯคนใหม่แล้ว จะมาช่วยพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้ดี เพราะขณะนี้ผ่านมาแค่ครึ่งทาง ยังมีเวลาทำงานด้วยกันอย่างน้อยอีก 7-8 เดือน

“สุจิต” บ่นเสียดาย “ทิชา” ไขก๊อก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสุจิต บุญบงการ รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการลาออกของนางทิชา ณ นคร ลาออกจาก สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เสียดายความรู้ความสามารถเพราะเป็นคนเอาจริง เอาจัง ความคิดดีมากๆ แต่เชื่อว่านางทิชาคงมีเหตุผลส่วนตัว เชื่อว่าการขาดนางทิชาไปคนเดียว คงไม่เป็นปัญหาในการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ยังทำงานต่อไปได้ ส่วนจะตั้งใครมาแทนขึ้นอยู่กับมติของสปช. ส่วนที่มีชื่อนายนันทวัฒน์ บรมานันทน์ สมาชิกสปช.จะมาแทนนั้น เป็นความเห็นของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงต้องรอให้ที่ประชุม สปช.พิจารณาก่อน

ยลโฉมร่าง รธน.ได้ก่อนสงกรานต์

นายสุจิตกล่าวว่า ขณะนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯได้ยกร่างรัฐธรรมนูญเกือบเสร็จทั้งหมดแล้ว เหลือเพียง 3-4 ประเด็นที่รอการลงมติ ซึ่งในวันที่ 5 มี.ค.จะประชุมพิจารณาเรื่องบทเฉพาะกาล เพื่อดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า มีประเด็นใดที่ยังขาดตกบกพร่อง และปรับปรุงถ้อยคำให้กระชับ จะพิจารณาให้เสร็จก่อนวันสงกรานต์ เพื่อส่งให้ สปช.ให้ความเห็นชอบ แต่หากมีการแก้ไขหรือปรับปรุงก็จะส่งกลับมาให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งคงพูดแทน สปช.ไม่ได้ว่า จะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการยกร่างฯหรือไม่ แต่คาดว่า คงมีหลายประเด็นที่ สปช.จะแสดงความเห็น เหมือนตอนที่ สปช.ส่งความเห็นไปให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างฯไม่ได้นำมาบัญญัติทุกเรื่อง เพราะบางข้อเสนอ สปช.สามารถเสนอเป็นกฎหมายได้เลย ส่วนการทำประชามตินั้น รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ว่า เมื่อร่างเสร็จ ต้องทำประชามติ ขึ้นอยู่กับ คสช.เห็นว่าควรทำหรือไม่ ถ้าจะทำก็ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน

“เทียนฉาย” ปิดปากอ้างไม่เห็นหนังสือ

ด้านนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการลาออกจากตำแหน่งสปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของนางทิชา ณ นคร ว่า ยังไม่ขอให้ความเห็น เพราะทราบเรื่องจากตามหน้าสื่อเท่านั้น อีกทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงวันหยุดราชการ จึงยังไม่ได้รับรายงานและหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการของนางทิชาจากนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขานุการ สปช. ถ้าทราบเรื่องชัดเจนค่อยมาคุยกันอีกครั้ง

ปัดวุ่นรอยร้าว 36 อรหันต์วงแตก

นายไพบูลย์ นิติตะวัน คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการที่นางทิชา ณ นคร ลาออกจาก กมธ.ยกร่างฯและ สปช.ว่า เสียดายที่นางทิชาลาออกไปเสียก่อน เพราะเป็น กมธ.ที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด มีจุดยืนที่ชัดเจน แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่การยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างมาก แต่เมื่อนางทิชาบอกว่าพอแล้ว ก็ต้องเคารพการตัดสินใจ ส่วนเรื่องปัญหาความขัดแย้งกันใน กมธ.ยกร่างฯนั้นคงไม่มี กมธ.แต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง นี่คือเสน่ห์ของ กมธ.ชุดนี้ที่มีความคิดหลากหลาย และหากใครจะทำอะไรหรือคิดอะไร กมธ.ทุกคนก็ต้องยอมรับและเคารพการตัดสินใจ ไม่มีใครว่าอะไรใครทั้งนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่การประชุมเพื่อหาข้อสรุปต่างๆจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง

ยังรักกันดีพร้อมเดินหน้าลุยต่อ

ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า รู้สึกเสียดาย เพราะผลงานของนางทิชามีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็เคารพการตัดสินใจและเข้าใจนางทิชา ส่วนตัวหวังว่าจะไม่มีใครลาออกจาก กมธ.ยกร่างฯอีก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่ของ กมธ.ยกร่างฯแต่เป็นของประชาชน เราต้องร่วมมือร่วมใจกัน แต่ละคนอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่เมื่อที่ประชุมมีข้อสรุปอย่างไรก็ควรให้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ ยืนยันว่าบรรยากาศโดยรวมใน กมธ.ยกร่างฯยังดีอยู่ ทุกคนยังรักกันสมัครสมานกลมเกลียว และพร้อมเดินหน้าทำงานต่อไป ไม่มีการแตกแยกแน่นอน

พท.สวดสืบทอดทายาทอสูร

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่ กมธ.ยกร่างฯมีมติการยกร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นที่อ่อนไหวว่า ขอเรียก ร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หันกลับมาฟัง เสียงท้วงติงจากนักการเมืองบ้าง เพราะสิ่งที่กำลังยกร่างเรื่องที่มา ส.ว. หรือการให้ ส.ว.ตรวจสอบที่มาของ ครม. เป็นความพยายามทำให้ฝ่ายการเมืองอ่อนแอลง ไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของประเทศ โดย เฉพาะการวางเกมให้มีการสืบทอดอำนาจโดยขบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จะเกิดแนวโน้มความขัดแย้งไม่จบสิ้น นานาอารยประเทศเฝ้าติดตามการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นการสืบทอดทายาทอสูร การที่ สนช. และ สปช. ได้มาเป็นผู้ทรงเกียรติในสภา ก็เหมือนกันกับที่มาของ ส.ว.ลากตั้ง หรือการที่เคยกล่าวหาว่านักการเมืองเอาเมีย ลูกหลานมาหากินกับการเมือง วันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกท่านก็ไม่ได้ดีไปกว่านักการเมืองเท่าไร ต้องถามตรงๆ ว่า ทุกวันนี้ สนช. และ สปช. มีคนสั่งพวกท่านได้ใช่หรือไม่ ขอให้คณะ กมธ.ยกร่างฯทำยกร่างกันใหม่เถอะ

ยุ “บิ๊กตู่” เบรก รธน.เจ้าปัญหา

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเกิดปัญหาอย่าง แน่นอน หลายเรื่องเขียนกติกาไม่เป็นธรรม ไม่หวังอะไรจาก กมธ.ยกร่างฯแล้ว แต่เมื่อส่งให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. พิจารณาท่าน คงใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบเพราะจะเป็นตัวสร้างปัญหาและเกิดวิกฤติแน่นอน และปฏิบัติตามคำปรารภที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยเฉพาะการ สร้างความเป็นธรรม สร้างความปรองดองสมานฉันท์และลดความขัดแย้ง ขอให้รักษาสัญญาด้วย ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาบิดเบี้ยวขนาดนี้ ฝ่ายที่รักประชาธิปไตยคงรับไม่ได้ โดยหลักการแล้วรัฐธรรมนูญต้องช่วยแก้ไขความขัดแย้ง ที่ผ่านมามีบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว แต่ กมธ.ยกร่างฯยังเดินหน้า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาตามมา ไปลดทอนอำนาจประชาชนหลายเรื่อง ไม่เห็นว่าจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เห็น กมธ.ระบุว่าหากสภาฯจะออกข้อบังคับการประชุม ต้องส่งเรื่องให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แค่จะทำอะไรในบ้าน ยังต้องไปรายงานคนข้างบ้านอีก เท่ากับลิดรอนสิทธิฝ่ายนิติบัญญัติด้วย แบบนี้อย่ามีรัฐธรรมนูญเลยจะดีกว่า

ปล่อยผี 111 และ 109 แค่สับขาหลอก

นายสมคิดกล่าวอีกว่า ในส่วนการแก้ไขคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส.ยังมีกติกาคลุมเครือว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะลงสมัครได้หรือไม่ แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดเรื่องการห้ามลงสมัครอย่างชัดเจน แต่ห่วงว่าจะไปเขียนกติกาห้ามไว้ในกฎหมายลูก ซึ่งดูแล้วไม่เป็นธรรมเหมือนกับได้รับการออกจากคุกแล้ว จะให้กลับเข้าไปอยู่ในคุกใหม่ เป็นการทำร้ายกันจนเกินไป

สาปส่งก๊วน สนช.ท่าดีทีเหลว

นายสมคิดยังกล่าวถึงกรณีที่ สนช.ให้คนในครอบครัวมาช่วยงานว่า สนช.อย่าอ้างตัวว่าเป็นคนดีมากนัก อย่าชี้นิ้วใส่คนอื่นมากนักเพราะนิ้วอื่นๆ ที่เหลือจะชี้กลับเข้าหาตัวเอง ตนแปลกใจที่พวกท่านด่านักการเมืองหลายเรื่อง สุดท้ายพวกท่านก็ทำเองทั้งหมด ทั้งนี้ ตนมองว่าไม่จำเป็นที่ สนช.ต้องตั้งคนเข้ามาจำนวนมาก มีเพียงแค่เลขานุการคนเดียวก็พอแล้ว เพราะ สนช.ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนเหมือนกับ ส.ส.

สับสมัชชาคุณธรรมฯต้องเป็นกลาง

ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะ กมธ.ยกร่างฯกำหนดให้มีสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อประมวลจริยธรรมนักการเมือง และสามารถเสนอรายชื่อผู้ที่กระทำผิดจริยธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนตอนเลือกตั้งครั้งใหม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่บนพื้นฐานที่คิดว่า คนที่เข้ามาเป็นนักการเมืองจะเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ จึงออกแบบให้มีองค์กรตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรมทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้มาทำหน้าที่ตรงนี้จะเป็นกลางทางการเมือง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร อีกทั้งอำนาจหน้าที่การตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรมมีขอบเขตแค่ไหน นิยามไว้อย่างไร มันเป็นนามธรรม ต่างจากการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ต่อไปเรื่องนี้จะเป็นปัญหาอย่างแน่นอน

หวั่นหลังเลือกตั้งก็ถูกไล่ล่าซ้ำอีก

นายสามารถกล่าวว่า ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม หากเป็นการคิดเอาเองว่าน่าจะผิด แค่เริ่มต้น ผู้ที่ถูกตรวจสอบจะผิดหรือยังไม่ผิดยังไม่รู้แต่เสียหายแล้ว เป็นห่วงว่าจะมีการใช้สมัชชาฯ เอาไว้ไล่ล่าใครหรือไม่ พรรคเพื่อไทยไม่เป็นห่วงว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะได้รับเลือกหรือไม่ แต่เป็นห่วงว่าเมื่อเข้าไปแล้วจะเจอกับปัญหากับดักต่างๆที่มีการเขียนเอาไว้จนทำงานบริหารประเทศชาติไม่ได้ และถูกไล่บี้จนทำให้รัฐบาลและสภา ไม่มีเสถียรภาพ

ปชป.ผวาตกหลุมพรางทหารอยู่ยาว

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า หลายประเด็นที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญออกแบบขึ้นมา ยังไม่พลวัตไปข้างหน้า แต่กลับถอยหลัง ไม่ตรงใจประชาชน วัดได้จากสองพรรคการเมืองใหญ่ ที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากของประชาชนในประเทศ ออกมาวิจารณ์อย่างหนักในหลายประเด็น อาทิ การกำหนดที่มาของนายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส. หรือมาจากคนนอกได้นั้น หลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาไม่ทำกัน เพราะนายกฯที่รู้ปัญหาและเข้าถึงประชาชนอย่างเเท้จริงต้องมาจากการเลือกตั้ง เข้าใจว่า กมธ.ยกร่างฯ คงออกแบบเผื่อไว้เป็นทางออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องเขียนลงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า คุณสมบัติ ขอบเขตอำนาจหน้าที่มีแค่ไหน เขียนกว้างแบบนี้ เกรงว่านายทุนคงกำลังรอซื้อพรรคการเมือง เพื่อรวบอำนาจอยู่แน่ แต่ไม่ใช่จะค้านทุกประเด็น เพียงแต่อยากให้การออกแบบกติกาประเทศเป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ คือ เลือกตั้งปี 59 และถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช.หรือไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ถ้ามีการทำประชามติ ทำให้ต้องรื้อกระบวนการร่างกติกาประเทศกันใหม่ และเกรงว่าต้องยืดอำนาจให้ทหารยาวนานขึ้นไปอีก

เตือนต่างชาติจะเมินเลิกคบค้า

นายสาธิตกล่าวต่อว่า ตนเข้าใจว่า กมธ.ยกร่างฯคงต้องการแก้ปัญหาระยะสั้น สร้างรัฐบาลผสมทำงานครบ 4 ปี แต่คิดเท่านี้คงไม่ได้ หากระยะยาวเกิดปัญหาอีก ท่านไม่ต้องมานั่งแก้รัฐธรรมนูญกันอีกครั้งหรือ และอย่าว่ากระทบแต่ในประเทศเลย ถ้าให้หลายตำแหน่งไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้ง และยึดโยงประชาชนน้อยลง ความเชื่อมั่นด้านประชาธิปไตยในสายตาต่างประเทศจะน้อยตาม จนไม่มีประเทศไหนมาร่วมคบค้าสมาคมด้วย ขอแนะนำก่อนที่หน้าตาคร่าวๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสมบูรณ์ กมธ.ยกร่างฯต้องฟังเสียงประชาชน ฟังเสียงพรรคการเมือง อย่าเอาแต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต้องมองระยะยาว แม้จะเขียนรัฐธรรมนูญดีแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง

โยนทำประชามตินายกฯคนนอก

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมติคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีนายกฯคนนอกได้ว่า เป็นการไม่ยึดโยงกับประชาชน ตามหลักนายกฯต้องยึดโยงประชาชน ต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่มองจะเกิดวิกฤติแล้วต้องมีนายกฯคนนอกนั้นก็มองได้ แต่ควรจะเขียนไว้ในก๊อกสอง ขณะที่ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก็มีได้ แต่ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป หรือไม่ควรให้อำนาจในการถอดถอนนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็เชื่อว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขาจะยึดตามความคิดของเขา ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ทำประชามติถามประชาชนไปเลยว่าเขาเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ที่จะมีนายกฯคนนอกกับ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และเชื่อว่าประเด็นเหล่านี้จะทำให้มีการออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเห็นว่าไม่ควรล็อกไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะให้แก้ไม่ได้แต่ฉีกได้อย่างเดียวหรือ เพราะบ้านเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลงต้องให้แก้ไขได้

“สมศักดิ์” หยัน สนช.ปฏิรูปตัวเองก่อน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาชิก สนช.จำนวนมาก ตั้งภรรยาและลูกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวช่วยงาน โดยรับเงินเดือนราชการว่า เรื่องนี้ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายห้ามทำ แต่เป็นเรื่องจริยธรรม กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ที่อุตส่าห์มีความหวังกับ สนช.ที่ประกาศเข้ามาปฏิรูปประเทศ เมื่อก่อนพวกคุณชี้หน้าด่านักการเมืองเลว กินภาษีประชาชน ตั้งสภาผัวเมีย แต่วันนี้กลับมาตอกย้ำทำประชาชนสิ้นหวัง คราวนี้สนช.ตั้งลูกตั้งเมียเป็นผู้ช่วย บางคนลูกยังเรียนไม่จบก็ตั้งแล้ว ในเมื่อ สนช.บอกว่าตั้งใจเข้ามาร่วมปฏิรูปประเทศ อย่าเพิ่งไปหวังไกลเลย ตั้งต้นจากการปฏิรูปตัวเองก่อน

เหน็บว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ควรตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบจริยธรรมหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อเขาบอกว่าไม่ผิด ไม่มีกฎหมายเอาผิด ตัวคนทำอ้างว่าเรื่องนี้ถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ตั้งกรรมการขึ้นมาจะมีประโยชน์อะไร อยู่ที่สำนึกที่มีต่อประชาชนมากกว่า ประชาชนเขาฝากความหวังและให้เกียรติ สนช.สูงมาก แต่กลับไม่เคารพเกียรติตัวเองจะว่าอะไร ตนเห็นข่าวเรื่องนี้แล้วก็อึดอัดใจ จึงได้เขียนกลอนขึ้นมาแสดงความคิดเห็นไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาว่า เมื่อสื่อมวลชนได้มาขอความเห็นในประเด็นที่ สนช.ตั้งลูกเมียคนในครอบครัวเข้ามารับตำแหน่ง เป็นผู้ช่วยทำงานใน สนช. แล้วรับเงินค่าตอบแทนจากสภา ซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชน ผมก็ได้ให้ความเห็นไปตามข้อเท็จจริง ว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร คุณรังเกียจเหยียดหยามประณามด่า เอาทั้งลูกภรรยามาสืบสาน นักการเมืองมันชั่วช้าทั้งสามานย์ น่าสงสารว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

กกต.รอชงความเห็นแย้งร่าง รธน.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า แม้ กกต.ไม่มีสิทธิที่จะคัดกรองรัฐธรรมนูญได้ในขั้นตอนสุดท้าย เราอาจทำความเห็นเสนอกับหน่วยงานที่มีอำนาจแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้ง ครม. คสช. หรือ สปช.ในประเด็นที่เราเห็นว่าการออกแบบการเลือกตั้งใหม่ ต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองบุคคลเข้าสู่การเลือกตั้งต้องมีคุณภาพ มีกลไกที่ป้องกันการทุจริต และการเลือกตั้งต้องเอื้ออำนวยให้เกิดผลสำเร็จคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ขณะนี้คงรอให้ร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อย จึงจะมีความเห็นอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้วันที่ 2 มี.ค. กกต.จะแถลงตอบโต้กรณีที่นักวิจัย ซิดนีย์ ฮาร์วาร์ด ที่วิจัยเกี่ยวกับความสุจริตและโปร่งใสในการเลือกตั้ง ที่พาดพิง กกต.ไทย และ กปปส.ว่าเป็นปัญหาหลักต่อการเลือกตั้ง โดย กกต.จะชี้ให้เห็นว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังมีจุดบกพร่องในวิธีการทำวิจัย

ร่อนบทความต้าน กจต.จัดเลือกตั้ง

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขียนบทความหัวข้อ “จะเป็นอย่างไร หากให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) จัดการเลือกตั้ง” มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า การให้ กกต.จัดการและกำกับดูแลทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าการให้หลายองค์กรดำเนินการ สามารถอาศัยการมีส่วนร่วมของบุคลากรมาใช้ประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ และสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ ในขณะที่กจต.ซึ่งเป็นข้าราชการมาจาก 7 องค์กร อาจเกิดปัญหาความเป็นกลาง ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ อีกทั้งต้องปฏิบัติงานประจำและงานเลือกตั้งควบคู่กันไป อาจส่งผลกระทบให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นอกจากนี้ กจต.ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ มีภาคประชาชนเพียง 2 คน แสดงให้เห็นถึงการจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจนำมาซึ่งการร้องเรียนและเกิดความขัดแย้งในภายหลัง การเปลี่ยนองค์กรจัดการเลือกตั้งจาก กกต.มาเป็น กจต.ไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ควรแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสร้างความรู้เข้าใจกับประชาชนให้มามีส่วนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งให้มากยิ่งขึ้น

ชูธงปฏิรูปเสริมแกร่งภาค ปชช.

ที่รัฐสภา นายสุจิต บุญบงการ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ระหว่างการจัดสัมมนาเรื่อง “สานพลังร่วมสร้างสมัชชาพลเมือง” ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ตอนหนึ่งว่า วิสัยทัศน์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ และการเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ผ่านมาเมื่อมีการปฏิรูปการเมืองหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะแก้ปัญหาเฉพาะโครงสร้างเช่น ระบบเลือกตั้ง สถาบันการเมือง แต่ประชาชนยังมีความอ่อนแอ ตกอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของผู้นำท้องถิ่นหรือระดับชาติ สุดท้ายกฎหมายจะอยู่ในมือของผู้นำไม่กี่คน ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ประชาชนมีสมรรถนะและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นในการต่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ แต่ผู้นำไม่อยากให้ประชาชนเข้มแข็ง เพราะหากเข้มแข็งแล้วจะไม่เชื่อฟัง อยากให้อยู่ใต้อาณัติ จะได้บอกให้มาชุมนุมที่ไหนก็มา ดังนั้น จึงเดินมาถูกทางแล้วที่ทำให้ภาคพลเมืองมีความแข็งแรง ซึ่งกมธ.ยกร่างฯพูดถึงอำนาจของสมัชชาพลเมืองว่าต้องมีบทบาทในการตรวจสอบหรือให้ข้อคิดเห็นต่อการปกครองท้องถิ่นและระดับชาติ

8 มี.ค.เครือข่ายหญิงรวมพลทวงสิทธิ

ที่โรงแรมเจริญธานี จ.ขอนแก่น นางสุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะที่ปรึกษาขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย กล่าวในเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ผู้หญิงอีสานกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปฏิรูป” ว่า เครือข่ายผู้หญิงจัดเวทีทุกภาคมีข้อเสนอต่อคณะกมธ.ยกร่างฯสนับสนุนความเสมอภาคหญิงชายในการมีส่วนร่วมตัดสินใจทุกระดับ ตามที่นางทิชา ณ นคร กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พยายามผลักดันต่อที่ประชุม แต่ถูกคัดค้านจาก กมธ.ยกร่างฯหลายคน จึงแน่ใจว่าด้วยเหตุนี้ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญอีกหลายประเด็นไม่ยึดหลักสิทธิประชาชนที่ควรเป็นทำให้นางทิชาลาออก เข้าใจสถานการณ์ดีว่าคงมีแรงกดดันที่หนักหน่วงมาก ต่อไปนี้สังคมคงได้รู้ว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่รับฟังความคิดเห็นอะไรจริงจัง ไม่ยึดหลักความเสมอภาค ขณะนี้มีความคิดไม่อยากมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีความคาดหวังอะไรแล้ว กมธ.ยกร่างฯต้องทบทวนว่า เหตุใดจึงไม่ยอมรับสัดส่วนหญิงชายในรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 มี.ค.ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล เครือข่ายผู้หญิงจากทุกภาคส่วนกว่า 1 พันคน จะมาส่งเสียงแสดงพลังย้ำเตือนว่าผู้หญิงต้องมีสิทธิสัดส่วนเท่าเทียมผู้ชายคือ 50:50

วิป สนช.ยังไม่เคาะวิธีลงมติ 38 ส.ว.

อีกด้าน นพ.เจตน์ ศิริธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการประชุมสนช.ในวันที่ 5 มี.ค. เพื่อซักถาม ป.ป.ช.และอดีต 38 ส.ว. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบว่า ขณะนี้มีสมาชิก สนช. 6 คน ส่งคำถาม มาให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถาม เพื่อให้ทำหน้าที่ซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในวันดังกล่าว โดยผู้ที่มาแถลงเปิดสำนวนทั้งสองฝ่ายในวันที่ 25 ก.พ. จะต้องมาตอบข้อซักถามต่อคณะ กมธ.ซักถาม ส่วนการลงมติถอดถอนในวันที่ 13 มี.ค.นั้น ยังไม่ได้ข้อ สรุปว่าจะลงมติถอดถอนเป็นรายบุคคล หรือลงมติถอดถอนแบ่งตามฐานความผิด 4 ฐานตามที่ ป.ป.ช.ส่งมา ต้องรอนำเข้าไปหารือในที่ประชุมวิป สนช.ก่อน ส่วนตัวเห็นว่าควรลงมติถอดถอนเป็นรายบุคคลจะเหมาะสมก่อน

40 ส.ว. เค้น ป.ป.ช. หาข้อ ก.ม.มัดผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ สนช.6 คน ที่ยื่น ประเด็นซักถามต่อคณะ กมธ. ซักถามได้แก่ พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร นายสนิท อักษรแก้ว พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นพ.เจตน์ ศิริธรานนท์ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ และนายสมชาย แสวงการ โดยยื่นประเด็นซักถาม ป.ป.ช.ถึงความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายที่จะเอาผิด 38 อดีต ส.ว.ว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดไปแล้ว เหตุใดจึงส่งเรื่องถอดถอนให้ สนช. ดำเนินการ และฐานความผิดที่ใช้กล่าวหาเป็น ความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.ข้อใด ตลอดจนการกระทำของ 38 อดีต ส.ว.ที่เข้าข่ายผลประโยชน์ ทับซ้อนในการลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร

สำหรับคำถามที่ซักถาม 38 อดีต ส.ว.เป็นเรื่องเจตนาการลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ทั้ง 3 วาระว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการลงสมัคร ส.ว.อีกรอบ โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี จริงหรือไม่ และกรณีที่อดีต 38 ส.ว.ระบุว่า ไม่ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่เข้าชื่อเสนอแก้กฎหมาย เป็นคน ละฉบับกัน จะพิสูจน์เรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนอย่างไร

ป.ป.ช.ฟันแน่ส่งเชือด 250 ส.ส.

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ในวันที่ 3 มี.ค. ที่ประชุม ป.ป.ช.จะลงมติ คดีถอดถอนอดีต 250 ส.ส. กรณีการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.จะลงมติถอดถอนอดีต ส.ส.ทั้ง 250 คน ตามที่องค์คณะไต่สวนมีมติไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากองค์คณะไต่สวนชุดดังกล่าวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ที่จะลงมติในวันที่ 3 มี.ค. เป็นชุดเดียวกัน ดังนั้น มติที่ออกมาจะเหมือนกัน จากนั้นจะส่งเรื่องไปสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอนต่อไป ในฐานความผิดทั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 และตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กรณีการลงมติเห็นชอบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะทราบดีว่าร่างกฎหมายที่ลงมติกับร่างที่เข้าชื่อเสนอให้แก้ไขเป็นคนละฉบับกัน นอกจากนี้ ในการประชุม ป.ป.ช.วันที่ 3 มี.ค. จะมีการแจ้งข้อหาคดีอาญาแก่อดีต ส.ส. 5 คน กรณีการเสียบบัตรแทนกัน และการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปลอมด้วย เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช.ต่อไป

5 อดีต ส.ส.อ่วมโดนสองเด้ง

สำหรับอดีต ส.ส. 5 คน ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดีอาญา ได้แก่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส. นนทบุรี นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร นายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย

ป.ป.ช.บี้ “มาร์ค—เทือก” แก้ข้อหาเอง

อีกเรื่อง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ปี 2553 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังจัดทำหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ คาดว่าจะส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ในสัปดาห์นี้ เพื่อให้มารับทราบและมาแก้ข้อกล่าวหาต่อไป เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับหนังสือแล้วต้องมารับทราบข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.ภายใน 15 วัน จะมาด้วยตัวเองหรือมอบอำนาจก็ได้ และหลังจากนั้นต้องมาแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาอาจขอให้สืบพยานเพิ่มได้ ทั้งนี้ การมารับทราบข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาควรเดินทางมาด้วยตัวเองจะดีกว่า จะได้สะดวกในการให้ถ้อยคำหรือแก้ข้อกล่าวหาเอง ส่วนการขอสืบพยานก็แล้วแต่ว่าจะอ้างใครบ้าง ซึ่ง ป.ป.ช.จะมาพิจารณาว่าพยานที่ขอมาเกี่ยวข้องกับประเด็นคดีที่กำลังไต่สวนหรือไม่ หากเกี่ยวข้องในการไต่สวนก็จะอนุญาตให้สอบพยานเพิ่ม

โวยอ้างพยาน 3 พล.อ.ข่มขู่คดีแดง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุจะรับผิดชอบคดีสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 53 เพียงผู้เดียวว่าสถานการณ์ขณะนั้นนายสุเทพเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็น ผอ.ศอฉ.ต้องรับผิดชอบโดยตรง อยู่แล้ว การยืดอกรับเช่นนี้เพราะนายสุเทพทราบดีว่าตอนนี้ได้เปรียบ เพราะศาลอาญายกฟ้องคดีแล้ว จึงมั่นใจว่าตัวเองต้องหลุดคดีแน่นอน ถึง ป.ป.ช.จะชี้มูลถอดถอนก็จะไม่มีผลอะไร นายสุเทพจึงกล้ารักษาชีวิตหัวหน้าพรรคไว้ ขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียว ถึงอย่างไรนายสุเทพก็ไม่เล่นการเมืองแล้ว จะพูดอย่างไรก็ได้ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นพยานคดีสลายการชุมนุมปี 53 เท่ากับยกตัวรัฏฐาธิปัตย์มาข่มขู่ เช่น พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. อำนาจอื่นจะเหนือกว่าอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ได้อย่างไร ทั้ง 3 คนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นการขู่กลายๆว่า 3 คนนี้อยู่ในเหตุการณ์ให้ไปถาม 3 คนนี้ เชื่อว่าคดีนี้หลุดแน่เพราะมีตัวช่วยอยู่แล้ว

พท.ฟ้องศาล รธน.ปฏิบัติเกินหน้าที่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที ได้มอบ อำนาจให้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ไปยื่นฟ้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน กรณีตัดสินว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีความผิดในการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ทั้งๆที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว. สรรหา ผู้ฟ้องในคดีนี้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่ได้ฟ้องอดีต ครม.คนอื่นๆ ถือเป็นการปฏิบัติเกินคำฟ้อง ทำให้พวกตนไม่มีโอกาสรับทราบและโต้แย้งข้อกล่าวหา จึงได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยพวกตน เป็นการกระทำโดยมิชอบ ซึ่งศาลรับเรื่องไว้แล้ว

โพลบี้ “บิ๊กตู่” เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนหัวข้อ “ประเมินผลงาน 6 เดือน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” พบว่า ร้อยละ 53.91 ค่อนข้างพึงพอใจ ร้อยละ 27.54 พอใจมาก ไม่ค่อยพึงพอใจ ร้อยละ 12.1 โดยเห็นว่ามีมาตรการทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล ร้อยละ 85.43 มีการบริหารงานเป็นระบบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ร้อยละ 83.46 ส่วนจุดเด่นของรัฐบาลคือ มุ่งมั่นตั้งใจแก้ปัญหาประชาชน ร้อยละ 81.31 มีวิธีการทำงานรวดเร็ว สั่งการเด็ดขาด ร้อยละ 73.35 ส่วนจุดด้อย คือการแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนยังไม่ทั่วถึงเช่น ค่าครองชีพ การศึกษา ร้อยละ 82.11 ไม่มีการตรวจสอบ ทำงานแบบรวบอำนาจ ร้อยละ 75.92 ขณะเดียวกัน สิ่งที่อยากบอกรัฐบาลเรื่องการบริหารประเทศคือ การกระจายรายได้สู่ประชาชน แก้ปัญหาปากท้อง ช่วยเหลือเกษตรกร ร้อยละ 84.93 เร่งปราบการทุจริต ร้อยละ 83.27 สำหรับผลงานรัฐบาลที่ประชาชนประทับใจคือ ช่วยเหลือเกษตรกร จ่ายเงินจำนำข้าว ร้อยละ 87.25 โดยประชาชนพึงพอใจการทำงานของกระทรวงกลาโหมมากที่สุดร้อยละ 74.51 รองมาคือกระทรวงเกษตรฯ ร้อยละ 72.18

ขยายตลาดนัดชุมชนซื้อใจรากหญ้า

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยมีโครงการลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข โดยกรมการพัฒนาชุมชนจัดโครงการตลาดนัดชุมชน ไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพการเกษตร ผู้ผลิตสินค้าชุมชน โอทอป ที่ประสบปัญหาขายผลผลิตได้ราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งผลการดำเนินงานน่าพอใจเป็นไปตามเป้าหมาย มีตลาด นัดชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 2,063 แห่ง ผู้จำหน่าย ผู้ผลิต เพิ่มขึ้นเป็น 8.9 หมื่นราย ยอดขายทั่วประเทศกว่า 800 ล้านบาท ขับเคลื่อนโครงการสำคัญด้านการยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะค่าครองชีพ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานราก

อัดผู้บริหาร มธ.ก้มหัวผู้มีอำนาจ

ช่วงเย็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กถึงคำสั่งไล่ออกนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะ ศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ว่า ช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 มีการออกคำสั่งที่ 66/23 ให้ผู้มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองที่ระหกระเหินไปอยู่ในที่ต่างๆกลับสู่สังคมได้ นักศึกษากลับเข้าเรียนและอาจารย์กลับมาสอนได้ ปิดฉากความขัดแย้งของสังคมไทยยุคนั้น การลงโทษนายสมศักดิ์แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำบางส่วนไม่เพียงแต่ไม่สนใจแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม แต่อาจเห็นว่าความขัดแย้งยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ด้วยความอับจนทางปัญญาเช่นนี้ จะหวังเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งย่อมเป็นไปไม่ได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในไทยไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ที่แตกต่างจากในอดีตคือ ผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องส่งคนของตนไปควบคุมมหาวิทยาลัย

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางแห่งทำตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้มีอำนาจ ยินยอมจำกัดเสรีภาพทางวิชาการเสียเอง การลงโทษนายสมศักดิ์ด้วยการไล่ออก ไม่ให้บำเหน็จบำนาญเป็นตัวอย่างหนึ่งของการยินยอมพร้อมใจนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้