วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ ชี้ 'ทิชา' ลาออก สปช. เป็นเรื่องส่วนตัว

นายกฯ ชี้ 'ทิชา' ลาออก สปช. เป็นเรื่องส่วนตัว

  • Share:

นายกฯ เชื่อ ’ทิชา’ ลาออก สปช. เหตุผลส่วนตัว ไม่เกี่ยวสัดส่วนผู้หญิงลงสมัครเลือกตั้ง ยํ้ารัฐบาลทำงานทุกวัน ชี้ผลโพลทำปลง แนะควรถามไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

วันที่ 1 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นางทิชา ณ นคร ลาออกจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ตนได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเมื่อครั้งเข้ามาเป็น สปช. ก็มีทั้งส่วนที่คัดเลือกและเสนอตัวเข้ามา ในเมื่อไม่ประสงค์ที่จะทำงานต่อไปก็ลาออก ไม่มีปัญหา ที่เหลือก็ทำงานกันได้ บางครั้งคนเราก็ต้องมีเหตุผลส่วนตัวกัน คงไม่ต้องไปซักถามเหตุผล ในเมื่อไม่ประสงค์ที่จะทำ ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อครั้งเข้ามาก็ด้วยความสมัครใจ เมื่อเข้ามาแล้วทำงานไม่ได้ก็ต้องการจะออก ก็ออก ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณในช่วงที่เข้ามาและทำงานด้วยความเข้มแข็ง ซึ่งตนไม่ได้ตำหนิใดๆ หากมีปัญหาส่วนตัวก็เป็นเรื่องส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพราะยังมีคนทำหน้าที่อีกจำนวนมาก แต่ก็ต้องดูว่าจำเป็นที่จะต้องตั้งคนขึ้นมาแทนหรือไม่ คงต้องถาม สปช. และ สนช.ก่อนว่าจะต้องตั้งเพิ่มหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งเพิ่มจะทำงานได้หรือไม่ ปล่อยให้เป็นเรื่องของทางสภา ซึ่งรับผิดชอบในภาพรวม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นางทิชาลาออกจาก กมธ.ยกร่าง รธน. เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องสัดส่วนการส่งผู้หญิงลงรับสมัครเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในรายละเอียดตนไม่ทราบ แต่ตนอยากบอกว่า วันนี้สิทธิของผู้ชายผู้หญิงเท่ากันแล้ว คงต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องกำหนดอย่างนั้น ให้เขาพิจารณากัน ซึ่งเชื่อว่ากมธ.ยกร่างคงพิจารณาในเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิที่เท่ากัน ระหว่างหญิงชาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้หญิงมีสิทธิมากกว่าเสียอีก เพราะจะใช้นางหรือนางสาวก็ได้ แต่ผู้ชายใช้นายได้อย่างเดียว ผู้หญิงได้เปรียบตลอดอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะผู้หญิงเป็นเพศมารดา

เมื่อถามว่า นางทิชาเองระบุว่า ที่ต้องลาออกเพราะเหมือนเป็นปลาผิดน้ำ ถือว่าเกิดความขัดแย้งภายในหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าปลาผิดน้ำเป็นอย่างไร ในการทำงานของคนไทยจะต้องรู้จักการประนีประนอมกันบ้าง พูดจาพูดคุยกัน ทำงานร่วมกัน แต่ถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้จริงๆ แล้วจำเป็นก็ต้องจำเป็น ตนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคนเราต่างคนต่างคิด แต่สิ่งที่สำคัญ หลายคนกำลังมองรัฐบาลว่าเข้ามาแล้วแก้ปัญหาหรือยัง รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไร เข้ามาแล้วทำงานช้า ยังไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งตนขอเรียนว่าตนและรัฐบาลทำงานทุกวัน

“ผมทำงานทุกวัน รัฐมนตรีทุกคนก็ทำงาน รมว.การต่างประเทศก็เพิ่งกลับมาจากอินเดีย ผมสั่งให้ไปหาตลาด ก็มีแนวโน้มที่ดี ไปฟิลิปปินส์ เพื่อขายข้าว ขายสินค้าอื่นๆ รัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็ทำงานมีรายงานกลับมา ทุกอย่างเดินหน้า ทุกคนมีความก้าวหน้า ผมจะบอกให้ว่าไม่ได้แก้ปัญหากันง่ายๆ รัฐบาลนี้ทำงานมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีโพลออกมา ซึ่งผมอ่านแล้วผมก็ต้องปลง เพราะเวลาทำโพล คำถามก็ควรถามแล้วไม่ให้เกิดความขัดแย้ง อย่าถามในคำถามที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน มันไม่เกิดประโยชน์ ผมเคยบอกแล้วว่าใครชมผม ผมก็ยินดี"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนด้านติตนในเรื่องที่ตนยังไม่ได้ทำไม่ได้คิด ตนก็ไม่ติดใจไม่โกรธ ไม่ได้หงุดหงิด แต่ถ้ามาติในสิ่งที่ตนทำอยู่ แล้วมาบอกว่าไม่ทำ เช่น รัฐบาลนี้ไม่เคยคิดทำโครงการอะไรใหม่ๆ เลย ก็ต้องถามหน่อยว่ามีหรือไม่ ที่พูดทุกวันมาตลอด 8 เดือนแล้ว ตนก็ขอถามหน่อยว่าที่ผ่านมาเขาเคยพูด เคยแถลงอะไรหรือไม่ ไม่มี สื่อก็ไม่เคยรู้อะไร แต่รัฐบาลผมทำทุกอย่าง แต่กลายเป็นว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งตนอยากบอกว่า ถ้าในอดีตดีอยู่แล้ว ตนคงไม่ต้องเข้ามา ตนขอพูดอีกครั้งว่า ตนยินดีรับคำตำหนิทุกอัน

"โพลที่ออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเชื่อมั่นในตัวผม แต่ไม่เชื่อมั่นใน ครม. หรือรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ ผมไม่สบายใจ เพราะนั่นคือทีมงานของผม และทำงานร่วมกันมา เพราะทั้งหมดต้องทำงานในกรอบของรัฐบาล ทำในนามของ ครม. ทุกอย่างทำตามนโยบาย ถ้าผมไม่สั่ง เขาก็ต้องคิดและเสนอมาให้ผมเป็นคนอนุมัติ ครม.อนุมัติตามระเบียบไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไม่ใช่ว่าคนนี้ทำเก่ง ทำสำเร็จ คนนี้ทำไม่เก่ง ไม่สำเร็จ ไม่เหมือนที่ผ่านมา ที่ไม่ใช่แบบนี้ ต่างคนต่างทำของตัวเองกันไป ทำให้มองเห็นความแตกต่างว่าบางคนทำมากทำน้อย จึงมีคนชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตอนนี้รัฐบาลทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศทั้ง 70 ล้านคน ไม่ได้ทำให้คนส่วนหนึ่ง ไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะคนไทยทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็ง ให้กับภาคเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นผมถึงต้องพูดทุกวัน ซึ่งผมก็เหนื่อยที่จะพูด แต่ผมก็ต้องพูด เหมือนที่ผมต้องพูดทุกวันศุกร์ หรืออยากจะไม่ได้รับรู้อะไรเลยเหมือนที่ผ่านมา ให้เขาทำอะไรก็ได้ ก็ทำไป ถึงเวลาก็ไปเลือกตั้งกัน ต้องการอย่างนั้นหรือ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้