วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ท้าชนคนข่าว คิงส์ พีระวัฒน์ 'เรามาวัดกันที่ความสามารถไม่ใช่อายุ'

ท้าชนคนข่าว คิงส์ พีระวัฒน์ 'เรามาวัดกันที่ความสามารถไม่ใช่อายุ'

  • Share:

คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค ชื่อนี้ถือเป็นผู้ประกาศสายเลือดใหม่ที่โดดเด่นอย่างมาก บนหน้าจอช่อง ไทยรัฐทีวี หลายคนตั้งคำถามว่าผู้ประกาศชายคนนี้เป็นใคร หน้าตา ภาพลักษณ์ ยังดูเด็ก แต่เหตุใดน้ำเสียง การพูดจา การตั้งประเด็นนำเสนอข่าว ร่วมถึงแววตาอันมุ่งมั่น ของ คิงส์ พีระวัฒน์ จึงดูน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากผู้ชมในวงกว้าง บ่ายอาทิตย์วันสบายๆ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปรู้จักกับผู้ประกาศคนนี้กัน

คนข่าวรุ่นใหม่

วัยเด็ก ด.ช.คิงส์ เป็นคนอย่างไรทำไมถึงได้เติบโตมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นผู้ประกาศข่าว

"ตอนเด็กผมเป็นเด็กที่พูดมากมากๆ พูดมากจนคุณครูเขียนใส่สมุดพกว่าเป็นเด็กที่พูดมาก ไม่ตั้งใจเรียน คุณครูเห็นว่าเป็นคนที่พูดมาก คุยตลอดเวลา (หัวเราะ)โดนลงโทษ ตีก็แล้ว หักคะแนนก็แล้วแต่ยังแก้ไม่หาย คุณครูเลยจับเอาความพูดมากมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้คิงส์มาแข่งประกวดสุนทรพจน์ ช่วงประมาณ ป.5-ป.6 เป็นสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เริ่มแข่งจากระดับโรงเรียน เป็นระดับอำเภอ ก้าวมาแข่งระดับจังหวัด ไปถึงระดับภาค จำได้เลยว่ามาแข่งระดับที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ปรากฏได้ที่ 1 เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมแข่งพูด อยู่ๆ ก็ได้รางวัลชนะเลิศ โห้ เราเลยดีใจมาก ปลื้มนะว่าเฮ้ยเรามีความสามารถด้านนี้เนอะ (หัวเราะ)

จากนั้นพอมาเข้าสู่ระดับมัธยมที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี ก็ปรากฏว่า คุณครูท่านหนึ่งที่โรงเรียนนี้เป็นเพื่อนกับคุณครูโรงเรียนเก่าตอนประถม ท่านก็เลยทราบว่าผมเคยประกวดพูด ท่านจึงมาชวนผมเข้าชมรมภาษาไทย ตรงนี้ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งอาจารย์ท่านที่ฝึกผมพูดอย่างจริงจังก็คือ อ.สง่า ลาภหลาย ท่านขัดเกลาผมตั้งแต่พื้นฐานการพูดสุนทรพจน์ การออกเสียง การคิดประเด็น การเตรียมความพร้อมต่างๆ ทำให้ผมพัฒนามาเรื่อยๆ จากเป็นนักพูดสุนทรพจน์ ก็เริ่มแข่งโต้วาที ยอวาที ได้มาเป็นหมอภาษาพัฒนาเยาวชน เลยทำให้ผมได้ใช้ภาษาไทยมาโดยตลอด ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่ดี ทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ ทั้งหมดนี้ทำให้ผมมีต้นทุนที่ดีพอสมควร ได้เปรียบคนอื่นในเรื่องการได้ฝึกพูด

ช่วงมหาวิทยาลัยตอนเรียนรัฐศาสตร์การปกครอง จุฬาฯ ผมก็ได้เป็นพิธีกรคณะ นักโต้วาทีของคณะ เป็นพิธีกรวง CU แบนด์ การได้ทำพิธีกรวงดนตรีมหาวิทยาลัย ทำให้เราก้าวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการได้ไปเป็นพิธีกรเวทีอื่นๆ ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย การได้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ตัวผมรู้ว่าเราชอบงานด้านการพูด จะเป็นพิธีกร ดีเจ อะไรก็ได้

แต่เมื่อวันหนึ่งมีโอกาสเข้ามา ผมก็รู้สึกว่าอาชีพผู้ประกาศข่าวเป็นอาชีพที่มั่นคงและยืนระยะได้ยาวกว่า ไม่ใช่อาชีพอื่นไม่มั่นคงนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าเราไม่ต้องมานั่งกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะมีคนจ้างงานเราหรือไม่"

ถึงอายุจะน้อยแต่พร้อมทำเต็มที่

เคยคิดมั้ยว่าวันหนึ่ง เราจะได้เป็นผู้ประกาศข่าว

"ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยคิดเลยนะ ไม่ชอบดูข่าวด้วย แต่จำได้เลยว่ามีอยู่ช็อตหนึ่ง นั่งดู คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ แล้วเขาลารายการ เอาไฟลง ผู้ประกาศก็จะถอดหูฟัง เก็บเอกสาร ผมนั่งดูอยู่กับพ่อแล้วก็จำเอาไปซ้อมนั่งเล่นที่หัวเตียงประจำ รู้สึกว่าเท่ดี ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าวันนี้จะได้ทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวจริงๆ"

เท่าที่คุยกัน อักขระ คิงส์ ชัดมาก เกิดจากการฝึกฝนหรือเราเป็นเองโดยธรรมชาติคะ

"ฝึกฝนเป็นหลักครับ ตั้งแต่เด็กๆ ผมถูกขัดเกลาการพูดจนเรื่องการออกอักขระมันกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน ถ้าเกิดว่าเราจะไปเน้นเฉพาะเวลาแข่งพูดหรือการทำงาน ก็จะดูไม่ค่อยธรรมชาติ ในชีวิตประจำวันเราต้องพยายามพูดให้มี ร.เรือ ล.ลิง ฝึกให้ชิน และมีวินัยมันจะติดปากเราไปเอง จนออกมาเป็นธรรมชาติ ลิ้นไม่แข็ง ถ้าไม่ฝึกอย่างมีวินัยก็มีโอกาสที่ลิ้นจะกลับมาแข็งได้ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันก็พยายามพูดให้ชัด จะได้ไม่หลุดครับเวลาทำงาน"

แล้วจุดเริ่มต้นคิงส์มาเป็นผู้ประกาศข่าวได้อย่างไร

"ผมเริ่มทำงานกับช่องมันนี่ แชนแนล คือตอนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ รุ่นพี่ที่ CU แบนด์เขาเห็นว่าผมชอบงานด้านการพูด ทำงานเป็นพิธีกรโดนเชิดเงินก็มีมาแล้ว (หัวเราะ) เป็นดีเจจัดชั่วโมงละ 30 บาท 3 ชั่วโมงร้อยก็ทำมาแล้ว คือเรื่องเงินอะไรผมไม่ได้สน เราแค่รู้สึกว่าเรารักการพูด อยากทำงานพวกนี้ก็ไปทำ ค่าแรงไม่ซีเรียสมากน้อยไม่ว่ากันแต่ต้องจ่ายและจ่ายตรงเวลาพอ (หัวเราะ) ประกวดอะไรผมไปมาหมดเลยนะ เราไม่ได้มีต้นทุนหน้าตาที่ดีมาก ไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น แต่เรารู้ตัวแค่ว่ามีความสามารถและใจรัก ซึ่งบางเวทีเขาก็มองเห็นบางเวทีก็มองข้าม จากจุดนี้นั่นละครับ คิดว่ารุ่นพี่เขาคงเห็นความตั้งใจของเรา เลยมาชวนให้ไปสมัครมันนี่แชนแนล ที่เขารับผู้ประกาศข่าวด้านเศรษฐกิจพอดี"

ตั้งใจเสมอเพื่องาน

ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจสำหรับเด็กจบใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ

"ผมก็คิดนะว่าเราจะไหวเหรอ เพราะเป็นผู้ประกาศข่าวก็ว่ายากแล้วนะ แต่นี่ข่าวเศรษฐกิจยิ่งยากไปใหญ่ ผมถือว่าผมเป็นศูนย์เลยแวดวงนี้ เกลียดเลข เกลียดฟิสิกส์ เกรดร่อแร่ๆ มาตลอด ถามตัวเองว่าจะไหวมั้ย แต่ก็เอาวะลองดู ตัดสินใจไปยื่นใบสมัครมันนี่แชนแนล จำได้ว่าเขาเรียกไปคุยแล้วให้ทำเดโม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อะไรก็ได้มานำเสนอ

ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก ได้ยินโจทย์แล้วแบบมันคืออะไรล่ะ (หัวเราะ) เพราะเราแทบไม่รู้จักเลย ผมก็หาข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียด แล้วก็เอาข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมต่อยอด แตกประเด็น โชคดีที่ในระดับมหาวิทยาลัยได้ทำรายงานด้วยตัวเอง ไม่ได้พึ่งเพื่อนทั้งหมด (หัวเราะ) ก็เลยแตกประเด็นและย่อยข้อมูลได้ค่อนข้างดี บวกกับประสบการณ์ในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่เราฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กจนโต ทำให้ถ่ายทอดออกมาให้คนเข้าใจได้ง่าย แต่เรื่องของการถ่ายภาพ ลำดับภาพ ตัดต่ออะไรนี้ไม่รู้เรื่อง แต่โชคดีได้อาศัยเพื่อนๆ ค่อยช่วยเหลือให้คำปรึกษา จนได้เดโม่ออกมา ก็ไปถ่ายกันที่จุฬาฯ นั่นแหละครับ เป็นสกู๊ปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสียงนกร้องเข้ามาตลอดเวลา (หัวเราะ)"

แล้วผลเป็นอย่างไรบ้างคะ มันนี่แชนแนล ว่าอย่างไรบ้าง

"ตอนแรกคิดว่าส่งไปก็คงไม่ได้ แต่เราส่งเพราะเรารักษาสิทธิ์ที่จะส่งไป แต่สุดท้ายมันนี่แชนแนลเรียกไปสัมภาษณ์ แล้วก็รับเข้าทำงาน แต่เราก็บอกเขาก่อนว่าพี่ครับ ต้นทุนเศรษฐกิจผมเป็นศูนย์เลยนะ แต่สิ่งที่ผมมีมากกว่าศูนย์และแตะร้อยก็คือความตั้งใจที่ผมมี ดังนั้น ถ้าพี่ให้โอกาสผม ผมจะไม่ทำให้พี่ผิดหวัง

ตอนนั้นคือผมใหม่มากๆ เป็นเด็กจบใหม่ยังไม่ได้รับปริญญาเลย แต่พี่เขาก็ให้โอกาส และผมก็ตั้งใจเต็มร้อยในการทำงาน ทุกอย่างเลยผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมเรียนรู้การทำงานจากพี่ๆ ในมันนี่แชนแนล ยังจำวันที่หัวหน้าผมคนแรกที่มันนี่แชนแนล เขาโทรมาบอกว่าผ่านงานได้เป็นผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจแล้ว คิงส์นั่งรถไฟฟ้าอยู่ดีใจมาก (ลากเสียง) ดีใจที่เรามีงานทำและเป็นงานที่มั่นคง (ยิ้ม) ผมเองยอมรับเลยว่าพัฒนานับหนึ่งใหม่กับมันนี่แชนแนล ในเรื่องเศรษฐกิจทุกเรื่อง ร่วมถึงการทำงานข่าวและผู้ประกาศ ต้องขอบคุณพี่ๆ เขาที่ให้โอกาสผม"

บางครั้งโอกาสและจังหวะต่างๆ ของชีวิตก็ไม่ได้มาในช่วงเวลาที่เราต้องการเสมอไป

จำวันแรกที่นั่งประกาศข่าวได้มั้ยคะ

"โอ๊ย แข็งมากครับ รู้สึกจะเป็นช่วงเมษายนปี 53 เป็นช่วงสงกรานต์พอดี แข็งสุดๆ แล้วช่วงนั้นจัดฟันด้วย นับว่ามันนี่ แชนแนล กล้าเสี่ยงกับผมมากครับ กับเด็กจบใหม่ไม่มีพื้นฐานอะไรในเรื่องข่าว แล้วยังจัดฟันอีกตอนนั้นพูดชัดแค่ในระดับหนึ่ง หน้าตาเหรอก็ไม่ได้ดี เอาแค่เดินผ่านแล้วคนไม่ตกใจ (หัวเราะ) ขอบคุณมันนี่แชนแนลมากที่กล้าเปิดโอกาสให้เรา จำได้ว่าวันแรกนั่งใส่เสื้อลายดอกอ่านข่าว เกร็งมาก เราทำตัวไม่ถูก ต้องยิ้มมากยิ้มน้อย ยิ้มเจื่อนๆ เกร็งไปหมด ผมเกร็งตั้งแต่ยกมือไหว้ยังไงดี ไม่มีความพอดีเลย เก้ๆ กังๆ จากวันนั้นก็ได้รับคำติชมจากพี่ๆ เราก็เอาไปปรับปรุงจนดีขึ้นเรื่อยๆ"

เห็นว่าระหว่างที่เป็นผู้ประกาศข่าวมันนี่แชนแนล เกือบได้เป็นดีเจที่คลื่นกรีนเวฟ

"ใช่ครับ จะบอกว่าดีเจคือความฝันอีกอย่างที่ผมอยากทำ ผมยังไม่เคยไปทำจริงๆ จังๆ ในคลื่นใหญ่ ก็เลยลองทำเดโม่ส่งไปกรีนเวฟ ก็ได้รับการติดต่อมาจากพี่อ้อย นภาพร แต่ต้องถือว่าผมไปยังไม่สุดเป้าหมายในงานดีเจ ไปจนถึงจุดที่พี่อ้อยให้ทำเดโม่มาแล้วจะให้เข้าไปคุยกัน ซึ่งคิงส์ทำเดโม่ไป 4-5 ครั้ง แต่ทางกรีนเวฟก็ขอให้ทำเดโม่ส่งใหม่มาเรื่อยๆ ซึ่ง ณ ขณะนั้นคิงส์ก็ยังอยู่มันนี่แชนแนล จนเราเริ่มมานั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่าหยุดดีกว่าไหม เพราะรู้สึกว่าเราจับปลาหลายมือ มันจะไม่ไหวทุกด้าน ไหนจะทำงานผู้ประกาศข่าว ไหนจะต้องทำเดโม่ดีเจเอง อัดเสียง อัดจิงเกิ้ลเองทุกอย่าง ผมก็เลยหยุดไว้ก่อนกับงานดีเจแล้วมามุ่งพัฒนางานผู้ประกาศต่อไป ดีเจเลยเป็นอีกหนึ่งฝันที่ยังฝังใจผมว่าถ้ามีโอกาสก็อยากทำ"

แววตามุ่งมั่น

แล้วจากมันนี่ แชนแนล คิงส์ มาอยู่ไทยรัฐทีวีได้อย่างไร

"อยากเป็นคนที่ได้ใช้ชีวิตเป็นคนยุคบุกเบิกกับไทยรัฐทีวี ตอนที่ผมมาจากมันนี่แชนแนล ผมไม่รู้เลยว่าจะเจออะไรข้างหน้า แต่เราอยากลองเลยตัดสินใจมา ถ้าถามว่ามาไทยรัฐทีวีได้อย่างไร คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่มันนี่แชนแนล มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ผมเองเรียนปริญญาโท ก็มีพี่ๆ ชวนไปทำงานที่นี่นู่นที่นี่ ส่งไปหลายช่องก็เงียบๆ ประกอบกับช่วงนั้นมีหลายๆ อย่างเข้ามาในชีวิตเป็นบททดสอบ ผมเองไปสมัครสอบผู้ประกาศข่าวชายช่อง 5 ที่เขาเปิดสอบ ประกาศผลมาผมได้ จริงๆ ตอนนั้นก็กำลังจะก้าวออกจากมันนี่แชนแนลแล้วแหละ แต่ยังไม่รู้จะไปไหน พอทราบผลว่าได้ของทางช่อง 5 ก็มานั่งคิดตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร

แต่ช่วงนั้นผมมีปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องเรียนหนัก เรื่องที่บ้าน เรื่องส่วนตัว ทุกการตัดสินใจจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราจะก้าวเดินครั้งใหม่ ที่มันนี่แชนแนล เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมยังรัก แต่ต้องตัดสินใจออกมา กับช่อง 5 ผมก็ปฏิเสธ เพราะปัญหาส่วนตัวเราค่อนข้างเยอะเลยขอออกมาสงบจิตสงบใจตัวเองสักพัก ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะไปไหนต่อ ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกผิดที่ปฏิเสธทางช่อง 5 ไม่รับงาน ทั้งที่มีการพูดคุยกันแล้ว เซ็นสัญญาจะเริ่มงานแล้ว สุดท้ายผมก็ไปกราบขอโทษผู้ใหญ่ในช่อง 5 ว่าขอสละสิทธิ์ ผู้ใหญ่ช่อง 5 ก็เข้าใจ บอกว่าให้ผมไปเคลียร์เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตก่อน ตรงนี้ทำให้เราได้เข้าใจนะว่าบางครั้งโอกาสและจังหวะต่างๆ ของชีวิตก็ไม่ได้มาในช่วงเวลาที่เราต้องการเสมอไป"

ถามแรงแต่สุภาพและที่สำคัญต้องได้คำตอบ

แล้วหลังจากนั้นจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร

"กลับบ้านไปพักทุกอย่างครับ พักอยู่สักระยะก็เป็นจังหวะที่ไทยรัฐทีวีเปิดรับสมัครพอดี ผมก็ยื่นใบสมัครเข้ามา ผ่านกระบวนการต่างๆ เรียบร้อย ตัวผมเองก็เคลียร์ทั้งเรื่องเรียนปริญญาโท และปัญหาทุกอย่าง จิตใจไม่รู้สึกว่าว้าวุ่นแล้ว ก็เลยมาลองเริ่มกับที่นี่ และแค่คำที่ผมบอกเลยครับว่าต้องการเป็นรุ่นแรก เราอยากเป็นกลุ่มคนที่เป็นยุคแรกเริ่ม ยุคก่อตั้งไทยรัฐทีวี ได้มาเห็นตั้งแต่ที่นี่ยังไม่มีสตูดิโอ ตั้งแต่เสาเอกยังไม่ถูกลง เรารู้สึกผูกพันกับที่นี่ เราเชื่อฝีมือผู้บริหารว่าเขาพาองค์กรเราไปได้แน่ๆ เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่น่าจะอบอุ่น เลยลองเดินเข้ามาโดยที่ไม่คิดอะไรมาก ไม่ได้มองถึงผลตอบแทนที่มากมาย แค่รู้สึกว่าเราทำแล้วแฮปปี้มีความสุขไม่เบียดเบียนตัวเองก็พอแล้ว"

ด้วยภาพลักษณ์ของ คิงส์ ยังเด็ก แต่ในไทยรัฐทีวีส่วนใหญ่จะเห็นคิงส์ประกาศข่าวหนัก หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าผู้ประกาศคนนี้เด็กไปหรือเปล่าที่จะทำข่าวฮาร์ดนิวส์

"ไทยรัฐทีวีวางไว้ว่าอยากให้ผมเป็นผู้ประกาศข่าวด้านเศรษฐกิจ แต่มีข่าวการเมือง สังคม ผสมผสานเข้ามาด้วย ก็คือผมถูกวางให้เป็นผู้ประกาศที่สามารถทำข่าวหลายๆ ประเภทได้ ด้วยความรู้และความเข้าใจจริงๆ โอเค ด้วยอายุอาจจะทำให้คนดูในแวบแรกรู้สึกว่าเราเด็กไปหรือเปล่า ยังไม่เท่ากับคุณสรยุทธเลย ที่คุณจะมานั่งวิเคราะห์ข่าวหรือมาถามคำถามแรงๆ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรารู้และเข้าใจในเรื่องนั้นจริงๆ ความน่าเชื่อถือจะตามมาเอง

ทุกครั้งก่อนจะทำข่าวหรือสัมภาษณ์ใคร นอกจากทีมงาน บก.จะเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว ผมก็จะทำการบ้านมาด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง ดูข้อมูลมาให้เยอะที่สุดเท่าที่เราจะหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความเข้าใจกับเรื่องนั้นจริงๆ ทุกคำถามที่เราถาม ทุกคำตอบที่เขาตอบมาก็จะเป็นไปในทิศทางที่ทันกันครับ เราจะไม่ดูเป็นเด็กที่ไปนั่งงงๆ เหวอๆ เพราะยิ่งอ่านไปเยอะยิ่งรู้เยอะ เราจะมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วความเชื่อมั่นทั้งต่อตัวเองและต่อผู้ชมก็จะตามมา

ผมเชื่อว่าเรื่องผมเด็กไม่เด็ก เวลาจะเป็นบทพิสูจน์เอง เพราะผมไม่ได้มานั่งอ่านข่าวแบบนกแก้วนกขุนทองให้คนดูฟัง แต่ผมรายงานสิ่งนั้นด้วยความเข้าใจ ผมถือว่าการทำฮาร์ดนิวส์เป็นอีกหนึ่งความท้าทายมากๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ

ผมว่าตัวเองเป็นฮาร์ดนิวส์ที่สุภาพนะ คำถามอาจจะดูแรง แต่ไม่ได้ดูแรงจนคนดูรู้สึกว่าไม่มีสัมมาคารวะ แรงแต่สุภาพและที่สำคัญต้องได้คำตอบ"

ถ้าเรารู้และเข้าใจในเรื่องนั้นจริงๆ ความน่าเชื่อถือจะตามมาเอง

ต้องปรับตัวเองให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นมั้ยคะ

"ตอนนี้ผมอายุ 26 ปี ก็มีปรับตัวให้ตัวเราดูเป็นผู้ใหญ่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นทำตัวให้ดูแก่ เพราะเคยทำตัวแก่แล้วโดนหัวหน้าคอมเมนต์ว่าไม่ต้องทำตัวแก่ขนาดนั้น (หัวเราะ) พี่เขาสอนว่าถ้าเราเข้าใจและมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นจริงๆ ก็จะดูน่าเชื่อถือไปเอง เขาถึงบอกกันว่าการเป็นผู้สื่อข่าวจะต้องอาศัยชั่วโมงบิน การมีประสบการณ์จะทำให้เราดูโตขึ้นมาเอง ผมว่าเราไม่จำเป็นจะต้องทำเสียงขึงขัง ชี้หน้าแขก เราไม่ต้องทำตัวกร่าง ใหญ่ แก่ เราแค่เป็นตัวของตัวเอง เป็นธรรมชาติก็พอ

อีกอย่างผมว่าคนดูยุคนี้เขาเริ่มเปิดรับสิ่งใหม่ๆ แล้วล่ะ เขาไม่ติดภาพกับว่าต้องแก่ถึงจะอ่านข่าวได้ เรามาวัดกันที่หน้าใหม่แล้วมีความสามารถดีกว่าครับ"

คิงส์พัฒนาตัวเองยังไงให้ดีขึ้นทุกวัน

"พยายามเติมความรู้ในทุกวัน ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้อ่านจะวิตกจริต เพราะถึงแม้เราจะเน้นหนักเศรษฐกิจ การเมือง แต่เราก็ยังต้องเติมความรอบด้านในข่าวทุกหน้า ผมอ่านหนังสือพิมพ์อย่างน้อยวันละ 3-4 ฉบับ เปรียบเทียบกันว่าประเด็นไหนเล่มไหนเล่นอย่างไร ทำไมเล่มนี้เล่นอีกเล่มไม่เล่น เราจะพยายามวิเคราะห์ เราจะได้รู้ทันข่าวรอบด้าน อ่านให้เยอะ รู้ให้เยอะ

และทำงานในแต่ละวันจบก็จะให้คะแนนตัวเองว่าวันนี้ให้เท่าไหร่ บางวันให้แค่ 4-5 คะแนน ถ้าเรารู้สึกว่าเราพลาดเยอะ พูดไม่ชัด พูดรัว มีเดดแอร์ แล้วก็มานั่งดูว่าสาเหตุเพราะอะไร เพราะเตรียมตัวมาน้อยไปหรือเปล่า ไม่มีสมาธิหรือเปล่า เราจะได้ปรับให้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรืออย่างน้อยไม่ให้มันแย่กว่าเดิมที่เคยทำไว้"

เรามาวัดกันที่หน้าใหม่แล้วมีความสามารถดีกว่า

ในฐานะผู้ประกาศข่าวเลือดใหม่มองวงการข่าวโทรทัศน์บ้านเราตอนนี้เป็นอย่างไร

"ตอนนี้การแข่งขันในด้านข่าวโทรทัศน์สูงมาก เป็นผลดีต่อคนดูที่มีตัวเลือกเยอะ แล้วแต่ละช่องก็จะมีเทคนิควิธีในการเรียกแขกเรียกคนดูต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่น่ากังวล คือเรามีแต่ปริมาณ คุณภาพเราอาจจะไม่มีเท่าที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับการคัดกรองคนเข้ามาทำงานสื่อสารมวลชนหรือด้านข่าว บางช่องก็จะมีวิธีการแตกต่างกันไป บางช่องเอาคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นตัวยืน คนหล่อสวยเป็นตัวยืน การทำอย่างนี้มีได้อย่างเสียอย่าง บางครั้งการเอาคนที่คุ้นหน้าคุ้นตามาอ่านข่าวเป็นตัวยืนเราก็จะไม่ได้เห็นอะไรแปลกใหม่ บางช่องเอาเซเลบฯ ดารามานั่งอ่านข่าวเราได้เห็นอะไรที่ดูแปลกใหม่แต่ก็ยังดูไม่ใช่ ยังไม่ได้คุณภาพเท่าที่เราในฐานะคนดูอยากได้ อันนี้ผมพูดในฐานะคนดูนะครับ เวลากลับไปบ้านนั่งดูข่าวสวมบทบาทเป็นคนดู บางครั้งก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ ผมว่าคนนั่งวงการข่าวโทรทัศน์ต้องมานั่งตอบกันให้ได้ว่าเราจะพัฒนาข่าวโทรทัศน์กันอย่างไรในอนาคต"

ทั้งมุมมอง วิธีคิด องผู้ประกาศรุ่นใหม่คนนี้การันตีได้ว่าเขาพร้อมกับการเป็นผู้ประกาศข่าวคุณภาพ บางครั้งอย่าติดอยู่กับอะไรเดิมๆ จนมองข้ามคนข่าวเลือดใหม่ที่จะมาสร้างความแตกต่างให้วงการข่าว

พบกับ คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค ได้ทางไทยรัฐทีวีกับ รายการไทยรัฐนิวส์โชว์ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 19.30-21.30 น. และรายการครบข่าวดึกทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 00.00-01.00 น.

คนดูรู้ว่าไม่จำเป็นต้องแก่ถึงจะอ่านข่าวได้
มุมสบายๆ ของคิงส์ พีระวัฒน์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้