วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนรอยสัมปทานปิโตรเลียม 21 ความขัดแย้งบนผลประโยชน์ชาติ

ย้อนรอยสัมปทานปิโตรเลียม 21 ความขัดแย้งบนผลประโยชน์ชาติ

  • Share:

ในที่สุดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงานก็ได้ลงนามยกเลิกการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ออกไปก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แล้วเสร็จ

โดยรัฐบาลได้ส่งรายละเอียดของ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับให้ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” รับไปดำเนินการแก้ไขภายใน 3 เดือนนับจากนี้

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่า กระแสคัดค้านและต่อต้านการเปิด สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้แบ่งแยกผู้คนออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งกระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่จัดหาแหล่งพลังงานสำรองไว้ใช้ในอนาคต กับอีกฝ่ายในนามเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ ผสมโรงด้วยนักการเมืองที่กำลังหา “ที่ยืน” ให้กับตนเอง ที่ต้องให้มีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมก่อนเปิดสัมปทาน นำเอาระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) มาใช้เพื่อให้ภาครัฐมีอำนาจต่อรองกับนักลงทุนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ หากนับเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึง คสช. ประกาศภารกิจหลักในอันที่จะคืนความสุขแก่ประชาชนคนไทยด้วยการรุกคืบปฏิรูปพลังงานทั้งระบบ โดยได้มอบหมายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคสช.ลงมาจัดการอย่างถึงพริกถึงขิง จนกระทั่งมาถึงการจัดเวทีกลางเดินหน้าประเทศไทย เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อกรณีการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ล่าสุดที่สำนักนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา

ประเทศไทยต้อง “จมปลัก” อยู่กับความขัดแย้งในเรื่องปฏิรูปพลังงานและสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นี้มากว่า 3 ปีเข้าไปแล้ว!!

ขณะที่ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น กำลังกระทบต่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของคนไทยทุกคน

โดยก่อนหน้า คสช.ได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย” ที่ประกอบไปด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคประชาชนและเครือข่ายเอ็นจีโอเพื่อร่วมกันหาทางออกโดยได้เชื้อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้แทนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน เครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ฯลฯ เข้าร่วมชี้แจงให้ข้อมูลอย่างถึงพริกถึงขิง

ต่อเนื่องมายังเวทีปฏิรูปพลังงานที่ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” เปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้เสวนาถาม-ตอบ ประเด็นที่แต่ละฝ่ายคาใจ ก่อนจะมีการแต่งตั้ง “สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ด้านพลังงานที่กอปรด้วย ผู้แทนทั้ง 3 ฝ่ายเข้าไปร่วมหาทางออกให้กับทิศทางการปฏิรูปพลังงานของประเทศ

ก่อนจะจบลงด้วยข้อเสนอของกรรมาธิการพลังงาน สปช.ที่มีข้อเสนอให้รัฐเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ต่อไป แต่ก็ถูก

“สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” ลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการพลังงานจนกลายมาเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ นายกฯถึงกับออกอาการ “ฟิวส์ขาด” ต่อความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด พร้อมประกาศจะเดินหน้านโยบายเปิดสัมปทานปิโตรเลียมต่อไป และถึงกับสั่งห้ามเครือข่ายหน้าไหนออกมาเคลื่อนไหวคัดง้างนโยบายรัฐและพลังงาน

แต่สุดท้าย นายกฯกลับมาตัดสินใจ “หักดิบ” นโยบายตนเอง ถนนทุกสายจึงต่างตั้งข้อกังขาไม่เข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้!!!

และหากจะถามว่า ในช่วงอายุรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยจะสามารถเปิดให้เอกชนและนักลงทุนทั่วโลก มายื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้จริงหรือไม่ ?

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้เปิดพื้นที่ถ่ายทอดข้อมูลทั้งสองด้านเพื่อเป็นแนวทางให้ท่านทุกฝ่ายได้พินิจวิเคราะห์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับนโยบายดังกล่าว ดังนี้

ปูมหลังเปิดสัมปทาน รอบที่ 21

ย้อนรอยการเปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียม เป็นอำนาจกระทรวงพลังงานตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานของประเทศ

ขณะที่การเปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นี้เกิดขึ้น หลังพบว่าปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเกินกว่า 55% ของความต้องการใช้ในภาพรวม หรือคิดเป็นมูลค่าปีละ 1.44 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วน 70% ของเชื้อเพลิงรวม และนับวันจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณสำรองที่มีอยู่ทยอยลดลงตลอดเวลา

โดยเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้แถลงไว้ว่า “รัฐบาลจะดำเนินการให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบรอบใหม่ ทั้งในทะเลและบนบก

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพลังงาน ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง จากผลของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมมาแล้วรวม 20 รอบ ทำรายได้ให้กับรัฐบาลจำนวนมหาศาล ล่าสุดปี 2556 ที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้รัฐจากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมถึง 200,000 ล้านบาท

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรามีแหล่งพลังงานมหาศาลแต่อย่างใด เพราะแต่ละรอบการเปิดสำรวจนั้น เมื่อสำรวจไม่พบ บริษัทได้รับสัมปทานต้องคืนพื้นที่เหล่านั้นกลับมาให้แก่รัฐเพื่อที่รัฐบาลจะนำพื้นที่ที่ถูกคืนมานี้กลับมานี้มาเปิดให้เอกชนผู้สนใจยื่นขอสิทธิ์สำรวจและรับสัมปทานอีก

จากสถิติการเปิดสัมปทาน รอบที่ 18 เมื่อปี 2543 รอบที่ 19 เมื่อปี 2548 และรอบที่ 20 เมื่อปี 2550 มีการอนุญาตให้สัมปทานพื้นที่รวม 354,789 ตารางกิโลเมตร แต่มีการสำรวจพบปิโตรเลียมที่คุ้มค่าเพียงพอที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์ เป็นพื้นที่เพียง 1,513 ตร.กม.เท่านั้น

ดังนั้น หากไม่มีการสำรวจหาปิโตรเลียมเพิ่มเติม โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหนีไม่พ้นก็คือ ประเทศไทยจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่มีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ 2-3 เท่าเพิ่มขึ้น จากที่มีการนำเข้าในขณะนี้ ปีละ 34,000 ล้านบาท เพื่อมาเป็นเชื้อเพลิงเสริมให้กับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแอลเอ็นจีที่ถูกนำเข้ามาผลิตไฟฟ้าจะส่งผลกระทบไปถึงค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยลดลงไปด้วย

ข้อมูลที่น่าตกใจขณะนี้ค่าไฟฟ้าของไทยแพงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองลงมาจากสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ หลังจากไทยเริ่มใช้แอลเอ็นจีเสริมก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

การเปิดให้ยื่นสิทธิสำรวจปิโตรเลียม รอบที่ 21 ภายใต้ระบบสัมปทาน “ไทยแลนด์ทรีพลัส” ล่าสุดรวม 29 แปลงที่ถูกยกเลิกไปนั้น ประกอบด้วยแปลงบนบก 23 แปลง แบ่งเป็นภาคเหนือภาคกลาง 6 แปลง พื้นที่รวม 5,458 ตร.กม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 แปลง พื้นที่รวม 49,196 ตร.กม. และในอ่าวไทย 6 แปลง พื้นที่รวม 11,808 ตร.กม. โดยกระทรวงพลังงานได้เตรียมการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555

วัดใจ สนช.ผ่าตัด ก.ม.ปิโตรเลียม

แต่เมือขณะนี้ นโยบายเปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 กลายเป็นแค่ฝัน และต้องฝากความหวังไว้กับระยะเวลา 3 เดือนนับจากนี้ ที่รัฐบาล คสช.วาดฝันจะให้ สนช.แก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับแล้วเสร็จ โดยไม่มีใครบอกได้ว่าท้ายที่สุดแล้วหน้าตาของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขที่จะออกมาจะเป็นไปอย่างไร เป็นตามที่ทุกฝ่ายต้องการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงพลังงาน ได้ยืนยันข้อมูลไปยัง สนช.ก็คือ ระบบสัมปทาน “ไทยแลนด์ทรีพลัส” (Thailand Ш Plus) ที่กระทรวงพลังงานใช้อยู่ มีความแตกต่างจากระบบ “ไทยแลนด์ทรี” เดิม เพราะมีการเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติมอีก 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียม (โบนัสการลงนาม) เมื่อมีการลงนามกับเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ไม่ว่าจะสำรวจพบหรือไม่พบปิโตรเลียม กับผลประโยชน์เพิ่มเติมหรือ “โบนัสการผลิต” เมื่อบริษัทสามารถผลิตได้ตามเกณฑ์กำหนด

นอกจากนั้น ยังมีผลประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติม(ดูตารางประกอบ) อาทิ การเก็บค่าภาคหลวงในอัตราก้าวหน้า 5-15% จากรายได้การขายปิโตรเลียม การเก็บภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ และการเรียกเก็บเงินผลตอบแทนพิเศษ 75% ในกรณีที่พบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ผู้ขอรับสัมปทานยังต้องเสนอผลตอบแทนพิเศษอื่นๆ เช่น การสนับสนุนเงินเพื่อการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น (ซีเอสอาร์) ให้กับชุมชนในพื้นที่สำรวจไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านบาท และไม่น้อยกว่าปีละ 2 ล้านบาทในช่วงเวลาของการผลิต กับเงินให้เปล่าในการลงทุน 10 ล้านบาทต่อแปลง ยกเว้นแปลงในทะเลที่เคยเจาะพบก๊าซธรรมชาติกำหนดที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อแปลง

ขณะเดียวกัน ระบบ “ไทยแลนด์ทรีพลัส” ยังได้ถูกออกแบบให้มีการรเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติม เมื่อเอกชนสามารถผลิตปิโตรเลียมได้ตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด โดยผู้สำรวจต้องจ่ายเงินให้เปล่าหากสามารถผลิตสะสมครบ 10 ล้านบาร์เรล โดยต้องจ่ายเงินให้รัฐอีก 400 ล้านบาทสำหรับแปลงบนบก และ 200 ล้านบาทสำหรับในแปลงทะเล และเมื่อผลิตสะสมครบ 20 ล้านบาร์เรลยังต้องจ่ายเพิ่มอีก หรือหากสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ ก็ต้องเปิดโอกาสให้บริษัทคนไทยเข้าร่วมประกอบการในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 5% ฯลฯ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่า ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หากมีการเปิดสัมปทานคือ จะเกิดการลงทุนในประเทศไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และรัฐบาลจะมีรายได้จากการเก็บค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ผลตอบแทน โบนัสพิเศษต่างๆ เพิ่มอีก รวมทั้งจะเกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 20,000 คน โดยจากการประเมินศักยภาพเบื้องต้น เชื่อว่ามีโอกาสพบก๊าซธรรมชาติรวม 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบในระดับ 20-50 ล้านบาร์เรล

PSC กับข้อเสนอฝ่ายที่คัดค้าน

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานได้แสดงความเห็นต่อ “ระบบแบ่งปันผลผลิต” หรือ Production-sharing contract (PSC)ว่า ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะจากข้อมูลการสำรวจพบว่า ปิโตรเลียมในไทยมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของหลุมที่เป็นกระเปาะเล็กๆ จึงต้องใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนรับความเสี่ยงเอง เพราะหากใช้ระบบ “พีเอสซี” รัฐบาลต้องจัดหาแหล่งเงินไปร่วมลงทุน

โดยแต่ละหลุมต้องใช้เงินในการสำรวจขั้นต่ำ 300 ล้านบาท ซึ่งหากไม่พบปิโตรเลียมใดๆ ก็เท่ากับรัฐเผาเงินไปอย่างสูญเปล่า

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะพยายามอธิบายถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ แต่ก็ยังไม่มากพอจะสร้างความไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ที่มีความเห็นคัดค้านในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างที่ว่าก๊าซธรรมชาติจะหมดไปจากประเทศในอีก 7 ปีข้างหน้า

โดยกลุ่มผู้คัดค้านยืนยันว่า ไม่ได้ต่อต้านหรือขัดขวางการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม เพียงแต่ต้องการให้รัฐกำหนดกติกาที่รอบคอบ โปร่งใส โดยขอให้แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเพิ่มทางเลือกและสร้างอำนาจต่อรองของภาครัฐกับบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาขุดเจาะในแปลงสัมปทาน โดยยืนยันว่า “ระบบ PSC” อาจเป็นอีกทางเลือกในการหาข้อสรุปร่วมกันของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาแหล่งพลังงานของประเทศไทย

พร้อมกับชี้ให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่า หลายประเทศก็เลือกใช้ระบบสัมปทานคู่ขนานไปกับระบบพีเอสซี เพราะทั้งสองรูปแบบต่างก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย จึงต้องการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มทางเลือก สร้างอำนาจต่อรองให้แก่รัฐก่อน นอกจากนี้ยังต้องการให้แก้ไขมาตรา 56 ที่ระบุว่า “ผู้รับสัมปทานมีสิทธิขายและจำหน่ายปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานผลิตได้” ที่ไม่เคยมีการแก้ไขมาก่อนหน้านี้ ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์มากกว่า ไม่ใช่การให้สิทธิผู้ที่ประมูลสัมปทานได้เพียงฝ่ายเดียว

นักลงทุนสับสนนโยบายรัฐบาล

สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว ตลอดระยะเวลาร่วม 10 เดือนที่คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ แม้จะได้พยายามดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลที่คณะทำงานชุดต่างๆ ทั้งที่ คสช.และ สปช. นำเสนอไปยังหัวหน้า คสช.มากมาย

แต่กลับดูเหมือนว่า ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีการ “ตัดสินใจชี้ขาด” เรื่องนี้อย่างชัดเจน !!!

ยิ่งไปกว่านั้น การยอมถอยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นการถอยต่อเนื่องเป็น “ครั้งที่ 3” หลังจากก่อนหน้าได้ชะลอการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 นี้ จากวันที่ 18 ก.พ.มาเป็นวันที่ 16 มี.ค. และยอมให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 2 ฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน จนล่าสุดถึงขั้นยอมยกเลิกประกาศเปิดสัมปทานรอบ 21 ออกไปไม่มีกำหนดนั้น

ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า การรอการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมของ สนช. คือการนำไปสู่ทางออกที่ดี เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่สมควรนำเหตุผลของทุกฝ่ายมาผสมผสานกัน และพิจารณาอย่างรอบด้าน จะได้ไม่มีใครลุกขึ้นมาตำหนิ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ดันทุรัง” ได้อีก

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ การกลับลำของนายกฯ ครั้งนี้ อาจจะถูกมองว่าเป็นการดำเนินนโยบาย “ไม้หลักปักเลน” ที่ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เพราะอย่างที่กล่าวแต่ต้นว่า กว่าที่รัฐบาล คสช.จะเดินหน้านโยบายเปิดสัมปทานปิโตรเลียมมาถึงจุดนี้ได้ รัฐบาลเองได้มีการรวบรวมข้อมูลของแต่ละฝ่ายมาจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว จะมาอินังขังขอบอะไรเอากับข้อมูล “เก่า” กับจุดยืนเดิม ๆ ซึ่งทำความเข้าใจกันแล้วหลายครั้งหลายหน

คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เวลา 3 เดือนข้างหน้านี้ การเดินหน้าแก้กฎหมายจะทำได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงพิธีกรรมการ “ซื้อเวลา” ออกไปก่อน ซึ่งรังแต่จะสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น

และที่สำคัญ ท้ายที่สุดยังไม่มีใครรู้ว่า สนช.จะต้มยำทำแกงแก้ไขพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับให้ออกมาอย่างไร มีปัจจัยบวกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามายื่นสำรวจหรือไม่ และจะสร้างความพอใจ ทำให้กระแสคัดค้านที่เกิดขึ้นจางหายไปได้หรือไม่

นอกจากนั้น แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะถูกแก้ไขแล้วเสร็จได้จริง ยังต้องใช้เวลาในการเปิดประมูล คัดเลือกนักลงทุน รวมทั้งการใช้เวลาเริ่มต้นสำรวจไปอีก 2-3 ปี หลังได้รับสัมปทาน

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จึงอาจจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ประเทศไทยคงไม่สามารถเปิดสัมปทานดังกล่าวได้อีกภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และท้ายที่สุด อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นทางเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่เผชิญกับความไม่แน่นอนหนักขึ้น และเข้าสู่ทางตันในที่สุด.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้