วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปลาผิดน้ำ-สุดทน ทิชาออก ทิ้งสปช.-กมธ.

ปลาผิดน้ำ-สุดทน ทิชาออก ทิ้งสปช.-กมธ.

  • Share:

พ้อ4เดือนเต็มเพียงพอแล้ว ‘บิ๊กตู่’ขอบคุณไม่ตำหนิใดๆ นันทวัฒน์เลื่อนเสียบแทน

“ทิชา” ลาออกทุกตำแหน่ง ทิ้ง 2 เก้าอี้ สปช.-กมธ.ยกร่างฯ พ้อ 4 เดือนเต็มพอแล้วสำหรับภาวะปลาผิดน้ำ แฉจุดแตกหักงัดกันเรื่องสิทธิสตรี รับไม่ได้ “บวรศักดิ์” ให้โหวตสู้กันในที่ประชุม ปธ.กมธ.ยกร่างฯพูดได้แค่คำว่าเสียดาย จ่อเลื่อนอันดับ 21 “นันทวัฒน์” ขึ้นมาแทน “บิ๊กตู่” ขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่ได้มาร่วมงานกัน แต่ไม่เข้าใจคำว่าปลาผิดน้ำ ติงเป็นคนไทยต้องรู้จักประนีประนอมกันบ้าง ร่าง รธน.ปรู๊ฟแรกพุ่งทะลุ 310 มาตรา “อ๋อย” ฟันธงหลังเลือกตั้งนายกฯคนนอกมาแน่ ชี้ปูทางกลุ่มอำนาจล่าสุดชักใยรัฐบาลใหม่ “น้องบิ๊กป้อม” สั่งเมียไขก๊อกผู้ช่วยประจำตัวแล้ว พท.จวกอิเหนาเป็นเอง ปชป.เย้ย “เราจริยธรรมสูงกว่าท่าน” กรุงเทพโพลสำรวจแรงเชียร์นายกฯ-รัฐบาล-คสช. รอบ 6 เดือนเรตติ้งเริ่มแผ่วลง

หลังจากที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นจุดอ่อนไหวหลายประเด็นพร้อมกับเสียงวิจารณ์ดังระงม ล่าสุด นางทิชา ณ นคร ประกาศไขก๊อกจาก สปช.และกรรมาธิการยกร่าง รธน.

ร่าง รธน.พุ่งทะลุ 310 มาตรา

เมื่อเวลา 09.50 น. ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จ.ชลบุรี มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานอกสถานที่เป็นวันสุดท้าย ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ชี้แจงว่า การประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่จำนวน 6 วันได้พิจารณาร่างรายมาตราไปแล้วทั้งสิ้น 119 มาตรา และยังมีประเด็นที่ยังรอการพิจารณา จำนวน 4 ประเด็น คือ เรื่องการถอดถอนโดยกระบวนการภาคประชาชน สัดส่วนชายหญิง กรรมการปฏิรูปประเทศและประเด็นปฏิรูปสาธารณสุข เมื่อรวมบทบัญญัติที่พิจารณามาทั้งหมด 310 มาตรา แต่ยังไม่นับรวมมาตราที่อยู่ในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ขอนัดประชุม กมธ.ยกร่างฯ ครั้งต่อไป คือ วันที่ 5 มี.ค.โดยจะนำรายละเอียดของบทเฉพาะกาลมาพิจารณา

17 เม.ย.ส่งทั้งฉบับให้ สปช.ดู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม กมธ.ยกร่างฯได้แจ้งตารางเวลาทำงานที่ปรับใหม่ คือ วันที่ 9 มี.ค.-31 มี.ค. จะเป็นการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาพร้อมพิจารณาเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะพิจารณาและทบทวนประเด็นที่จำเป็น ส่วนวันที่ 3 เม.ย.เป็นวันกำหนดที่ร่างฯต้องแล้วเสร็จทั้งหมด สำหรับช่วงวันที่ 4 เม.ย.-16 เม.ย. จะเป็นช่วงการนำร่างฯฉบับใหม่ไปรับฟังความเห็นของประชาชน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เป็นเวทีแรก ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ตามด้วยขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ กทม. จากนั้นวันที่ 17 เม.ย. จะส่งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณา และได้กำหนดเวลาพิจารณาไว้แล้ว คือ วันที่ 20-22 เม.ย. และวันที่ 24-26 เม.ย.จะเป็นการรับฟังความเห็นของ สปช. และวันที่ 26 เม.ย.จะเป็นวันเริ่มนับการยื่นคำขอแปรญัตติของสปช. ทั้งนี้ในวันดังกล่าว กมธ.ยกร่างฯจะส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาทำคำขอแปรญัตติ โดยจะครบกำหนดส่งคำแปรญัตติวันที่ 25 พ.ค.

เคาะตั้งสภาตรวจสอบภาคพลเมือง

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาในส่วนที่ค้างการพิจารณา มาตรา 71 ว่าด้วยการให้มีสภาตรวจสอบภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเห็นว่ามีประเด็นที่ กมธ.ยกร่างฯเน้นย้ำอยู่ 3 จุด คือ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ระดับชาติ เพื่อประมวลจริยธรรม คุณธรรมของนักการเมือง และสามารถที่จะเสนอรายชื่อผู้ที่กระทำผิดจริยธรรมต่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนตอนเลือกตั้งครั้งใหม่

เอา ม.299 ปฏิรูปสื่อมาบัญญัติใหม่

นายคำนูณกล่าวว่า ส่วนมาตรา 299 ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อสารมวลชน กมธ.ยกร่างฯ เคยมีมติให้ตัดออก เนื่องจากมีสาระสำคัญซ้ำอยู่ในส่วนความเป็นพลเมืองและหน้าที่พลเมือง แต่ กมธ.การปฏิรูปสื่อ เน้นย้ำถึงความสำคัญ และควรมีการบัญญัติ ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯจึงนำกลับมาบัญญัติใหม่อีกครั้ง โดยให้มีการดำเนินการ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ให้มีกลไกส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อมวลชนให้มีเสรีภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ เร่งพัฒนากลไกที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและทุน 2.เร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกำกับดูแลสื่อสารมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ 3.ให้มีกลไกการ จัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน

“บวรศักดิ์” เสียดาย “ทิชา” ลาออก

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ แถลงสรุปการร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ว่า เราอาสาเข้ามาไม่ได้ถูกบังคับ แล้ว จะทำให้ดีที่ไม่มีใครเป็นผู้นำและผู้ตาม หากจะมี ผู้นำก็ทั้ง 36 คน ในการทำงานก็อาจมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน รู้สึกว่าข้อเสนอของเราไม่ได้รับการยอมรับ แต่สุดท้ายแล้วก็คือทำงานร่วมกันโดยอิสระและเสียสละ หากเรายึดหลักว่าการทำงานของเราจะทำการเปลี่ยนแปลง วันนี้ กมธ.เหลือ 35 คน โดยมีนางทิชาลาออกไป ซึ่งไม่ทราบสาเหตุ แต่เข้าใจทุกการตัดสินใจ ทั้งยังรู้สึกเสียดายที่นางทิชาซึ่งทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดลาออกไป เชื่อว่านางทิชาก็มีจุดยืนของตนเอง ที่ต้องการแสดงความในใจให้ปรากฏด้วยการยื่นใบลาออก เราก็เคารพการตัดสินใจและดีใจที่ได้เคยทำงานร่วมกัน

เลื่อนอันดับ 21 “นันทวัฒน์” ขึ้นมาแทน

ส่วนการหาบุคคลเข้ามาแทนที่นางทิชานั้น เบื้องต้นทาง สปช.บอกว่าจะใช้การดันผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงในลำดับที่ 21 ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือ นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เลื่อนขึ้นมาแทน ซึ่งก็น่าจะสามารถเข้ามาช่วยทำหน้าที่พวกเราได้เป็นอย่างดี

เมินเสียงสวดนักการเมืองดังระงม

นายบวรศักดิ์กล่าวต่อว่า จนถึงวันนี้ทุกคนคงรับรู้แล้วว่า ทำไมเราต้องเอาเรื่องสำคัญอย่างสถาบันการเมืองมาพิจารณาเป็นเรื่องสุดท้ายที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่งที่เมื่อพูดถึงสิ่งดีๆที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ กลับไม่มีคำชื่นชมออกมา แต่เมื่อมีส่วนที่กระทบนักการเมือง ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายตามมา ซึ่งเราก็คาด-การณ์ไว้แล้วว่าจะมีคลื่นลูกใหญ่เปรียบดังสึนามิแบบนี้ตามมาทันที แต่ยังเชื่อมั่นว่า กมธ.ยกร่างฯจะทำหน้าที่ได้สำเร็จแน่ เพราะนี่เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับพลเมือง ต้องการทำให้ราษฎรที่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำของนักการเมืองและข้าราชการ พ้นจากราษฎรเป็นพลเมืองที่มีความสำคัญไม่แพ้นักการเมือง โดยเริ่มจากการร่างรัฐธรรมนูญให้ตระหนักรู้เสรีภาพ และความรับผิดชอบที่มีต่อบ้านเมือง ไม่ต้องการให้พลเมืองนั่งเฉยๆแล้วให้นักการเมืองมาตัดสินใจแทน

แขวะสื่อสนแต่อำนาจเก่า-ทุนหนา

นายบวรศักดิ์กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญยังได้เขียนครอบคลุมถึงแนวทางการปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน แต่สื่อกลับไม่สนใจนำเสนอ ไม่สนใจคนเล็กคนน้อย รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่กลับสนใจแต่ ส.ว.ลากตั้ง สนใจกลุ่มอำนาจเก่าผู้มีเงินอยู่เดิม คนที่ใช้วีดิโอคอนเฟอเรนซ์ประชุมพรรคการเมืองทั้งที่หัวใจสำคัญของการเมืองคือ เราต้องกระจายอำนาจไปยังคนไม่มีสิทธิมีเสียง ยืนยันว่าเราต้องการนำชาติกลับสู่สันติสุข เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ความขัดแย้งวันนี้พักรบได้ชั่วคราว เพราะการเข้ามาของ คสช.และการใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ ลั่นระฆังเก๊งให้เลือกตั้งแล้ว เหตุการณ์จะกลับไปเหมือนที่เคยเป็น มานับ 10 ปีหรือไม่

จ่อระดมกึ๋นทบทวนร่างฯอีกรอบ

เมื่อถามว่า จะมีการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่หลายภาคส่วนไม่เห็นด้วยหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กมธ.จะทบทวนร่างทั้งฉบับอีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานที่ไม่เห็นด้วย อาทิ กกต. กสม. ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งการรับฟังความคิดสามารถทำต่อไปได้จนถึงเดือน มิ.ย.ก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของ สปช.ในวันที่ 23 ก.ค.

เมื่อถามว่า รัฐธรรมฉบับนี้ต้องประชามติหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า หากตนมีอำนาจก็จะเสนอให้ประชาชนออกเสียงให้ทำประชามติ ดังนั้นต้องไปถาม คสช.และ ครม.ในเวลาอันสมควรมาถึง ซึ่งตนจะได้เสนอต่อผู้มีอำนาจต่อไป ซึ่งท่านนายกฯบอกว่า ค่อยว่ากันอีกครั้งเมื่อเวลามาถึง

มโนจะเป็น รธน.ฉบับสุดท้าย

เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้ายหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ทราบว่าความอยากจะสัมฤทธิผลหรือไม่ ซึ่งขอบอกเลยว่าไม่มีฉบับใดที่ดีที่สุดในโลก แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด เท่าที่ 36 คนจะทำได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า คนที่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ค่อยพูด ส่วนตัวได้มีโอกาสคุยกับตัวแทนจากพรรคพลังชล ก็ได้รับคำชมว่า ระบบเลือกตั้งแบบนี้ช่วยพรรคเล็กได้มาก แต่ก็มีแค่พรรคใหญ่นั้นที่ออกมาวิจารณ์ ส่วนกรณีเลือกตั้งทางอ้อมนั้น ก็อยากให้ไปอ่านดีๆว่าลากตั้งตรงไหน แล้วมันไปเหมือนรัฐธรรมนูญ 2521 และ 2535 อย่างไร

“ทิชา” ไขก๊อก สปช.–กมธ.ยกร่างฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่าบ้านกาญจนาภิเษก นางทิชา ณ นคร สปช. และกมธ.ยกร่างฯ ได้โพสต์ภาพซึ่งเป็นการเขียนหนังสือด้วยลายมือประกาศเจตจำนงแจ้งการลาออกจากการเป็น สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ มีผลวันที่ 1 มี.ค. โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า “ข้าพเจ้านางทิชา ณ นคร สมาชิก สปช.ลำดับที่ 091 และหนึ่งใน 36 คน ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอลาออกจากตำแหน่งทั้ง 2 คือสมาชิก สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2558”

พ้อพอแล้วสำหรับภาวะปลาผิดน้ำ

ทั้งนี้เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 27 ก.พ.นางทิชาได้โพสต์ภาพที่มีข้อความว่า ตัดสินใจแล้ว ดีแล้ว ชอบแล้ว พร้อมภาพยกมือไหว้ และเขียนว่า “ทุกการตัดสินใจ ผูกพันกับชีวิต กับสังคม กับประเทศ ทิชา ณ นคร” และล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 28 ก.พ. นางทิชาก็ได้โพสต์ภาพสถานที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยระบุว่าเป็น “งานสุดท้ายในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกลับไปเป็นป้ามล...4 เดือนเต็มเพียงพอแล้วสำหรับ...ภาวะปลาผิดน้ำ”

แฉจุดแตกหักซัดกันหนักสิทธิสตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นในการประชุมเมื่อคืนวันที่ 23 ก.พ. ซึ่งนางทิชา ณ นคร นางถวิลวดี บุรีกุล และ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ได้พยายามอธิบายสนับสนุนมาตราที่ว่าด้วยสิทธิสตรี และสัดส่วนสตรี แต่ถูกทักท้วงโดยกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วย นำโดยนายจุมพล สุขมั่น กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าควรเขียนรัฐธรรมนูญโดยเปิดกว้าง ซึ่งในตอนหนึ่ง นางถวิลวดีได้อภิปรายโน้มน้าวให้คำนึงถึงสิทธิสตรี เนื่องจากมีความสำคัญ หากนึกไม่ออกก็ให้คิดถึงมารดาก็จะเข้าใจ ทำให้นายจุมพลอภิปรายตอบโต้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ อบรม กมธ.ยกร่างฯบางคน ที่อภิปรายไม่สุภาพ เสียดสีถึงมารดา ซึ่งนายบวรศักดิ์พยายามไกล่เกลี่ย จากนั้น กมธ.ยกร่างฯหญิงได้พยายามอภิปรายสนับสนุนกลุ่มนางทิชา แต่สุดท้ายยังตกลงกันไม่ได้ นายบวรศักดิ์สั่งให้แขวนการพิจารณาในมาตราดังกล่าวไว้ก่อน ซึ่งนางทิชาไม่พอใจเดินร้องไห้ออกจากที่ประชุม พร้อมด้วยนางถวิลวดี น.ส.สุภัทรา เดินตามออกไปจากห้องประชุมเช่นกัน

รับไม่ได้ “บวรศักดิ์” ให้โหวตสู้กัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 27 ก.พ. ที่ประชุมได้นำประเด็นที่แขวนไว้มาพิจารณาอีกครั้งแต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้ จนนายบวรศักดิ์เสนอให้โหวตตัดสิน ซึ่งนางทิชาก็ไม่ยอม พร้อมกับแสดงความน้อยใจว่า ทีเรื่องอื่นๆยังไม่เห็นต้องโหวตเลย แต่กับเรื่องสตรีกลับต้องโหวตตัดสิน ส่งผลให้นางทิชา เขียนใบลาออกด้วยลามือออกจากตำแหน่งสมาชิกสปช. และ กมธ.ยกร่างฯ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯในช่วงเย็นทันที และประเด็นดังกล่าวก็ยังแขวนไว้รอการพิจารณาอยู่

สปช.จูนสมาชิกอย่าพูดมากความ

ที่ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 โรงแรมเดอะสุโกศล คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่อง “10 ประเด็นเด่นนวัตกรรมการเมืองไทย” ครั้งที่ 6 ในประเด็นการปฏิรูปการกระจายอำนาจ ทั้งนี้ก่อนกล่าวเปิดการเสวนา นายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช.ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นางทิชา ณ นคร ได้แจ้งความจำนงในการลาออกจากตำแหน่งทั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช. ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องการต่อสู้เกี่ยวกับสตรีเพศ ขอเรียนว่า นี่คือความเข้มข้นที่เกิดขึ้นใน สปช.และในคณะ กมธ.ยกร่างฯ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนเข้าใจ และอย่านำไปขยายความ

“บิ๊กตู่” ขอบคุณที่มาร่วมงานกัน

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางทิชา ณ นคร ลาออกจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ได้รับรายงานแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเมื่อครั้งเข้ามาเป็น สปช.มีทั้งส่วนที่คัดเลือกและเสนอตัวเข้ามา ในเมื่อไม่ประสงค์ที่จะทำงานต่อไปก็ลาออก ไม่มีปัญหา ที่เหลือก็ทำงานกันได้ บางครั้งคนเราก็ต้องมีเหตุผลส่วนตัวกัน คงไม่ต้องไปซักถามเหตุผล ในเมื่อไม่ประสงค์ที่จะทำ ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อครั้งเข้ามาก็ด้วยความสมัครใจ เมื่อเข้ามาแล้วทำงานไม่ได้ก็ต้องการจะออก ก็ออก ก็ต้องขอขอบคุณในช่วงที่เข้ามาและทำงานด้วยความเข้มแข็ง ซึ่งตนไม่ได้ตำหนิใดๆ

ไม่เข้าใจคำว่า “ปลาผิดน้ำ”

เมื่อถามว่า นางทิชาระบุว่าที่ต้องลาออกเพราะเหมือนเป็นปลาผิดน้ำ ถือว่าเกิดความขัดแย้งภายในหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เข้าใจว่าปลาผิดน้ำเป็นอย่างไร ในการทำงานของคนไทยจะต้องรู้จักการประนีประนอมกันบ้าง พูดจาพูดคุยกัน ทำงานร่วมกัน แต่ถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้จริงๆ แล้วจำเป็นก็ต้องจำเป็น ตนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคนเราต่างคนต่างคิด แต่สิ่งที่สำคัญ หลายคนกำลังมองรัฐบาลว่าเข้ามาแล้วแก้ปัญหาหรือยัง รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไร เข้ามาแล้วทำงานช้า ยังไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งตนขอเรียนว่าตนและรัฐบาลทำงานทุกวัน ตนอยากบอกว่า วันนี้สิทธิของผู้ชายผู้หญิงเท่ากันแล้ว คงต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องกำหนดอย่างนั้น ให้เขาพิจารณากัน ซึ่งเชื่อว่า กมธ.ยกร่างคงพิจารณาในเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิที่เท่ากันระหว่างหญิงชาย ขณะนี้ผู้หญิงมีสิทธิมากกว่าเสียอีก เพราะจะใช้นางหรือนางสาวก็ได้ แต่ผู้ชายใช้นายได้อย่างเดียว ผู้หญิงได้เปรียบตลอดอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะผู้หญิงเป็นเพศมารดา

“บิ๊กโด่ง” ปรามกลุ่มต้าน รธน.

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับผู้ที่อาจออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด อยู่ในช่วงปรับปรุงแก้ไขของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใครมีความคิดเห็นอย่างไรก็ควรส่งความเห็นไปที่คณะกรรมาธิการฯ อย่าเพิ่งไปเคลื่อนไหว ควรช่วยกันระดมความเห็นในกรอบและช่องทางที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย สำหรับกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ที่อาจจะออกมานั้น เราก็มีการประชุมติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ก็พยายามทำความเข้าใจกับผู้ที่จะเกิดปัญหา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ลั่นไม่ยอมให้วุ่น–ขอให้มั่นใจ

“ก็คงไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวาย เพราะได้รับนโยบายจากรัฐบาลในการดูแลความสงบเรียบร้อยให้ได้ ก็ต้องทำให้ได้ และที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการใช้อะไรที่รุนแรงเกินไปกว่ากรอบกฎหมาย หรือเกินกว่าขอบเขต ต่างประเทศก็เข้าใจ การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน และเป็นไปอย่างระมัดระวัง เน้นการสร้างความเข้าใจ ขณะนี้จึงยังเกิดความเรียบร้อยอยู่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็สั่งการให้ดูแลความเรียบร้อยต่างๆ กองทัพบกจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความสงบไว้ให้ได้ ขอให้ทุกคนมั่นใจ” ผบ.ทบ.กล่าว

พท.ชยันโตล็อก 2 ชั้นแก้ไข รธน.

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงรับรองจากสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 และหากเป็นเรื่องหลักการสำคัญต้องนำไปทำประชามติผ่านความเห็นชอบจากประชาชนว่า ดูแล้วมีเจตนาไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดก็รู้อยู่ ไม่อยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้แก้ไข จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต ถือเป็นวาระซ่อนเร้นให้อำนาจนอกระบบมาปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก โดยอาศัยเงื่อนไขเรื่องการมีปัญหาของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับซากแนวคิดของเผด็จการที่ขุดหลุมพรางไว้ โดยเขียนกติกาให้อยู่ชั่วฟ้าดินสลาย แก้ไขไม่ได้

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอตั้งฉายาร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า เป็นฉบับตะลุมบอน เพราะเนื้อหาที่ออกมาแต่ละเรื่องทำให้ประชาชนทะเลาะกัน ตะลุมบอนกันแน่ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขียนกติกาไม่เป็นธรรม ลดอำนาจประชาชน จะเป็นเชื้อให้เกิดวิกฤติไม่สิ้นสุด รัฐธรรมนูญปี 50 ว่าแย่แล้ว แต่ร่างฉบับนี้กลับแย่กว่าอีก

“อ๋อย” ฟันธงนายกฯคนนอกมาแน่

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดที่มา ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ว่า จะสร้างวิกฤติทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ประชาชนได้ไปเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถเลือกผู้บริหารประเทศได้ ในที่สุดจะได้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน เขียนให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่เผื่อไว้วิกฤติ แต่เขียนไว้แบบนี้เท่ากับบอกว่า คนนอกเท่านั้นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะถ้าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าตั้งรัฐบาลได้ในช่วงแรกก็จะถูกถอดถอนโดย ส.ว.ลากตั้ง ซึ่งรวมเสียงฝ่ายค้านอีกไม่เท่าไร สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ผู้ที่กำหนดความเป็นไปรัฐบาลคือ ส.ว.ลากตั้ง มีอำนาจล้นฟ้า การเมืองก็กลับไปเหมือน 30 ปีก่อน คือเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ เลวร้ายกว่านั้น ยังมีองค์กรอิสระ สภาจริยธรรม มาจัดการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผสมความไม่เป็นประชาธิปไตย ระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2521 กับรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย

รบ.ใหม่จะถูกชักใยจากอำนาจปัจจุบัน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้จะเกิดวิกฤติหลังเลือกตั้งไม่นาน และเมื่อประชาชนพบว่า เลือกตั้งไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย วิกฤติของประเทศจะขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถ้าปล่อยไปบ้านเมืองจะเสียหลายไปอีกหลายปี เป็นการกันไม่ให้ผู้ที่เคยเป็นรัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาล สร้างการปกครองของผู้ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจเบ็ดเสร็จปกครองประเทศ เป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มบุคคลที่มาจากการลากตั้ง เมื่อนั้นฝ่ายนักการเมืองจะเรียนรู้ว่ารัฐบาลที่ไม่ได้รับการสนับสนุนค้ำจุนด้วยวุฒิสภาและองค์กรอิสระ รัฐบาลไม่มีทางดำรงอยู่ได้ ในที่สุดก็เกิดการยินยอมจับมือกัน ระหว่างนักการเมือง กับ ส.ว.ลากตั้ง เท่ากับเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สืบทอดจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันนั้นเอง เป็นการทำลายการแบ่งแยกอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

“มาร์ค” จี้บอกให้ชัดที่มา “คนนอก”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติลงรายมาตราเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนนอกโดยไม่ต้องเป็น ส.ส.ว่า กรณีนี้หากเกิดในภาวะปกติจะถูกมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ถอยหลัง และอาจทำให้เกิดวิกฤติตามมา เพราะหลายประเทศ นายก-รัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง จึงต้องบัญญัติให้ชัดเจนถึงที่มาของนายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งตนยังมีข้อสงสัยถึงเงื่อนไขการเข้ามาหรือระบุเช่นนี้ ทั้งนี้ยังยืนยันว่า การทำประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือลดอำนาจประชาชนที่จะทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบอีก

“น้องบิ๊กป้อม” ให้เมียลาออกไปแล้ว

อีกเรื่องหนึ่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สนช. กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีสมาชิกสนช.แต่งตั้งเครือญาติมาช่วยงาน สนช. โดยได้รับเงินเดือนราชการว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลของ สนช. ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของ สนช.ไม่มีข้อห้ามเรื่องการนำเครือญาติมาช่วยงานในตำแหน่งต่างๆ เพราะตามระเบียบกำหนดเพียงแค่หลักการกว้างๆในแต่ละตำแหน่งว่า ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรเท่านั้น เช่น อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ดังนั้น จึงสามารถนำภริยา บุตร หรือเครือญาติมาช่วยงานได้ ยอมรับว่า ตนก็นำภริยามาช่วยงานเป็นผู้ช่วยประจำตัว สนช. เพราะต้องการคนที่ไว้วางใจได้ มาช่วยดูแลเรื่องเอกสาร แต่ล่าสุดได้ให้ภริยาออกจากตำแหน่งดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งได้เปลี่ยนตัวก่อนที่จะมีข่าวดังกล่าวออกมาอีก

บอกเขียนกฎชัดๆมาเลยจะได้ทำตาม

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ว่าไม่เหมาะสมในการนำเครือญาติมาช่วยงาน สนช. พล.ร.อ.ศิษฐวัชรตอบว่า หากคนมีความรู้ ความสามารถ ก็ต้องยอมรับ จะไปปิดกั้นไม่ได้ บางคนมีความรู้ ความสามารถสูง การศึกษาดี จบปริญญาโท บางคนเป็นถึงด็อกเตอร์แล้วจะไปใช้คนอื่นทำไม อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแก้ไขกฎระเบียบไม่ให้นำเครือญาติมาช่วยงาน สนช. เพื่อให้เกิดความรัดกุม ก็พร้อมยอมรับและยินดีปฏิบัติตามกติกา

นายกฯชิ่งตอบมันผิดหรือถูก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ถามกลับไปเช่นกัน และได้รับคำตอบว่าไม่มีกฎหมายเขียนระบุไว้ อย่าไปพันกันกับเรื่องสภาผัว-สภาเมีย เพราะมันคนละสมัย ครั้งนั้นก็บอกว่ากฎหมายไม่ได้ห้าม ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ซึ่งได้ กำชับไปว่า ขอให้ระมัดระวังและไปตรวจสอบด้วยว่าที่ตั้งมาทำงานหรือไม่ได้อย่างไร มีเหตุผลความจำเป็นหรือไม่ หรืออาจจะเขียนกฎหมายในรัฐธรรมนูญหรือระเบียบเพื่อระบุว่ากลไกเหล่านี้จะต้องไม่มีครอบครัวซึ่งจะเขียนได้หรือไม่ตนก็ไม่ทราบเพราะคำว่าประชาธิปไตยทุกคนก็ต้องการ แต่ก็ต้องไม่จับถูกจับผิด เรื่องนี้คงต้องพูดด้วยกฎหมาย แต่ถ้าถามตนว่าถูกหรือไม่ ตนไม่ขอตอบ

เมื่อถามว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ สนช.ที่ตั้งเครือญาติมาทำงานเป็นผู้ช่วยหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ตอบว่า เขามีความผิดอะไรถึงต้องตั้งกรรมการ แต่สำหรับตนขอบอกว่า กฎหมายห้ามมีหรือไม่ ก็ไม่มี และเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ขอให้ไปถามเจ้าตัวเอง ว่าทำไมถึงแต่งตั้ง

“บิ๊กโด่ง” อุ้ม–ก.ม.ไม่ได้ห้ามไว้

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ประธาน สนช.ได้พูดไปแล้ว ไม่อยากก้าวล่วงไป เพราะไม่ได้เป็น สนช.ด้วย ประธาน สนช.ก็ได้พูดไปแล้วว่า ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร บางทีคนที่มีความรู้ ความสามารถที่เกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องก็อาจจะมี ซึ่งก็เป็นไปได้ อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และเป็นไปตามกฎ ระเบียบที่ขณะนี้ไม่ได้ห้ามไว้ ส่วนเรื่องความเหมาะสมต่างๆ ขอให้ฟังจากประธาน สนช.เอง

พท.จวกว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า ในสมัยของ ส.ส.และ ส.ว.ที่มาตามระบอบประชาธิปไตย ก็มีบางส่วนที่นำญาติของตัวเองมาช่วยงาน แต่เป็นไม่มากขนาดนี้เหมือนกับในสมัย สนช. เพราะ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนอยู่ แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้สามารถตั้งเครือญาติมาช่วยงานได้ แต่เรื่องนี้ถือเป็นคุณธรรม จริยธรรมประจำตัว กรณีนี้จะเป็นตัวกำหนดวัดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี สมัยก่อนก็เคยเปรียบเทียบต่อว่านักการเมืองในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้วกลับมาทำเรื่องเสียเอง ถือเป็นการวัดได้ว่า มาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรมของใครสูงกว่ากัน

ปชป.ลั่น “เราจริยธรรมสูงกว่าท่าน”

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กถึงกรณี สนช. ตั้งบุคคลในครอบครัวมาช่วยงานรับค่าตอบแทนว่า เคยเห็น สนช.บางคนพูดว่า นักการเมืองเลวเหมือนกันหมด วันนี้ผมว่าพอมีข้อมูลประจักษ์ว่านักการเมืองดี มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงกว่าพวกท่าน ความจริงก็ไม่มีข้อกำหนดหรือระเบียบห้ามไว้แต่อย่างใด แต่ด้วยความที่วัตถุประสงค์ของการมีตำแหน่งเหล่านี้ไว้เนื่องจากคนที่เป็น ส.ส.หรือนักการเมืองมีหลายหน้าที่และต้องการความรู้ที่หลากหลายและต้องการมีผู้ช่วยมาทำงาน และ ส.ส. ก็มีงานหลายหน้าที่มากกว่า

“พุทธิพงษ์” บวชได้ฉายา “วรปุณฺโณ”

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และอดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท โดยมีสมาชิกครอบครัว สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ส่วนอดีตแกนนำ กปปส. อาทิ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. นายชุมพล จุลใส รวมไปถึงดารานักแสดง แฟนคลับของนายพุทธิพงษ์ มาร่วมงานด้วย ทั้งนี้พระธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 ตั้งฉายาว่า พระวรปุณโณ แปลว่า ผู้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมด้วยธรรมะอันประเสริฐ

โดยพระวรปุณฺโณกล่าวว่า ตั้งใจว่าจะบวชศึกษาพระธรรมอย่างน้อย 1 เดือน โดยจะจำวัดที่วัดพระราม 9 นาน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะธุดงค์ไปวิปัสสนากรรมฐานในวัดสายป่าต่างจังหวัดกับพระ พี่เลี้ยง รวมถึงวัดธารน้ำไหลหรือสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี

“พระสุเทพ” ไม่หวั่นคดีสลายม็อบ

ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ. สุราษฏร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร อดีตรองนายกฯ และอดีตเลขาฯ กปปส. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2553 ว่า มีคนมาบอกแล้วว่า ป.ป.ช.กำลังเล่นงาน แต่ไม่รู้สึกหวั่นไหว

“อาตมาไม่ต้องอ้างเป็นพยาน เพราะจำได้หมด ทุกเรื่องที่ทำมา ทั้งหมดตอบได้เลยว่า อาตมาสั่งการ คนเดียว นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่หาก ป.ป.ช.ต้องการให้ไปชี้แจงด้วยตัวเอง ก็พร้อมที่จะ ไป เวลานี้ก็รออยู่ และหาก ป.ป.ช.จะทำเรื่องถอดถอนในสภาฯ ก็พร้อมไปชี้แจงในสภาฯ ทั้งผ้าเหลืองเลย”ยันย้อนเวลากลับไปก็ทำ เพราะเป็นหน้าที่

ย้อนเวลากลับได้ก็จะทำแบบเดิม

เมื่อถามว่า หากชี้แจงแล้ว อาจเป็นเหตุต้องโดนคดีอาญา พระสุเทพกล่าวว่า ไม่เป็นไร ยินดีที่จะไปขึ้นศาลและถ้าถามว่าหากย้อนไปได้จะทำอย่างไร บอกได้เลยก็ต้องทำแบบที่ผ่านมา เพราะเป็นการทำหน้าที่ ยังยืนยันว่าจะทำแบบนั้น บอกได้เลยว่า ตัดสินใจถูกต้องดีแล้ว เป็นการทำหน้าที่ และพร้อมรับผิดชอบคนเดียว ไม่มีปัญหา เพราะการรับ ผิดชอบคนเดียวเนื่องจากนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นตั้งให้เราเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เราก็ต้องดูแลความมั่นคงของประเทศตามหน้าที่

“มาร์ค” ลาก “บิ๊กป๊อก” มาเอี่ยว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. และได้ประสาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เพื่อขอข้อมูลในระดับปฏิบัติงาน ซึ่งหากข้อมูลเพียงพอก็จะไม่ขอเพิ่มพยาน ทั้งนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะกดดันใคร เพราะท่านป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ในช่วง ศอฉ.

เรตติ้ง 6 เดือนรัฐบาลเริ่มแผ่ว

กรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ประเมินผลงาน 6 เดือน รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดย เก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,158 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ย 6.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากการประเมินการทำงานรอบ 3 เดือน รัฐบาลที่ได้ 6.52 คะแนน และลดลงจากการทำงานครบ 3 เดือน คสช.ที่ได้ 6.90 คะแนน

เลือกตั้งวันนี้ยังเทให้ “บิ๊กตู่” เยอะ

สำหรับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้คะแนนเฉลี่ย 7.26 คะแนน ซึ่งลดลงจากการประเมินรอบ 3 เดือนที่ได้ 7.43 คะแนน และลดลงจากเมื่อครั้งครบรอบ 3 เดือนหัวหน้า คสช.ที่ได้ 7.76 คะแนนโดยการประเมินครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้คะแนนมากที่สุดในด้าน ความเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ 7.89 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในด้านความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ 6.13 คะแนน

เมื่อถามว่า “หากวันนี้ ท่านมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 68.7 จะออกเสียงสนับสนุน ขณะที่ร้อยละ 12.6 จะไม่ออกเสียงสนับสนุน ที่เหลือ ร้อยละ 18.7 งดออกเสียง ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานครบ 3 เดือนรัฐบาล และครบ 3 เดือน คสช. พบว่าเสียงสนับสนุนลดลงเท่ากับร้อยละ 6.3 และร้อยละ 11.8 ตามลำดับ

4 ลูกเรือไทยจากโซมาเลียพบนายกฯ

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายชาญณรงค์ นะวะระ นายโกศล ดวงมาเกิด นายต้น วิยาสิงห์ และนายธนกร แก้วกำกง 4 ลูกเรือประมงไทยที่ถูกโจรสลัดโซมาเลียปล่อยตัว เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.โดยใช้เวลาหารือกันนานประมาณ 30 นาที จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า อยากให้คนไทยทุกคนยินดีกับลูกเรือทุกคนที่ถูกจับกุมไปเมื่อ 4 ปี 10 เดือนที่แล้ว เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลและ คสช.ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำหน้าที่ให้สำรวจดูว่ามีคนไทยที่ตกค้างในต่างแดนด้วยความยากลำบาก โดยให้นโยบายกับกระทรวงการต่างประเทศให้ใช้ทุกมาตรการในการนำตัวกลับ เราใช้วิธีการดำเนินการกับฝ่ายความมั่นคงทั้งของเรา ฝ่ายความมั่นคงของต่างประเทศ และสหประชาชาติใช้เวลาประมาณ 7 เดือนเต็มๆในการทุ่มเทช่วยเหลือ

“กลุ่มโต้กลับ” ไปข้าวสารไร้วุ่น

เมื่อเวลา 19.00 น. ที่ฝั่งตรงข้ามโรงแรมบัดดี้ ถนนข้าวสาร นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนกฎอัยการศึก นัดหมายผู้เห็นต่างทางการเมือง กับ คสช.รวมตัวจัดกิจกรรมดนตรีเปิดหมวก เพื่อหาทุนช่วยเหลือนักโทษการเมืองครั้งที่ 3 ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.ชนะสงคราม และทหารจากพัน.ร.ศสร. โดยมีมวลชนนักกิจกรรมสังคมต่อต้าน คสช. คนเสื้อแดงที่มีรายชื่อถูกเข้าปรับทัศนคติ นอกจากนี้ ยังมีแกนนำคนสำคัญๆเข้าร่วม อาทิ นายพันศักดิ์ ศรีเทพ บิดาผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมปี 53 นางสุดสงวน สุธีสร อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น ทั้งนี้การแสดงของทางกลุ่มได้รับความสนใจจากผู้ผ่านไปมา และมีผู้ร่วมบริจาคพอสมควร ทางเจ้าหน้าที่ปล่อยให้แสดงแต่คอยจับตาเนื้อหาอย่างใกล้ชิด

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้