วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยุทธศาสตร์ คสช.ใช้ "กฎหมาย" หยุดสังคมแตก : บั่นหัว2ขั้ว สลายเงื่อนไข

ยุทธศาสตร์ คสช.ใช้ "กฎหมาย" หยุดสังคมแตก : บั่นหัว2ขั้ว สลายเงื่อนไข

  • Share:

วุ่นวายกันไปหมดทั้งอาณาจักร ศาสนจักร

โดยสถานการณ์สะท้อนจากอารมณ์ของผู้นำรัฐบาลทหาร ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องออกอาการส่ายหัว บ่นดังๆออกอากาศ

บอกให้ทั้งพระทั้งฆราวาสสงบกันบ้างได้หรือไม่

ตามรูปการณ์ที่ส่อเค้าบานปลาย ปมเริ่มจากเรื่องของพระทำท่าจะลามเป็นการเมือง ผูกเงื่อนเข้าปมความขัดแย้งในศึกขั้วอำนาจที่ยังไม่คลายวิกฤติการเผชิญหน้า

แบ่งฝ่ายเลือกข้างถือหางเชียร์กันตามศรัทธา

ปัญหาใหญ่หลวงก็อย่างที่รู้กัน ความแหลมคมของปมศาสนา เรื่องของความเชื่อเป็นประเด็นละเอียดอ่อนสำหรับสังคมไทย

ในเมื่อศาสนาพุทธซึ่งเป็นหลักสุดท้ายให้ประชาชนยึดมั่นถูกกัดกร่อนศรัทธา

มีการเมืองเข้าแทรก ลากไปถึงการชิงอำนาจในหมู่สงฆ์

โดยฉากที่มโนได้ ถ้าหาก “ศึกพระ” ยังดำเนินต่อไป โดยมีตัวละครเรียกแขกทั้ง “ธัมมชโย” และ “พุทธอิสระ” วิกฤติศรัทธาของชาวไทยพุทธพ่วงกับอารมณ์แบ่งข้างทางการเมือง

ทั้งพระทั้งฆราวาสเปิดศึกกันนัว หลักยึดของสังคมไม่เหลือ

ถึงวันที่ไม่มีใครเชื่อใคร ไม่มีใครยอมฟังใคร ประเทศไทยคงสะเทือนยิ่งกว่าโดนสึนามิ

นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้นำ “รัฏฐาธิปัตย์” ออกอาการไปไม่ถูก

เรื่องของเรื่อง “ศึกพระ” แทรกเข้ามากดดัน ปั่นอุณหภูมิการเมืองให้ยิ่งร้อน

ในขณะที่โจทย์ยากทางด้านเศรษฐกิจก็ยิ่งกดซ้ำ ตอกย้ำปมด้อยของรัฐบาลทหารที่ไม่เชี่ยวเชิงบริหาร

กับข้อมูล “ของแท้” จากเรียลเซ็กเตอร์

ตามที่นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือนมกราคม 2558

ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในอนาคต 3 เดือนข้างหน้า ก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จนไหลไปอยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบ 9 เดือน
สัญญาณเศรษฐกิจส่อวูบยาว รัฐบาลจะเอาไม่อยู่

ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านรากหญ้า ปัจจัยพลิกผันที่กดดันกระบวนการเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางปฏิรูปประเทศ ตามโรดแม็ปของ คสช.

ที่กำลังจ่อเข้า “โค้ง” สำคัญ

ตามจังหวะการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คืบถึงมาตราที่ส่งผลได้ผลเสียในเกมอำนาจทางการเมือง

โดยเฉพาะกับโมเดล “ลากตั้ง”

ทั้งในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาที่ให้มาจากการสรรหา เลือกทางอ้อม แถมอำนาจล้นมือทั้งการตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี บัญชีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ฯลฯ หรือการเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเพื่อป้องกันการติดล็อกวิกฤติการเมืองเหมือนที่ผ่านมา

กระตุก “นักเลือกตั้งอาชีพ” ดาหน้าโวยกันเซ็งแซ่

ยังไม่นับการกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตามเงื่อนไข “บุคคลต้องห้าม”

ปิดประตูล็อก “ผู้เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต” และ “เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง”

เล่นเอานักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ไปยันพวกที่เข้าข่ายอยู่ในโหมดโดนถอดถอน

ออกอาการหลอนไปตามๆกันกับยุทธการ “ล้างบาง” พันธุ์เก่า

แนวโน้มรัฐธรรมนูญใหม่ยั่วแรงต้านมหาศาลแน่

ทั้ง “ศึกพระ” ทั้ง “ปมเศรษฐกิจ” ไหนจะเงื่อนไข “รัฐธรรมนูญใหม่” ล้วนแล้วแต่ปัจจัยแทรกอันตราย ทำให้เส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการนำไปสู่เป้าหมายปลายทางโรดแม็ป

มีโอกาสพลิกผันตลอด เวลา

แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ป่วน สารพัดเงื่อนไข ที่แทรกเข้ามากดดันรัฐบาล คสช.

สิ่งหนึ่งที่ยังนิ่งและทรงตัวอยู่ได้

กับหลักการที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้เน้นย้ำมาตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มยึดอำนาจการปกครอง นั่นก็คือ ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎหมาย

มาถึงจุดนี้ สถานการณ์ก็ดำเนินไปตามนั้น

ตามจังหวะความคืบหน้าในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้เลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน

ทำหน้าที่พิจารณาคดีที่มีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ในฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

กระบวนการของ “ยิ่งลักษณ์” คืบหน้าต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับในส่วนของกระบวนการถอดถอนอดีต ส.ส.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.โดยมิชอบที่เข้าสู่ขั้นการลงดาบโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมตั้งแท่นชงต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เครือข่ายระบอบ “ทักษิณ” โดนไล่เช็กบิลตามๆกัน

และนั่นก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาชี้แจงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ยืนกรานไม่ได้ไล่ล่าฝ่ายเดียว แต่ทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนกฎหมาย

ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งใครทั้งนั้น

ซึ่งก็เหมือนการการันตีคำพูดของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ เพราะในจังหวะไล่เลี่ยๆกัน ที่ประชุม ป.ป.ช.ก็มีมติ

ทำหนังสือแจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และพระสุเทพ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.

กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ จากเหตุสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. เมื่อปี 2553

เนื่องจากหลังรวบรวมข้อมูลแล้ว ประกอบกับคำสั่งศาลชี้ผลชันสูตรศพ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียชีวิต

และบาดเจ็บจำนวนมากเนื่องจากการขอคืนพื้นที่การชุมนุม

ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย

“อภิสิทธิ์–สุเทพ” ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ก็โดนลากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโทษ เช่นเดียวกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และเครือข่ายพรรคเพื่อไทย

เป็นไปตามกฎหมายเหมือนกัน

นั่นก็ทำให้เสียงสะท้อนเรื่อง “สองมาตรฐาน” เงียบไป

เพื่อไทยโดน ประชาธิปัตย์ก็หนีไม่พ้น

ภาพออกมาเสมือนเป็นการ “บั่นหัว” ขั้วคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้งสองฝ่าย

นับเป็นการเลี่ยงธรรมชาติของคู่ขัดแย้งที่ขึงพืดกันอยู่ ย่อมไม่มีใครยอมโดนกระทำฝ่ายเดียว

ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ล็อกเงื่อนไข ปิดประตูล็อกตายพวกที่ติดชนักโทษถอดถอนทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้
หรืออีกนัยก็คือโทษแบนยาวตลอดชีวิต

ตามรูปการณ์ก็มีสิทธิโดน “เด็ดหัว” ทั้งสองขั้วขัดแย้ง อัปเปหิให้ออกจากสนามไปเลย

แน่นอน มาถึงตรงนี้ก็พอจะเห็นผลกันเลาๆ กับโรดแม็ปปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม

โดยยุทธวิธีใช้กฎหมายเป็นตัวตัดสิน ภายใต้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารในการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากวิกฤติการเมืองที่ทำประเทศ ไทยร้าวลึก

สังคมแตกแยกเป็น เสี่ยงๆ

ค่อยๆแก้ทีละปม สางไปทีละเปลาะ จากโคตรปัญหาที่ขมวดปมหลายซับหลายซ้อน

พร้อมๆกันก็มีความพยายามในกระบวนการนิรโทษกรรมประชาชนแนวร่วมม็อบทางการเมืองที่มีคดี โดยไม่รวมระดับแกนนำ
แยกแนวร่วมออกจากหัวขบวนขัดแย้ง เพื่อตัดกำลังกันในที

ใน “มโน” แบบทหาร น่าจะเชื่อว่าวิธีการนี้ใกล้เคียง ความจริงที่สุด

แต่ปัญหามันก็อยู่ที่บรรดาหัวขั้วขัดแย้ง “ทักษิณ– ยิ่งลักษณ์” กับอีกฟาก “อภิสิทธิ์–สุเทพ” ระดับหัวขบวนทางการเมืองของแต่ละฝ่ายซึ่งเป็นผู้เสียผลประโยชน์โดยตรง

พวกที่เจ็บตัวมากกว่าใคร จะยอมแต่โดยดีหรือไม่

เบื้องต้นเลย ประเมินอารมณ์แบบที่นายอภิสิทธิ์ แบะท่าจะลากเอา พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มาเป็นพยานในศาลด้วย

เพราะร่วมรับรู้การประชุมสั่งการสลายม็อบแดงด้วยตลอด

ในสไตล์ “ถ้าข้าผิด เอ็งก็ร่วมรู้เห็นด้วย” งานนี้น่าจะไม่ยอมเสียสละง่ายๆ

เมื่อไม่มีคนเสียสละ ยอมเจ็บปวด ก็ยากจะไปถึงธงปรองดองที่ปักไว้

ที่สำคัญถ้าระดับหัวขั้วขัดแย้งไม่ยอม โรดแม็ปที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือก็ยาก

เพราะต่างฝ่ายต่างมีฤทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น

แต่ที่สุดของที่สุดเลย มันก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่ได้รับบทเรียนมาแล้วจากการตกเป็นเครื่องมือในเกมห้ำหั่นช่วงชิงอำนาจของแต่ละขั้วการเมือง

บาดเจ็บล้มตาย ติดคุกติดตะราง สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

เป็น “เหยื่อ” ที่เจ็บปวดที่สุด.

เจ็บแล้วเจ็บอีก จะจำกันหรือไม่.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้