วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส่องทัศนะ หลัง ป.ป.ช. ไฟเขียวแจ้งข้อหา 'มาร์ค-พระสุเทพ' ปมสลายชุมนุมปี 53

ส่องทัศนะ หลัง ป.ป.ช. ไฟเขียวแจ้งข้อหา 'มาร์ค-พระสุเทพ' ปมสลายชุมนุมปี 53

  • Share:

...หรือนี่จะเป็นการพยายามสร้างบรรทัดฐานมิติใหม่ ของฝ่ายทำหน้าที่นิติบัญญัติของชาติ ตามปกติก็คือสภาผู้แทนราษฎร-วุฒิสภา แต่ในนาทีพิเศษนี้ คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ทำงานกันว่องไวทันใจทุกฝ่าย ?!! 

เพราะระยะเวลาเพียงเดือนเศษ ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงดาบ มีมติถอดถอนอดีตผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองสำเร็จเป็นรายแรก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง

ในกรณี ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว มีผลให้ออกจากตำแหน่ง และโดนโทษถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี หลัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ออกหนังสือเรียกอดีตนายกหญิง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ตามระเบียบไต่สวนทุจริตเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 57

มาถึงตอนนี้ก็ถึงคราวคดีความ สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 53 ถูกปัดฝุ่นหยิบเข้าสู่พิจารณาอีกครั้ง

กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเผชิญหน้ากับแถวของกองร้อยควบคุมฝูงชน

เพื่อไม่ให้อาจโดนต่อว่า ว่า 2 มาตรฐาน โดย ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ วันที่ 24 ก.พ. 58 ให้แจ้งข้อกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในขณะนั้น และ พระสุเทพ ปภากโร หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศอฉ. มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุแห่งการให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองออกจากตำแหน่ง

กรณีสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นเป็นรมว.กลาโหม  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอนปี 2553 เป็นผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ. รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.)ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นผู้รับคำสั่งเข้ากระชับเพื่อขอคืนพื้นที่กลางกรุง ในวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. 53 โดยไม่ระงับยับยั้ง ทบทวนวิธีการ หรือปฏิบัติงานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ฯลฯ ในการใช้ทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม ที่ส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้ความรุนแรง และปราศจากอาวุธ

ขณะที่ฟากฝั่งของ นายอภิสิทธิ์ เองได้ออกมาน้อมรับ มติ ป.ป.ช. พร้อมขอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และให้ร่วมมือกับ ป.ป.ช.โดยการเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมอ้อน บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อก บิ๊กตู่ ให้ช่วยเป็นพยาน

จะหลุดพ้นจากคดี หรือ จะต้องรับโทษหากมีความผิด

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ เองออกมาขานรับว่า "สามารถให้ข้อมูล และเป็นพยานได้"แม้ว่าล่าสุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. แต่ทว่าได้ประสานไปทาง พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อขอข้อมูลในระดับปฏิบัติงาน ซึ่งหากข้อมูลเพียงพอก็จะไม่ขอเพิ่มพยาน ทั้งนี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะกดดันใคร เพราะบุคคลทั้ง 3 ต่างเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ในช่วง ศอฉ

โดยอดีตนายกรัฐมนตรีหล่อใหญ่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวรับลูกทันควันในวันเดียวกัน เนื้อหาระบุว่า

"ได้รับทราบมติ ป.ป.ช. ที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผมในกรณีเหตุการณ์ปี 2553 แล้ว ผมยอมรับกระบวนการตรวจสอบ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการชี้แจงข้อกล่าวหาต่อไป โดยจะนำเอาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ เพื่อคืนความปกติสุขให้สังคม ในสถานการณ์ที่มีการใช้อาวุธ และมีการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนไม่เคยละเว้นในการหาทางแก้ไขปัญหาเมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น ผมพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อไป"

โทษสองทางบนทางสองแพร่ง!!

ท่าทีเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ดังกล่าว ไม่ได้ลั่นกลองผ่านแค่หัวเรือใหญ่อย่างนายอภิสิทธิ์ หากแต่ทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายตัวเบ้งของพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม อย่าง นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในแวดวงกฎหมายมาไม่น้อย ก็ให้คำยืนยันย้ำชัดว่า ทางพรรคและผู้ถูกกล่าวว่าทั้งสอง ยินดีพร้อมสู้คดีไม่หนีเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แน่นอน

"แนวทางการสู้คดีนั้น คิดว่าข้อกฎหมายตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในมาตรา 17 และมาตรา 18 รวมถึงมาตรา 68 ตามประมวลกฎหมายอาญานั้นคุ้มครองอยู่" อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวด้วยความมั่นใจ

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา

นายถาวร กล่าวต่อด้วยว่า หากดูตามเหตุการณ์ด้วยใจที่เป็นธรรม ถ้ามีคำสั่งให้เจ้าหน้าออกไปมือเปล่า ทหารตำรวจก็คงตายหลายชีวิต เพราะอีกฝ่ายก็มีอาวุธ ซึ่งการพกอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันก็เป็นไปตามสมควรแก่เหตุ ยืนยันว่าทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐทำหรือปฏิบัติสมควรแก่เหตุ ทั้งยังเป็นการสั่งตามขั้นตอน เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. ก็สั่งงานไปตามขั้นตอนตามระเบียบทั้งหมด

ทว่า ดุลพินิจการใช้อาวุธป้องกันตัว แท้จริงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเป็นคนกำหนดในหน้างาน ถึงกระนั้น หากพิสูจน์ได้ว่ากรณีผู้เสียชีวิตเป็นการทำพลาดไม่ได้จงใจ ยิ่งการกระทำนั้นเกิดจากการป้องกันตัวเองพอสมควรแก่เหตุ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครอง

อดีต ส.ส.สงขลาหลายสมัย ยังแจงให้เห็นข้อเท็จจริงอีกด้านที่ว่าด้วยการปกป้อง โดยอ้างว่า การปฏิบัติการสลายการชุมนุมในปี 53 ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในม็อบ ทหาร ตำรวจ แต่ยังช่วยป้องกันสถานที่ ทรัพย์สินของพ่อค้าวาณิชในย่านที่เกิดเหตุด้วย รวมไปประชาชนที่สัญจรไปมาในละแวกนั้น ขณะเดียวกัน ก็ตั้งข้อสังเกตถึงการเสียชีวิตของประชาชนเพิ่ม ที่ระบุกันว่าเป็นจากอาวุธของรัฐ ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากใครแน่ เพราะปืนของเจ้าหน้าที่ก็ถูกปล้นไปไม่น้อย

ใครต้องรับผิดชอบจากกรณีออกคำสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

"แต่บอกได้เลยว่าคุณอภิสิทธิ์กับหลวงลุงจะรอดหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับการขึ้นให้ข้อมูลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยเป็นหนึ่งเจ้าหน้าที่รับนโยบายไปปฏิบัติ และส่วนตัวเชื่อว่าทั้งสองจะหลุดจากคดีนี้ จะสู้จนชนะ เพราะทางเลือกมีแค่สอง คือถ้าไม่หลุดคดีก็มีโทษประหารชีวิต"

นายถาวร ยังแสดงทัศนะต่อการแจ้งข้อกล่าวหาต่อหัวหน้าพรรค ปชป.ของ ป.ป.ช.ด้วยว่า ส่วนตัวคิดว่าการไม่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ แต่กลับมาเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ให้นโยบาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกุศโลบายที่ต้องการให้สังคมมองว่าระบบบริหารประเทศขณะนี้ กำลังสร้างความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย เหมือนที่ คสช.บอกเสมอว่า นักการเมืองชั่วทุกฝ่ายจึงต้องจับมาปรับพื้นใหม่ทั้งหมด เมื่อฝ่ายโน้นถูกดำเนินคดีแล้ว ก็ต้องมาดำเนินคดีกับฝ่ายนี้ด้วย

"นั่นเท่ากับว่า ป.ป.ช. ไม่กล้าตัดสินใจบนตัวบทกฎหมาย หรือความเป็นจริงด้วยความกล้าหาญ ยังเป็นการตัดสินแจ้งข้อกล่าวหาบนภาพที่เบลอ ขาดพยานหลักฐานที่ชัดเจน แต่กำลังเอาคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่มีโทษถึงประหารชีวิต จึงขอให้การสอบสวนว่าจะชี้มูลหรือไม่ชี้ เป็นไปด้วยความรอบคอบ และดูพยานหลักฐานทางกฎหมายให้แม่นมากกว่านี้" นายถาวร กล่าว

แต่การกระทำเช่นนี้ของ ป.ป.ช. กลับไม่ได้กลับไม่ได้เรียกคะแนนใจ หรือสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอีกฝ่าย โดยเฉพาะข้อครหา "ทำงานบนสองมาตรฐาน"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พูดตามตรงว่าไม่ได้มีความเชื่อใดๆ ต่อ ป.ป.ช. เพราะการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเพียงขั้นตอนแรก ต้องดูว่าจะมีการชี้มูลความผิดหรือไม่ ถ้าไม่ชี้มูลก็จบ ไปไม่ถึงการถอดถอนของ สนช. หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"เราเห็นอยู่แล้วว่าพยานปากสำคัญของคดีนี้ เป็นพยานที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ณ ขณะนี้ จึงไม่ได้คาดหวัง เพราะเห็นแล้วพออนุมานได้ว่ารูปการณ์จะเป็นอย่างไร" ประธาน นปช. แจงเพิ่ม

นายจตุพร อธิบายต่อว่า เรื่องนี้กว่าจะขยับได้ ป.ป.ช.ก็ดองเรื่องไว้ถึง 5 ปี เช่นเดียวกับกรณียุบพรรค ปชป. ที่ศาลรัฐธรรมนูญพยายามยื้อ จนหาทางออกให้คดีหมดอายุความ โดยส่งฟ้องเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด 15 วัน แม้แต่กรณีการฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์จากผู้ได้รับผลกระทบ หรือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ฟ้อง นายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากเหตุสลายการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 53 ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เหมือนกับว่าอะไรที่เป็น ปชป. การดำเนินคดีทุกอย่างจะเดินล่าช้า มีอุปสรรคทุกเส้นทาง

"สำหรับ ป.ป.ช. อย่าได้แสดงความรู้สึกว่ามีความยุติธรรม เพราะอาจเป็นสถานที่ฟอกความผิด หรือทำให้เรื่องเดินหน้าก็ได้ ส่วนหนึ่งเป็นที่รู้กันว่า ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานที่มีจุดยืนและปฏิบัติงานที่ชัดเจน ที่ผ่านมาก็เป็นอุทาหรณ์ เป็นบทเรียน ที่ทำให้รู้ว่าไม่ควรหวังสิ่งใด กับการได้รับการปฏิบัติคนละอย่าง" ประธาน นปช. กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พร้อมย้อนแย้งต่อด้วยว่า

"แต่ก็มีคำถามว่า แล้วผู้บริสุทธิ์ที่ตายไปหลายสิบคน โดยไม่มีเขม่าดินปืนแม้แต่รายเดียว หรือชีวิตของผู้ประสบเหตุบาดเจ็บอีก 2,000 กว่าคนที่เป็นประจักษ์พยาน กลับกลายเป็นว่าความตายทั้งหมด เหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น"

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.

ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง..ยันทำไปตามกฎหมาย!

เมื่อสอบถามถึงความคืบหน้า ถึงการแจ้งข้อกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ และพระสุเทพ ปภากโร กรณีสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. นายวิชา มหาคุณ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ดูแลคดีนี้โดยตรง บอกแต่เพียงว่า ขั้นตอนเป็นไปตามที่ได้แถลงข่าวไปแล้ว ซึ่งต้องรอสัปดาห์หน้า ที่ ป.ป.ช. จะยื่นหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้ทั้งสองคน และรอตอบกลับมาใน 15 วัน ว่าจะรับหรือไม่รับ

ส่วนที่กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ ตอบรับว่าจะเข้าชี้แจงมีผลทำให้รูปคดี หรือการพิจารณคดีง่ายขึ้นหรือไม่ ตนคิดว่าไม่เกี่ยวกัน และคิดว่าเป็นการพูดไปตามรู้สึก ณ ขณะนั้น แต่ถ้าได้รับหนังสือและดูรายละเอียด ก็อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งก็ได้

"เห็นอยู่แล้วว่า ป.ป.ช. กระทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้รัก ชัง หรือเกลียดใคร ก็ทำไปตามกระบวนการทางกฎหมาย" โฆษกกรรมการ ป.ป.ช. ย้ำชัด

คำกล่าวของโฆษกกรรมการ ป.ป.ช. จะศักดิ์สิทธิ์พอที่จะซื้อใจคน และแก้ไขภาพพจน์ว่าเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานแบบสองมาตรฐานได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะช่วยพิสูจน์...!!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้