วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิทานบนก้อนเมฆ : เด็กน้อยของเรา…

โดย น้าเมฆ

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ มีการประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 87 ผมได้ดูการถ่ายทอดสด แล้วก็แอบลุ้นไปกับหนังหลายเรื่องที่ได้ไปดูในโรงหนัง ต้องขอสารภาพตรงนี้ ว่า ผมห่างหายไปจากการดูหนังในโรงไปหลายปี เพราะตั้งแต่มีลูก ผมและภรรยาก็ต้องงดการดูหนังสุดโปรดไปเลย (ต้องอาศัยดูหนังแผ่นที่บ้านเอา) เพราะลูกยังเล็กต้องเลี้ยงดูกันเอง ไปไหนไม่ได้ พอลูกโตขึ้นมาหน่อย ก็ยังไม่อยากให้ลูกเข้าไปร้องลั่นโรง เกรงใจคนอื่น ก็เพิ่งมีช่วงที่ผ่านมานี่แหละครับ ที่ลูกโตพอที่จะเข้าไปดูหนังกันได้ทั้งครอบครัว 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นวันธรรมดา ผมก็ตั้งกฎกับภรรยาว่า เราหาโอกาสไปดูหนังกันกลางสัปดาห์เหมือนก่อนดีกว่า ไปรอบแรกเลยคนน้อยดี แถมเราทั้งคู่ไม่ค่อยชอบดูหนังตามกระแสเท่าไร หนักไปทางหนังดราม่าซะเยอะ บางครั้งเข้าโรงไป มีผมและภรรยานั่งดูกันอยู่สองคน (ดีจัง!!)

หนังหลายเรื่องที่เราได้ดู ก็เข้าชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ซะด้วย เช่น Whiplash ตัวละครเด่นแค่ 2 ตัวเท่านั้น แต่กดดันน่าดู ระหว่างนักตีกลองหนุ่มผู้ทะเยอทะยานและครูจอมเฮี้ยบผู้ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ เสียงกลองระรัวทั้งเรื่อง เล่นเอาลุ้นระทึกไปจนถึงตอนจบเลยครับ

Foxcatcher ดีใจมาก ที่ผมไม่ได้อ่านรีวิว หรือรู้เรื่องราวก่อนไปดู ทำให้ติดตามหนังอย่างสนุก อึดอัด และเครียด เพราะผมคุ้นหน้าแค่ Channing Tatum และ Mark Ruffalo ซึ่งสองคนนี้เล่นดีอย่างน่าทึ่ง แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ คนที่เล่นเป็น John du Pont ที่แสดงโดย Steve Carell ดาราตลกที่ผมชื่นชอบ มีการเมกอัพเสริมจมูกเสียจนจำไม่ได้ แถมตีบทแตก ดูแล้วช่างน่าอึดอัดปนขนลุกกับชายผู้นี้เหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าทำไม Steve Carell ถึงได้เข้าชิงรางวัลดารานำชาย กลับมาบ้านผมต้องมานั่งอ่านข่าวย้อนหลัง เนื่องจากเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริง

เรื่องสุดท้าย ที่ผมได้ดูก่อนการประกาศผลรางวัลออสการ์ ก็คือ เรื่อง The Imitation Game ดีใจที่ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนเช่นกัน ว่าหนังเกี่ยวกับอะไร รู้แต่ว่า ชื่อ Alan Turing นี่คุ้นหูจัง ผมชอบการเล่าของเรื่องนี้มาก แม้จะตัดไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แต่ดูแล้วไม่งง แถมทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของ แต่ละเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น หนังมีหลายอารมณ์ดีครับ สนุก เศร้า เหงา และรัก



ในบรรดาหนังที่ชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยม มีหนึ่งเรื่องที่ผมไปซื้อ DVD มาดูที่บ้าน เพราะแค่เห็นคำโปรยหน้าปกก็น่าสนใจแล้วครับ “12 Years in the Making” นั่นคือ ถ่ายทำดารานำเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ จนอายุ 15 ปี แถมเจ้าเด็กที่หน้าปกก็น่ารักซะด้วยครับ

เริ่มต้นเรื่อง มีเด็กผู้ชายที่อยู่ในครอบครัวอเมริกันที่เหมือนจะมีแต่ปัญหา พ่อแม่คบกันตั้งแต่สมัยเรียน พอมีลูกเมื่อไม่พร้อม แม่ก็ต้องหยุดเรียนกลางคันมาเลี้ยงลูก แถมยังแยกกับสามี ต้องเป็นแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวทำงานเสิร์ฟ เพื่อดูแลลูก 2 คน 

อย่างไรก็ตามอย่างที่เราเคยเห็นตามหนังฝรั่ง ที่อนุญาตให้พ่อ (แสดงโดย Ethan Hawke) มารับไปเที่ยวอาทิตย์ละหนึ่งวัน ผมชอบการพูดคุยกันระหว่างพ่อลูก ตัวพ่อแม้จะไม่ได้เรียนจบสูง และดูเหมือนไม่มีการมีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่เขาเป็นคนเปิดเผย และสอนลูกได้ดี ใช้เวลาคุณภาพเต็มที่กับวันที่ได้อยู่กับลูก ผลคือ เมื่อลูกโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น ลูกก็เชื่อใจพ่อ และพร้อมคุยได้ทุกเรื่อง



ส่วนคนที่เล่นเป็นแม่ แสดงโดย Patricia Arquette ที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบฝ่ายหญิง ผมไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเธอเข้าชิงในรางวัลนี้ เพราะตอนดูหนังก็รู้สึกได้ว่าเธอเล่นดีจัง มีความเป็นแม่สูงมาก ตั้งแต่ยังสาวสวยจนโทรม ผมได้รับความรู้สึกว่า เธอคือแม่ของลูกคนนี้จริงๆ (ความจริงก็เด็กคนเดียวกัน ตั้งแต่เล็กจนโตนั่นแหละ) ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน หรือมีผู้ชายมารอจีบ ถ้าลูกขอให้อ่านนิทานก่อนนอน เธอก็จะทำ

จุดที่ผมชอบ คือ เธอรู้ว่าทำงานใช้แรงงานต่อไป เลี้ยงลูก 2 คน ต่อไปลำบากแน่ๆ เธอจึงกลับไปเรียน เพราะการศึกษาเท่านั้น จะช่วยยกระดับชีวิตและรายได้ของเธอให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ได้โชคดีเสียทุกเรื่อง เธอได้งานที่ดี แต่ก็ล้มเหลวเรื่องคู่มาตลอด แต่สิ่งที่ไม่เคยล้มเหลวเลยคือ การดูแลลูก ผมประทับใจตอนที่ลูกโตเป็นวัยรุ่นเมากลับมาในวันเกิด เธอก็คุยกับลูกตรงๆ ว่าไปดื่มและไปสูบ (กัญชา) มาหรือเปล่า ลูกก็ยอมรับตรงๆ เธอก็รับทราบและเข้าใจดี

คงจะข้ามคนที่แสดงเป็นลูกไปไม่ได้ นำแสดงโดย Ellar Coltrane เขาได้เล่นหนังที่ถ่ายทำอย่างยาวนานเรื่องนี้ ผมคิดว่าฝ่ายคัดเลือกนักแสดง พอได้เจอเขาสมัยเด็กๆ คงอยากชวนมาเล่นหนังเลย เพราะหน้าตาน่ารักเหลือเกิน สีหน้าแววตาสื่ออารมณ์มาก

ใครเป็นพ่อเป็นแม่จะทราบว่า พัฒนาการวัยเด็กของลูกในปีหนึ่ง เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดไหน ทั้งรูปร่างหน้าตาและความคิดความอ่าน Mason เด็กผู้ชายในเรื่องก็เช่นเดียวกัน จากที่น่ารัก ก็เริ่มอ้วน ผมยาว ถึงวัยเปลี่ยนเป็นวัยรุ่น หน้าตาเริ่มแปลกๆ จนเริ่มโตเต็มวัยและหน้าแก่คงที่ (ยอมรับเลยครับว่า ฝรั่งนี่แก่เร็วจริงๆ) ในชีวิตของเด็กผู้ชายคนนี้ก็ผ่านประสบการณ์ทั้งดีร้ายมาไม่น้อย ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน คนรัก และจุดมุ่งหมายในชีวิต ดูเหมือนเขาปล่อยตัวสบายๆ ไม่สนใจอะไร แต่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้เสียคน เพราะพื้นฐานครอบครัวที่ดีนั่นเอง เขามีพ่อและแม่ที่เข้าใจเขาเสมอ จนในที่สุดเขาก็เจอคนที่เขารักและงานที่เขาชอบจริงๆ

ผมประทับใจเรื่อง Boyhood นะครับ แอบลุ้นลึกๆ ด้วยซ้ำว่า ถ้าได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมคงดี ถึงแม้ไม่ได้รางวัลนี้ ผมก็ยังชอบอยู่ดี ชอบเรื่องความรักของคนในครอบครัวครับ เมื่อดูชีวิตของเด็กผู้ชายในเรื่องจบแล้ว ก็กลับมาดูเด็กผู้ชายที่บ้าน พยายามจะดูแลและเข้าใจเขา ไม่ว่าหน้าตารูปร่างเขาจะโตขึ้นและเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็ยังเป็นเด็กน้อยของเราอยู่ดี

น้าเมฆ
 http://www.facebook.com/cloudbookfanpage 

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ มีการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ผมได้ดูการถ่ายทอดสด แล้วก็แอบลุ้นไปกับหนังหลายเรื่องที่ได้ไปดูในโรงหนัง ต้องขอสารภาพตรงนี้ว่า ผมห่างหายไปจากการดูหนังในโรงไปหลายปี 27 ก.พ. 2558 11:01 ไทยรัฐ