วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำไมผู้หญิงชอบเชื่อเรื่องดวง (1)

ทำไมผู้หญิงชอบเชื่อเรื่องดวง (1)

โดย ครูเคท
1 มี.ค. 2558 05:30 น.
  • Share:

ช่วงต้นปีนี้ ผู้คนมักจะชอบตรวจเช็กดวงชะตา ไปทำบุญที่ไหนก็ต้องแวะไปเสี่ยงเซียมซีหรือเสี่ยงทายรูปแบบต่างๆ คนที่บอกว่าเรื่องทำนายดวงชะตาเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็ยังอดที่จะปรายตามองคำทำนายโชคชะตาในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ ไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีคนส่งการสำรวจโชคชะตามาทางไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบสำเร็จรูป แค่ใส่วันเดือนปีเกิด กดปุ่มรู้ผลทันที ไม่ว่าจะเป็นการดูดวงจากวันเดือนปีเกิด จากไพ่ยิปซี จากเซียมซี จากความฝัน จากชื่อ

แม้แต่ เจ้าประคุณเอ๊ย...จากไฝในร่มผ้า หรือจากสีชุดชั้นในก็ยังมี เอากันเข้าไป นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยกับการดูดวงเป็นของคู่กันมาช้านานและมีวิวัฒนาการหลากหลายน่าสนใจศึกษากันเลยทีเดียว ประกอบกับมีคนตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงชอบเชื่อเรื่องดวงมากกว่าผู้ชาย ครูเคทก็เลยจั่วหัวเรื่องไว้อย่างนี้ ไม่ได้ลำเอียงคิดเข้าข้างหญิงหรือชายนะคะ

ความจริงมีงานวิจัยทั้งเชิงวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศมากมายที่ระบุว่าผู้หญิงนั้นมีแนวโน้มเชื่อเรื่องการทำนายโชคชะตาราศี และมักเป็นลูกค้าสำคัญของหมอดู นักดูดวง มากกว่าผู้ชาย ถึง 2 เท่า ที่น่าสนใจคือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้คนชาวอเมริกัน (29%) ที่ดูน่าจะเป็นคนเชื่อเหตุผลมากกว่าสัญชาตญาณ กลับเชื่อเรื่องดวงและการทำนายโชคชะตาราศี นับประสาอะไรกับคนเอเชียอย่างคนไทยซึ่งมีแนวโน้มความเชื่อสูงอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้มีความผูกพัน ฝังรากลึกกันมาในสังคมไทยมาช้านาน

จากผลงานวิจัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา Rogers และ Soule ในปี 2009 พบว่าความเชื่อเรื่องการทำนายดวงชะตาราศีของคนตะวันตกและตะวันออก (จีน) แทบจะไม่แตกต่างเลย เหตุผลกลใดทำให้ผู้คนเชื่อเรื่องนี้ อธิบายได้ด้วยทฤษฎี Forer Effect ของนักจิตวิทยาชื่อ Forer ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในปี 1948 โดยเขาให้นักศึกษากลุ่มตัวอย่างทดลองในการวิจัยนี้แบบทดสอบบุคลิกภาพ และแจกข้อความแสดงผลทดสอบของแต่ละคน โดยข้อความเป็นข้อความกว้างๆ คลุมเครือ สามารถเชื่อมโยงเข้าได้กับคนทั่วไป 13 ประโยค

เช่น "คุณปรารถนาให้ผู้อื่นชื่นชอบและชื่นชมคุณ" "คุณชอบวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง" "ดูภายนอกคุณเป็นคนที่มีวินัยและควบคุมตนเองได้ดี แต่ภายในคุณมีแนวโน้มที่จะกังวลใจและไม่มั่นใจในบางครั้ง" "บางครั้งคุณชอบสังสรรค์และเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ดี แต่บางครั้งคุณก็ชอบสงวนท่าทีและอยู่คนเดียวเงียบๆ" จากนั้นก็ให้นักศึกษาให้คะแนนว่าทั้ง 13 ประโยคข้อความเหล่านั้นถูกต้องตรงตามบุคลิกภาพของตนหรือไม่ โดยให้คะแนน 5 สำหรับข้อความที่แสดงบุคลิกภาพของตนได้ตรงที่สุด ลดหลั่นลงมาถึง 0 คือไม่ตรงเลย ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลองออกมาว่าความถูกต้องตรงตามบุคลิกภาพของตนของข้อความนั้นสูงถึง 4.6 แปลว่าทุกคนเห็นว่าตรงสุดๆหรือแม่นสุดๆ นั่นเอง 

คราวนี้ ให้คุณลองอ่านข้อความข้างต้นเหล่านั้นช้าๆ สัก 2-3 รอบ คุณก็จะพบว่าทุกข้อความตรงตามบุคลิกของคุณเช่นกัน ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า ข้อความเหล่านั้นคลุมเครือมาก เมื่ออ่านผ่านๆ จะไม่ค่อยได้ความหมายอะไร ทำให้คนมักจะอ่านซ้ำ หรือตั้งใจอ่านใหม่ สมองของคนเรานี้ประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อมีข้อมูลอะไรเข้ามาในสมอง หากสมองยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องนั้นได้อย่างสมบูรณ์ คือยัง งงๆ ก่งก๊งอยู่ สมองของเราจะพยายามเติมเต็มความเข้าใจโดยการตีความ (โดยเรามักไม่รู้ตัว) เพื่อให้ถึงบางอ้อ (คือถ้ายังไม่ร้อง "อ๋อ" หรือ "เก็ตแระ" สมองมันจะรับไม่ได้ ต้องทำอะไรบางอย่างจนกว่าจะเก็ต) การตีความที่ว่านี้จึงนำไปสู่การตีความเข้าข้างตนเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติสุดๆ ของมนุษย์อยู่แล้ว ที่จะตีความเทียบเคียงกับประสบการณ์ของตนเอง ดังนั้น เมื่อเจอข้อความเบลอๆ ก็ได้ที คนเราก็พร้อมที่จะตีความเข้าหาตัวเองอยู่แล้ว เราจึงมีแนวโน้มที่จะเชื่อคำทำนายทายทักต่างๆ ตั้งแต่โบราณกาล จวบจนปัจจุบัน และอนาคตก็คงจะยังไม่เปลี่ยนความเชื่อ เพียงแต่รูปแบบการนำเสนอเพื่อให้เชื่ออาจจะมีรูปแบบหรือลูกเล่นใหม่ๆ ตอนหน้า เราจะมาวิเคราะห์จับผิดคำทำนายของหมอดูทั้งหลายกัน

ใครอยากรับคำปรึกษากับครูเคท ติดต่อ KruKate Counseling Center ได้ที่ 0814581165 หรือ www.krukate.com

ครูเคท

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้