วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนส่วนใหญ่หนุนสำรวจปิโตรเลียม เห็นพ้องตั้ง กก.ร่วม หาข้อสรุป

มาสเตอร์โพลล์ เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วย รบ.เปิดเวทีเสวนาสัมปทานปิโตรเลียม เพื่อลดขัดแย้ง มองความมั่นคงทางพลังงานสำคัญต่อเศรษฐกิจ ต้องเตรียมพร้อม สำรวจแหล่งสำรองไว้ หนุนตั้งกรรมการร่วม 2 ฝ่ายเพื่อข้อสรุป...

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. คณะผู้วิจัยของชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์ เรื่อง “สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปิดเวทีกลางรับฟังความคิดเห็นในประเด็นการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม รอบที่ 21” กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกทม.และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,200 ตัวอย่าง โดยผลการสำรวจการติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่าตัวอย่างร้อยละ 22.1 ระบุติดตามทุกวัน/เกือบทุกวัน ในขณะที่ร้อยละ 28.7 ระบุติดตาม 3-4 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 30.7 ระบุติดตาม 1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 14.7 ระบุน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง และร้อยละ 3.8 ระบุไม่ได้ติดตามเลย

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงการติดตามรับชมการถ่ายทอดสดการเสวนาเวทีกลางเกี่ยวกับพลังงาน เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมาพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 14.7 ระบุติดตามทุกประเด็น ในขณะที่ร้อยละ 51.3 ระบุติดตามบ้างเป็นบางประเด็น ในขณะที่ร้อยละ 34.0 ระบุไม่ได้ติดตาม

นอกจากนี้ ร้อยละ 84.4 ระบุเห็นด้วยที่รัฐบาลเปิดเวทีกลางเสวนารับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมครั้งที่ 21 โดยระบุเหตุผลว่า ประชาชนจะได้รับฟังข้อคิดเห็นและปัญหาของแต่ละฝ่าย/รัฐบาลจะได้ความคิดเห็นที่หลากหลายประกอบการตัดสินใจ/ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ /จะได้เลือกข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด/เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย/เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคม/เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชนทุกคนจึงมีสิทธิรับรู้ข้อมูล

ขณะที่ร้อยละ 15.6 ระบุไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากดูละครน้ำเน่า/ไม่จริงใจในการแลกเปลี่ยน/เสียเวลา/สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น/ไม่มีใครจริงใจในการแก้ปัญหามีแต่การเถียงกัน ไม่มีประโยชน์ /เปิดเวทีไปก็เท่านั้น เพราะไม่ได้เอาข้อมูลมาใช้จริง

สำหรับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของการถ่ายทอดสดการเสวนาเวทีกลาง เกี่ยวกับพลังงานเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลโดยพร้อมกัน นั้นพบว่า ร้อยละ 89.9 ระบุคิดว่าเหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของส่วนรวมที่ประชาชนควรได้รับรู้รับทราบ/ประชาชนจะได้รับรู้รับทราบข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น/เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว/เป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอีกทางหนึ่ง/เป็นการยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินงาน/ลดความขัดแย้ง /เป็นช่องทางในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทุกฝ่าย

ขณะที่ร้อยละ 10.1 ระบุคิดว่าไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มประชาชนที่เห็นต่าง/อาจมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ควรนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ/เป็นเรื่องยากที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ/เป็นการเสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่คุ้มค่า/ควรดำเนินการเป็นการภายในเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า/ความมั่นคงทางด้านพลังงานไม่ได้เกิดจากการเสวนาบนเวที ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 82.5 เห็นว่าการเปิดให้มีการถ่ายทอดสดนั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจ ในขณะที่ ร้อยละ 17.5 ระบุคิดว่ารัฐบาลยังไม่มีความจริงใจ

ส่วนกรณีความสำคัญของการสำรวจปิโตรเลียม เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 85.9 ระบุคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่า เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลัง/จะได้วางแผนการใช้พลังงานได้อย่างถูกต้อง/มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ/เกรงว่าในอนาคตอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน/พลังงานเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน และการพัฒนาประเทศชาติ/ปัจจุบันพลังงานลดน้อยลงทุกที ต้องเตรียมความพร้อม/จะได้มีแหล่งพลังงานสำรอง

ในขณะที่ร้อยละ 14.1 ระบุ คิดว่าไม่สำคัญ เพราะถึงอย่างไรประชาชนก็ยังต้องซื้อพลังงานในราคาที่แพงอยู่ดี มีเพียงคนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์/ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์/สำรวจไปก็เหมือนเดิม สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเวลา

เมื่อสอบถามถึงความมั่นใจในข้อมูลเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมเปรียบเทียบระหว่างหน่วยงานต่างๆ นั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 33.0 ระบุมั่นใจในข้อมูลของหน่วยงาน/กระทรวง กรม ของภาครัฐมากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 9.2 ระบุมั่นใจในข้อมูลของหน่วยงาน/ฝ่ายที่เห็นแย้งมากกว่า ร้อยละ 29.7 ระบุมั่นใจในข้อมูลของทั้งสองฝ่ายพอๆกัน และร้อยละ 28.1 ระบุไม่มั่นใจในข้อมูลของทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดการขาดแคลนพลังงานในอนาคตนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 90.4 ระบุคิดว่าจำเป็น เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยตรง/ถ้าพลังงานไม่พอใช้ จะไม่สามารถพัฒนาประเทศได้/ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นทุกปี/หวังว่าจะมีสักวันที่คนไทยได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง/กันไว้ดีกว่าแก้/จะได้ไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติมาก/ถ้ามีการวางแผนดี จะช่วยลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้/ช่วยรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุคิดว่าไม่จำเป็น เพราะ คิดว่ามีพอใช้อยู่แล้ว/เป็นผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ไม่ใช่ของประชาชนทั้งประเทศ/ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่นดีกว่า

สำหรับความคิดเห็นต่อข้อมูลเกี่ยวกับการสัมปทานปิโตรเลียมว่าเป็นข้อมูลทางด้านเทคนิคเฉพาะ หรือเป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ นั้นผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 50.7 ระบุคิดว่าเป็นข้อมูลทางด้านเทคนิคเฉพาะ ในขณะที่ร้อยละ 49.3 ระบุคิดว่าป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ และเมื่อให้ตัวอย่างจัดอันดับความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับการสัมปทานปิโตรเลียมนั้น พบว่า อันดับ 1 คือ โอกาสที่ประเทศจะพบแหล่งก๊าซมากขึ้น (คิดเป็นร้อยละ 35.8 ค่าร้อยละที่ถ่วงน้ำหนักแล้ว) อันดับที่ 2 คือ การกำหนดเงื่อนไข ผลประโยชน์ให้รัฐได้เงินมากขึ้น (คิดเป็นร้อยละ 32.2 ค่าร้อยละที่ถ่วงน้ำหนักแล้ว) และอันดับที่ 3 คือ กระบวนการคัดเลือกผู้รับสัมปทานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ (คิดเป็นร้อยละ 32.0 ค่าร้อยละที่ถ่วงน้ำหนักแล้ว)

ส่วนการตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการสัมปทานปิโตรเลียมพบว่า ร้อยละ 87.1 ระบุเห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 12.9 ระบุไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานที่เห็นว่าจะสามารถให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนต่อประชาชนเกี่ยวกับการสำรวจปิโตรเลียม คือ กระทรวงพลังงาน (ร้อยละ 70.9) รองลงมาคือนักวิชาการ (ร้อยละ 53.4) สื่อมวลชน (ร้อยละ 42.2) บริษัทเอกชนด้านพลังงาน (ร้อยละ 32.2) NGO (ร้อยละ 15.4 ) และหน่วยงานอื่นๆ อาทิ เครือข่ายประชาสังคมต่างๆ /องค์กรระหว่างประเทศ /ผู้ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญโดยตรง (ร้อยละ 3.6) ตามลำดับ.

มาสเตอร์โพลล์ เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วย รบ.เปิดเวทีเสวนาสัมปทานปิโตรเลียม เพื่อลดขัดแย้ง มองความมั่นคงทางพลังงานสำคัญต่อเศรษฐกิจ ต้องเตรียมพร้อม สำรวจแหล่งสำรองไว้ หนุนตั้งกรรมการร่วม 2 ฝ่ายเพื่อข้อสรุป... 26 ก.พ. 2558 15:36 26 ก.พ. 2558 16:23 ไทยรัฐ