วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทีเด็ดกมธ.รธน. ส.ว.ชุดใหม่ ลากตั้ง-ทั้ง200

เลือกกันเองประชาชนไม่เกี่ยว แถมยังมีอำนาจล้นฟ้าวาระ 6 ปี ทูตไทยในสหรัฐฯพบ‘โอบามา’

กมธ.ยกร่างฯเอาแน่ ส.ว.ลากตั้งทั้งดุ้น วางเกณฑ์เลือกตั้งทางอ้อม 200 คน คัดจาก 5 กลุ่มอาชีพ อดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานศาลฎีกาเลือกกันเอง 10 คน มีอำนาจสะท้านฟ้า เช็กชื่อ ครม.ก่อนทูลเกล้าฯ รวมทั้งปลัดอธิบดี กำหนดให้ ส.ว.อยู่ 6 ปี วาระเดียวห้ามเบิ้ล พร้อมกำหนดเงื่อนไขลงสมัคร ส.ส. ต้องแสดงรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี ห้ามมีมลทินเรื่องทุจริตผิดผีเลือกตั้ง คนโดนใบแดงหมดสิทธิ์ บ้านเลขที่ 111-109 ได้เฮส่อเค้าคืนสนาม “มาร์ค” หัวใส เล็งหิ้ว 3 ป.บูรพาพยัคฆ์ เป็นพยานคดีสลายชุมนุม ข้องใจถามกลับถ้าไม่ระงับก่อการร้ายละเว้นปฏิบัติ หน้าที่หรือไม่ สนช.เปิดคดีถอดถอน 38 อดีต ส.ว. ป.ป.ช.-อดีต ส.ว.โต้ดุเดือด กำหนดวันซักถาม 5 มี.ค.

การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าไปอีกระดับ หนึ่ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทยอยเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนอยู่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในการพิจารณาหมวดรัฐสภา ระบุให้ ส.ว.ชุดใหม่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมทั้งหมด 200 คน อยู่ 6 ปี วาระเดียว มีอำนาจตรวจสอบประวัติ ครม.ก่อนทูลเกล้าฯ รวมไปถึงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี

กมธ.ยกร่างฯวางเกณฑ์ต้องห้ามเป็น ส.ส.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นอกสถานที่เป็นวันที่ 3 พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร ในส่วนที่ว่าด้วย ส.ส. ซึ่งเหลือการพิจารณาอยู่อีก 9 มาตรา และพิจารณาในส่วนของ ส.ว. โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน

กระทั่งเวลา 11.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า ได้พิจารณาส่วนที่ 2 ส.ส.เสร็จสิ้นแล้ว มาตรา 112 มีการกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเพิ่มเติมคือ ต้องแสดงสำเนาแบบรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี ให้ กกต. เว้นแต่เป็นผู้ไม่มีรายได้ มาตรา 113 ว่าด้วยบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนใหญ่คงเดิมตามกฎหมายที่ผ่านมา มีเพิ่มเติมในข้อ 8 คือ เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ส่วนข้อ 15 กำหนด ว่า เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ถูกตัดสิทธิทาง การเมืองตามมาตรา 256 หรือ 257 มาตรา 115 ผู้สมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ จะได้รับเลือกเป็น ส.ส. ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเสียงโหวตโน

นายกฯแพ้ซักฟอกต้องยุบสภาทันที

นายคำนูณกล่าวว่า มาตรา 119-120 กำหนดให้ กกต.เป็นผู้มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน นับแต่ยุบสภา และ กกต.ก็มีอำนาจในการกำหนดเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ หากมีเหตุใดๆ ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยใดไม่สามารถทำได้ในวันเดียวกัน ขณะที่มาตรา 118 มีการวางแนวทางใหม่ในข้อ 6 ว่าด้วยการสิ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ที่กำหนดว่า หากนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีถูกลงมติไม่ไว้วางใจแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะถูกยุบตามไปด้วย ทั้งนี้เพื่อปกป้องฝ่ายบริหารที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสม โดยหวังจะให้ ส.ส.ตรวจสอบนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหารด้วยการถอดถอนในแนวทางอื่นแทน

แย้มบ้านเลขที่ 111–109 ลงสนามได้

นายคำนูณให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรา 113 ถือเป็นการตัดสิทธิและจำกัดสิทธิ การตีความต้องทำตามลายลักษณ์อักษรและตีความอย่างแคบ หมายความว่า ต้องดูว่าเคยต้องคำพิพากษาหรือไม่ กรณีนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ตนเข้าใจว่าไม่ได้ถูกพิพากษาว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตยุติธรรม เพียงแต่ต้องรับผลจากการถูกตัดสิทธิ 5 ปี ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้เป็น ตัวการกระทำการจึงไม่น่าเข้าข่ายตามมาตรานี้ คนที่ไม่สามารถเล่นการเมืองได้คือคนที่ถูกใบแดงจนเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรค

ให้อำนาจ กกต.เลื่อน ลต.กันเหตุวุ่น

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างฯ ให้สัมภาษณ์ว่า การให้อำนาจ กกต.ในการกำหนดวันเลือกตั้งและเลื่อนวันเลือกตั้ง เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ที่มีประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ทำให้บางหน่วยไม่สามารถ จัดการเลือกตั้งได้ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการให้ กกต. มีอำนาจเด็ดขาด สามารถเลื่อนการกำหนดวันเลือกตั้งได้ หากหน่วยไหนมีเหตุไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ ก็เป็นหน้าที่ กกต.ที่จะประกาศงดการเลือกตั้งเฉพาะเขต รวมถึงประกาศให้งดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นรายภาคด้วย หากพื้นที่ไหนมีปัญหา ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถนับคะแนนได้ จนกว่าเขตที่มีปัญหาจะสามารถลงคะแนนและนับคะแนนได้ จึงจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

ส.ว.สรรหา 200 คนจาก 5 กลุ่ม อยู่ 6 ปี

ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า การพิจารณาส่วนที่ 3 วุฒิสภา มาตรา 123 กำหนดให้ ส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน เป็นได้ 6 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 วาระไม่ได้ ทั้งนี้ การได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น จะมาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม จากบุคคลดังนี้ 1.ผู้เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา เลือกกันเอง ให้ได้ไม่เกิน 10 คน 2.ผู้เคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ข้าราชการฝ่ายทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พนักงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่ง หัวหน้าองค์กรดังกล่าว 3 ประเภท เลือกกันเองประเภทละไม่เกิน 10 คน รวมเป็น 30 คน แต่ต้องไม่เป็น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น 3.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ซึ่งเลือกกันเองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.จำนวนไม่เกิน 10 คน 4.ผู้ซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 50 คน 5.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา การเศรษฐกิจ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคม ชาติพันธุ์ ศาสนา ศิลปะ วัฒน ธรรม คุ้มครองผู้บริโภค เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และอื่นๆ ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.จำนวนไม่เกิน 100 คน

มีอำนาจสอบประวัติ ครม.–ปลัด–อธิบดี

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า กำหนดว่าผู้ที่เคยเป็น ส.ว.พ้นตำแหน่งมาไม่เกิน 2 ปี จะเป็นรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่ได้ ส่วนในมาตรา 132 กำหนดว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล วุฒิสภาจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อก่อน แล้วรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อแจ้งให้นายกฯทราบ พร้อมทั้งแถลงผลการตรวจสอบรายชื่อรัฐมนตรีให้สาธารณชนทราบ แต่ไม่สามารถมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ สุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ นอกจากนี้ ยังใช้หลักการเดียวกันกับการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าหน่วยราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของรัฐวิสาหกิจด้วย

หั่นด้านสื่อออกหวั่นฝักใฝ่ฝ่ายการเมือง

ขณะที่นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ คนที่ 2 กล่าวว่า ในตอนแรกมีการบัญญัติคำว่าด้านสื่อมวลชนไว้ในกลุ่มที่ 4 แต่ตนได้เสนอให้ตัดออก เพราะต้องการให้อาชีพสื่อมวลชนปลอดจากการเมือง ตามหลักการสื่อฯต้องวางตนเป็นกลาง ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเข้าไปเป็น ส.ว.เกรงว่าจะไม่มีอิสระในการแสดงความ คิดเห็น ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแล้ว ทั้งสองคนเห็นด้วย

นายกฯนำตักบาตรถวายสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ริมคลองผดุงกรุงเกษม (ฝั่งทำเนียบรัฐบาล) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 61 รูปทางเรือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ 60 พรรษา 2 เม.ย.2558 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้นำเหล่าทัพ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ผู้บริหาร กทม. ข้าราชการทำเนียบฯ และประชาชน ร่วมงานพิธีนิมนต์สมเด็จพระราชาคณะ ประกอบพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์จำนวน 9 รูป จัดพิธีบนบก สำหรับการทำบุญตักบาตรทางเรือ ได้นิมนต์พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธัมมจิตโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร นำขบวนเรือพระสงฆ์ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรจำนวน 61 รูป จากวัดดาวดึงษาราม และวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมเรือไว้ 31 ลำ มีทหารเรือทำหน้าที่พายเรือพระสงฆ์ เริ่มตั้งแต่บริเวณท่าเรือสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปถึงวัดโสมนัสราชวรวิหาร พร้อมกันนี้นายกฯได้มอบโล่ให้นักเรียนที่ชนะการประกวดวาดภาพระบายสีในโครงการ “ตลาดน้ำวิถีไทย คลองผดุงกรุงเกษม” โดยนายกฯและผู้ร่วมในพิธีสวมเสื้อผ้าไทยทรงพระราชทานโทนสีม่วง

ผุดเรือจ้างขายข้าว–ผักริมคลองผดุงฯ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกฯได้พูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ว่าอยากให้ กทม.จัดเรือรับจ้างและเรือพายในคลองผดุงกรุงเกษมบริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ก่อนขึ้นรถกลับเข้าไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.เปิดเผยว่า เห็นตรงกับนายกฯ แต่ฤดูฝนอาจจะเดินเรือลำบาก เพราะระบบคลองใน กทม.เป็นระบบป้องกันน้ำท่วม จะต้องพร่องน้ำค่อนข้างเยอะ ไม่แน่ใจว่าจะเดินเรือได้หรือไม่ หรือจะเดินเรือได้ในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น และต้องหาเอกชนมาเดินเรือ นำร่องทดลอง 3 เดือนก่อน ส่วน ผลตอบรับตลาดน้ำเป็นที่น่าพอใจ จะสิ้นสุดวันที่ 1 มี.ค. จากนั้นจะจัดให้มีการขายข้าวและผัก ริมคลองผดุงกรุงเกษมแทน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.

ตั้งเสาธงชาติทำเนียบฯปัดเสริมฮวงจุ้ย

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯมีดำริให้ตั้งเสาธงชาติบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพราะเห็นว่าสถานที่ราชการควรมีเพื่อความสง่างาม โดย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมยุทธโยธาทหารบกก่อสร้าง กรมศิลปากรออกแบบ งบประมาณล้านกว่าบาท จะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ยืนยันไม่ได้เป็นการปรับฮวงจุ้ยเพื่อแก้เคล็ดเสริมดวงรัฐบาล เพียงแต่หลักทหารเสาธงควรต้องปักจากพื้นดินตั้งขึ้นไป เพราะขณะนี้มีเพียงธงชาติบนยอดตึกไทยคู่ฟ้าเท่านั้น

ด้านนายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสดวงเมือง กล่าวว่า การตั้งเสาธงชาติไม่เกี่ยวกับการแก้ฮวงจุ้ย แต่ธงชาติไทยถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ดังนั้น การติดตั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของรัฐบาลจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และการตั้งที่สนามหญ้าหน้าตึกสันติไมตรีถือว่าเหมาะสมแล้ว

สั่ง กห.–เหล่าทัพจัดงานเฉลิมพระเกียรติ

ที่กระทรวงกลาโหม พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็น ประธานว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรม วงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในลักษณะการตั้งปฏิญาณการทำความดีตั้งแต่ปี 2558-2560 โดยพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมสอดคล้องกับโครงการของรัฐบาล พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ กระทรวงกลาโหมกับภาคเอกชนจะจัดงานเฉลิมพระเกียรติตลอดทั้งปี 60 โครงการ อาทิ การจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ การอุปสมบทหมู่ การพัฒนาแหล่งน้ำ

“ปนัดดา” ยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์พ้นผิดไมค์แพง

เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องไต่สวนจัดซื้อจัดจ้างไมโครโฟนห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำเนียบรัฐบาลแพงเกินจริงว่า การยกคำร้องไต่สวนตนนั้น เคยบอกตั้งแต่ต้นว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่มีกฎระเบียบข้อใดที่จะให้ตนเข้าไปเกี่ยวข้องได้ ช่วงนั้นบางคนเขียนต่อว่าโดยปราศจากข้อเท็จจริง คงไม่กลัวบาปกลัวกรรม ก็ได้แต่อดทนเรื่อยมา คิดอย่างเดียวว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เคยคิดเอารัดเอาเปรียบใครและไม่โกรธใครทั้งสิ้น อยู่ได้ด้วยการให้อภัย

ด้าน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวว่า การสอบสวนทางราชการถือว่าจบแล้ว การจัดซื้อ งบประมาณ ยกเลิกไปแล้ว และไม่มีการติดตั้ง จากนี้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป

“บิ๊กป๊อก” ชี้ยังไม่มีทุจริต–ยังไม่ซื้อขาย

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า หลังจาก ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เบื้องต้นก็จะต้องให้นายมณฑลเข้าไปชี้แจงกับคณะอนุกรรมการฯ จากนั้นหากผลออกมาว่าผิด คาดว่าจะมีผลต่อการดำเนินการทางกฎหมายและการดำเนินงานในตำแหน่งหน้าที่อธิบดีกรมโยธาฯ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังไม่มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น จึงเรียกว่าเป็นการทุจริตยาก อย่างไรก็ตาม ในระบบราชการหากมีการตรวจสอบถือว่าดีกับสังคม แต่อย่าไปบอกว่าการตรวจสอบถือว่ามีการทุจริต ต้องรอผลการพิจารณาจาก ป.ป.ช.ก่อน หากมีการทุจริตจริงก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย

“มาร์ค” เล็ง “บิ๊กป้อม–ป๊อก–ตู่” เป็นพยาน

เมื่อเวลา 12.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมติ ป.ป.ช. ที่แจ้งข้อกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์มีพฤติการณ์ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.2553 เข้าข่ายการถูกถอดถอนว่า ยอมรับมติดังกล่าว และพร้อมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยืนยันว่ามีการปรับหลักการทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย แต่กรณีที่มีผู้ใช้อาวุธไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ทำงานร่วมกันรู้ดี เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ในขณะนั้น เพราะประชุมร่วมกันอยู่ตลอด หาก ป.ป.ช.ได้ข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา แต่ไม่แน่ใจว่าบุคคลทั้งหมดพร้อมที่จะเป็นพยานให้หรือไม่

ย้อนถามไม่ทำละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พร้อมให้ความร่วมมือไปชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่าในสถานการณ์ที่มีการก่อการร้าย มีการใช้อาวุธ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะเป็นการทำผิดกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ในการดูแลสถานการณ์ได้พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียด้วยการปรับแนวทางเท่าที่ทำได้ทั้งระดับนโยบาย การกำหนดยุทธศาสตร์ รวมถึงการปฏิบัติตลอดเวลา ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.หยิบยกการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ และการบาดเจ็บสาหัสของนายสมร ไหมทอง มาเป็นตัวอย่างผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตนั้น กรณีดังกล่าวไม่ใช่การสลายการชุมนุมหรือขอคืนพื้นที่ แต่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้เกิดความสูญเสีย เพราะมีการเตือนตามขั้นตอน

“สถานการณ์ขณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก ต้องประเมินเหตุการณ์ตามความเป็นจริงว่าต้องควบคุมสถานการณ์ภายใต้กองกำลังติดอาวุธและการก่อการร้าย ที่สุดจะเป็นดุลพินิจของ ป.ป.ช.ว่า หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจะมีความเห็นอย่างไร ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ และเคารพการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ระบุ

สนช.แถลงเปิดคดีสอยอดีต 38 ส.ว.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีต ส.ว.38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแถลงเปิดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหา จากนั้น นายพรเพชรได้เชิญตัวแทนฝ่ายผู้กล่าวหาคือ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. และตัวแทนฝ่ายผู้ถูกกล่าวจำนวน 29 คน เข้าสู่ห้องประชุม โดยนายวิชัยแถลงเปิดคดีว่า สำนวนถอดถอนอดีต ส.ว.ที่ส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณามีการกล่าวหาอดีต ส.ว. 50 คน มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ แต่เมื่อไต่สวนแล้วพบว่า มีอยู่ 38 คน ที่มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมาย

ป.ป.ช.แจง 4 กลุ่มฐานความผิด

นายวิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้มีการแบ่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 38 คน เป็น 4 กลุ่มความผิด 1.ข้อกล่าวหา นางภารดี จงสุทธนามณี และ พล.ท.พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 3 แต่ไม่ได้พิจารณาลงมติในวาระ 1 ขั้นรับหลักการ และวาระ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 6 2.ข้อกล่าวหานายประสิทธิ์ โพธสุธน นายสมชาติ พรรณพัฒน์ พล.ต.ต.องอาจ สุวรรณสิงห์ นายดิเรก ถึงฝั่ง นายประวัติ ทองสมบูรณ์ นายกฤช อาทิตย์แก้ว พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายภิญโญ สายนุ้ย นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ นายสุเมธ ศรีพงษ์ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล นายพีระ มานะทัศน์ นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล นายรักพงษ์ ณ อุบล นายบวรศักดิ์ คณาเสน นายจตุรงค์ ธีระกนก นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ และนายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร รวม 22 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1, 2 และ 3

3.ข้อกล่าวหา นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ นายโสภณ ศรีมาเหล็ก นายต่วน อับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ นายวรวิทย์ บารู นายสุโข วุฑฒิโชติ นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง นายสุริยา ปันจอร์ นายถนอม ส่งเสริม นายบุญส่ง โควาวิสารัช และนายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ รวม 13 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1 และ 3 4.ข้อกล่าวหา นายวิทยา อินาลา กรณีร่วมลงลายมือชื่อเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 1 และ 2

รู้เห็นลงมติผ่านร่าง รธน.ปลอม

นายวิชัยกล่าวว่า จากการไต่สวนพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทั้ง 38 คน ได้เข้าชื่อเสนอแก้ไข กับ ร่างรัฐธรรมนูญที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อลงมติวาระ 1, 2 และ 3 มีเนื้อหาไม่ตรงกัน โดยรัฐธรรมนูญที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมมีการแก้ไขหลักการสำคัญให้ ส.ว.ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพ สามารถลงสมัครเป็น ส.ว.ได้อีก ไม่ต้องรอให้พ้นตำแหน่ง 2 ปี และไม่ปรากฏว่ามี ส.ว.ร่วมลงชื่อรับรองร่างดังกล่าว ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ชอบตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ถือว่ามีผลผูกพันทุกองค์กร จึงวินิจฉัยได้ว่าทั้ง 38 คน มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การอ้างว่าไม่ทราบว่าร่างที่ลงมติเป็นคนละฉบับกับร่างที่เข้าชื่อเสนอจึงรับฟังไม่ขึ้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนและยื่นถอดถอนกรณีดังกล่าว แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ประกาศ คสช.ฉบับที่ 24/2557 ให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 มาตรา 6 ให้ สนช.ทำหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งข้อบังคับการประชุม สนช.ปี 2557 ให้ สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

อดีต 38 ส.ว.จับผิดมติ ป.ป.ช.ไม่ชอบ

ต่อมาเวลา 11.20 น. อดีต ส.ว. 38 ราย ได้ส่งตัวแทน 6 ราย มาแถลงโต้แย้งสำนวน ป.ป.ช. โดยนายกฤช อาทิตย์แก้ว อดีต ส.ว.กำแพงเพชร หนึ่งในตัวแทน 38 อดีต ส.ว. แถลงโต้แย้งสำนวนคดี ป.ป.ช. ว่า ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ทั้งหมด จากการตรวจสอบคำร้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ถอดถอนพวกตนนั้น ไม่เป็นไปตามมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ.2557 ข้อที่ 164 เพราะคำร้องมีแค่ลายเซ็นและหมายเลขสมาชิกเท่านั้น ทั้งที่ตามข้อบังคับดังกล่าวระบุจะต้องมีที่อยู่ผู้ลงชื่อด้วย ขณะเดียวกันนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเอกชนภายใน 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าในรายงานการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ของ ป.ป.ช.ที่ส่งให้ สนช. มีการลงนามชื่อ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ในนามกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 พ.ค.57 ทั้งที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ น.ส.สุภาได้รับโปรดเกล้าฯเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 57 ทำให้การถอดถอนครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โวย ป.ป.ช.มีอคติไม่ชอบ ส.ว.เลือกตั้ง

นายกฤชกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. เป็นการทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคำสั่งว่าให้แก้ไขเป็นรายมาตราได้ ก่อนหน้านี้พวกตนยังเคยช่วยพรรคประชาธิปัตย์แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรามาแล้ว อีกทั้งมาตรา 130 ให้เอกสิทธิ์คุ้มครองแก่สมาชิกรัฐสภาว่า การอภิปรายในสภาใดๆ ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุในการฟ้องร้องได้ กรรมการ ป.ป.ช.บางคนมีอคติ ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ชอบให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ขณะนี้ ป.ป.ช.มีอำนาจล้นฟ้า แต่การมีอำนาจมากทำให้ความเป็นธรรมน้อยลง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากพวกตนเด็ดขาด เพราะขณะนี้บ้านเมืองวุ่นวายมากพอแล้ว ไม่อยากให้วุ่นวายขึ้นอีก พวกตนก็มีความรักชาติเช่นกัน

งัดหลักฐานแจงไม่มีร่าง รธน.ปลอม

นายวิทยา อินาลา อดีต ส.ว.นครพนม กล่าวว่า ยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงร่างเดียว ไม่มีร่างปลอม การขอแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอไปสามารถทำได้ หากยังไม่บรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประธานรัฐสภาบรรจุเข้าวาระการประชุม เมื่อวันที่ 27 มี.ค.56 ช่วงบ่าย แต่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ขอแก้ไขเนื้อหาในช่วงเช้า ซึ่งทำได้ตามแนวทางปฏิบัติของกระบวนการพิจารณาทางนิติบัญญัติ ข้อ 3 ซึ่งอาจจะแก้ไขเฉพาะส่วนที่ผิด หรือนำร่างใหม่มาเปลี่ยนร่างเดิมได้ แต่ต้องใช้เลขรับหนังสือเดิม ดังนั้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ที่มีการเพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 6 เข้าไป จึงชอบด้วยมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ ร่างที่เข้าชื่อเสนอกับร่างที่ลงมติจึงเป็นร่างฉบับเดียวกัน

“พวกผมร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง หรือบุคคลใด เพราะการลงมติไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราจำใส่สมองตลอดว่า ส.ว.มีหน้าที่อย่างไร ผ่านการปฏิญาณตนมาแล้ว การมาบอกว่าเราล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อยากถามว่าเอาสมองส่วนไหนมาคิด” นายวิทยากล่าว

ข้องใจ 2 มาตรฐานกลับมติเอาผิด

พล.ท.พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน อดีต ส.ว.พะเยา กล่าวว่า การลงมติของ ป.ป.ช.ในกลุ่มความผิดการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติเฉพาะวาระ 3 มีเฉพาะตนและนางภารดี จงสุทธนามณี อดีต ส.ว.เชียงราย ที่ ป.ป.ช.ระบุว่ามีความผิด ทั้งที่การลงมติครั้งแรกของ ป.ป.ช.มีมติเท่ากัน 4 ต่อ 4 ทำให้ประธาน ป.ป.ช.ต้องใช้อำนาจชี้ขาด ซึ่งประธาน ป.ป.ช.ลงมติให้หลุดคดี ดังนั้น ตนและนางภารดีจึงไม่มีชื่ออยู่ใน 38 คน แต่สุดท้าย ป.ป.ช.นำมติดังกล่าวไปทบทวนใหม่ โดยอ้างว่าการถอดถอนต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีอยู่ จึงไม่เข้าใจว่าคะแนน 4 ต่อ 4 มากกว่ากึ่งหนึ่งอย่างไร

นางภารดี จงสุทธนามณี อดีต ส.ว.เชียงราย กล่าวว่า ในครั้งแรก ป.ป.ช.ลงมติว่าตนและ พล.ท.พงศ์เอกไม่มีความผิดแล้ว พอผ่านไป 10 วัน ก็หยิบยกมาทบทวนใหม่ และกลับมติว่ามีความผิด ทำให้การทำงานของ ป.ป.ช.ขาดความน่าเชื่อถือ การจะหยิบมติมาทบทวนใหม่ต้องมีหลักฐานเพิ่ม และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ แต่ ป.ป.ช.กลับไม่แจ้งให้ตนและ พล.ท.พงศ์เอกทราบ เป็นการทำงานสองมาตรฐานหรือไม่

สวด ป.ป.ช.มโนนักการเมืองจุดไฟขัดแย้ง

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เป็นจินตนาการที่คิดว่านักการเมืองจะไปสร้างอิทธิพล กินบ้านกินเมือง แล้วผลักไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง มีแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.เหมือนคนสีใดสีหนึ่ง

จากนั้นนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี แถลงปิดท้ายว่า การแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ไม่ได้หมายความว่า ส.ว.แต่ละคนจะกลับมาลงสมัครเป็นอีกครั้ง เพราะแต่ละคนยังไม่ได้ตัดสินใจ ถ้าจะกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถือว่าองค์ประกอบยังไม่ครบถ้วน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่รู้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองตรงไหน

กำหนดวันซักถามคู่กรณี 5 มี.ค.

หลังจากที่ตัวแทน 38 อดีต ส.ว.โต้แย้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.เสร็จแล้ว นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม แจ้งต่อที่ประชุมถึงการยื่นแสดงความประสงค์การแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจา ให้ยื่นต่อสนช.ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.ถึง 3 มี.ค. แต่หากต้องการแถลงเป็นหนังสือ สามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.-9 มี.ค. ส่วนการยื่นญัตติซักถามให้สามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.ถึงวันที่ 27 ก.พ. และกำหนดให้ตั้งกรรมาธิการซักถามจำนวน 7 คน คือ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายยุทธนา ทัพเจริญ คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล และนายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน พร้อมทั้งกำหนดวันซักถามวันที่ 5 มี.ค.

นายกฯปลุกจิตสำนึกรักช้าง

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมรณรงค์ การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้าง มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมงาน โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานว่า ปัญหาเรื่องช้างมีการแจ้งเตือนไทยหลายครั้ง เพิ่งได้แก้ไขระเบียบและกฎหมายเมื่อกลางปี 57 รวมถึงการแก้ไขเรื่องแรงงานประมง ขอทาน ทั้งหมดเป็นพันธสัญญา วันนี้แย่เพราะยังมีคนล่าช้าง ต้องช่วยกัน กฎหมายไม่มีประโยชน์ถ้าคนไม่มีจิตสำนึก จากนี้ไปรัฐบาลจะรักษาผืนป่าไม่ให้บุกรุก และไม่หายไปอีกแม้ตารางนิ้วเดียว

บ่นปวดหัวต้องรบทุกเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจที่ผิดกฎหมายหายไป ทำให้เงินหมุนเวียนน้อยลง เงินเฟ้อน้อยลง การว่างงานน้อยลง แต่ทำไมเศรษฐกิจระดับล่างยังไม่ดี เราต้องไปดู เป้าหมายรัฐบาลต้องขับเคลื่อนไปให้ประเทศเข้มแข็ง สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ใช้รัฐศาสตร์และนิติศาสตร์บริหารประเทศ แม้ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่ยอมกลับไปสู่จุดเดิมอีก เมื่อเปิดทีวีช่องรัฐบาลมาก็ปวดหัว จะมีปลดอดีต ส.ว.และอดีต ส.ส. เรื่องไม่ควรเป็นเรื่องก็เป็นเรื่อง ปัญหาเรื่องพระก็มาอีกแล้ว ตกลงต้องรบทุกเรื่องใช่ไหม อยากให้คิดถึงว่าบ้านเราเป็นเมืองพุทธ ให้ยอมรับกติกากันบ้าง และไม่ยอมให้ใครมาฝ่าฝืนกฎหมายอีก

“บิ๊กป้อม” สั่งเหล่าทัพช่วยงาน คสช.

เมื่อเวลา 09.20 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหมว่า ได้เน้นย้ำไปทางกองทัพในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ และได้สั่งการโดยตรงไปยังผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมให้ช่วยขับเคลื่อนงานของรัฐบาล เหล่าทัพต้องร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นในการผลักดันใช้งบประมาณและโครงการต่างๆให้มีความก้าวหน้าแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆที่จะเกิดขึ้น และเน้นย้ำการบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากภัยแล้ง โดยให้เหล่าทัพแจกจ่ายน้ำอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ขาดแคลนซึ่งขอให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรังไว้ก่อน

พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวหลังประชุมสภากลาโหมว่า พล.อ.ประวิตรสั่งการให้เหล่าทัพสำรวจพื้นที่ในความรับผิดชอบแต่ละหน่วยที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสนับสนุนรัฐบาล แก้ไขปัญหาที่ทำกินลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ต้องทำข้อตกลงให้ชัดเจนในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่

ชง ครม.เยียวยาเหยื่อการเมือง 56-57

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ มีหนังสือที่ นร 0405 (ลน)/1953 ถึงประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง เรื่องการช่วยเหลือเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง หลังจากพระสุเทพ ปภากโร (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) มีหนังสือเร่งรัดขอให้รัฐบาลติดตามความคืบหน้าคดีเหตุการณ์บาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้ชุมนุม รวมถึงการชดเชยเยียวยาแก่เหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างปี 2556-2557 โดยกระทรวงยุติธรรมมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ควรนำเสนอ ครม.พิจารณาการจ่ายเงินในกรณีพิเศษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ขณะที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้มีความเห็นประกอบพิจารณาโดยเสนอให้ศูนย์ปรองดองเพื่อการปฏิรูป (ศปป.) สานต่อและดำเนินการเรื่องนี้

นายกฯเห็นพ้องให้แนวทาง 4 ข้อ

โดยทาง สลน.ได้ทำความเห็นนี้ เรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว และเห็นว่าการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อการชุมนุมทางการเมืองมีความจำเป็นต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง ป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นายกฯจึงมีบัญชาให้ 1.กำหนดมาตรการเยียวยาส่วนที่เป็นตัวเงิน มอบหมาย สปน.ดำเนินการ สอบถามความเห็นจากสำนักงานกฤษฎีกาถึงแนวทางดำเนินการชดเชยตามหลักมนุษยธรรม รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาหลักเกณฑ์การเยียวยาด้านการเงิน 2.มาตรการเยียวยาที่ไม่ใช่ตัวเงิน มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับ ศปป.สำรวจปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการเยียวยา อาทิ ช่วยเหลือครอบครัวจำเลยที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว 3.มอบหมายกระทรวงยุติธรรมติดตามและเร่งรัดความคืบหน้าด้านคดี 4.ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการให้นายกฯทราบอย่างต่อเนื่อง

“สมศักดิ์เจียม” รู้ตัวเสี่ยงถูกไล่ออก

สำหรับกรณีที่นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนามคำสั่งไล่ออกนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 57 นั้น วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในเมื่อทำงานมากว่า 20 ปี อย่างน้อยถ้าต้องลงโทษก็เป็น “ความผิด” ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ควรกระทบถึงบำเหน็จที่เป็นการตอบแทนการทำงานสะสมที่ผ่านมา พอออกมาว่าเป็นการ “ไล่ออก” ได้แต่ยักไหล่หัวเราะกับตัวเอง ตอนที่ตัดสินใจกลับมาเขียนเฟซบุ๊กใหม่ เมื่อ 22 พ.ย.2557 รู้ดีว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไล่ออกและไม่ได้บำเหน็จ

อธิการ มธ.แจงไม่เกี่ยวการเมือง

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า หนังสือไล่ออกนายสมศักดิ์ เป็นไปตามระเบียบของราชการ ที่หากละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันในคราวเดียวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ให้มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก อย่างไรก็ดีนายสมศักดิ์สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยได้ ภายใน 30 วันตามกฎหมาย ยืนยันว่าการไล่นายสมศักดิ์ออกจากราชการไม่เกี่ยวข้องกับที่นายสมศักดิ์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง และไม่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบัน

คสช.ปัดเดินเกมกดดัน “สมศักดิ์”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ออกมาระบุเหตุผลการถูกไล่ออกจากราชการเป็นเพราะทหารกดดันอย่างหนักหลังการรัฐประหารว่า เรื่องนี้เป็นไปตามกฎระเบียบมหาวิทยาลัยไม่ได้เกี่ยวข้องกับ คสช.หรือทหารแต่อย่างใด ขณะนี้ทหารเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยกลับถูกโจมตี การดำเนินการของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามกฎระเบียบ และกฎหมาย สำหรับร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะที่เข้าสู่การพิจารณา สนช.ยืนยันว่าจะไม่มีลิดรอนสิทธิประชาชนและไม่ได้เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกในฐานะโฆษก คสช.กล่าวว่า นายสมศักดิ์ให้ข้อมูลไม่ครบและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง ก่อนที่ คสช.จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ นายสมศักดิ์ถูกแจ้งข้อหาความผิดคดีอาญาอยู่ก่อนแล้ว มีโอกาสที่จะแก้ข้อกล่าวหาได้แต่กลับไม่เข้าสู่กระบวนการ จากนั้นถึงมาถูกกล่าวหาเพิ่มเติมในเรื่องการฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เมื่อไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องติดตามตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนการดำเนินการของมหาวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

“วิษณุ” ชี้แก้ ก.ม.ปิโตรเลียมต้องเร็ว

เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายก่อนพิจารณาเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เห็นว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ไม่ถึงขนาดไปยกร่างทั้งฉบับ แต่แก้ไขบางเรื่องเท่านั้น จึงมอบกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าของเรื่อง โดยฟังจากคณะทำงานระหว่างภาคประชาชนกับกระทรวงพลังงาน ที่ต้องไปหาข้อสรุปเรื่องเนื้อหามา

จากนั้นนำมายกร่างและเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รัฐบาลจะเร่งประสานกับ สนช.ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ตนไม่กล้าตอบว่าจะใช้ระยะเวลาร่างกฎหมายเท่าไร แต่อยากให้เร็ว

ขอบคุณนายกฯชะลอสัมปทาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกฯที่รับฟังเหตุผลของภาคประชาชน และหาทางออกที่ตอบโจทย์ทุกด้านคือแก้จุดอ่อนของกฎหมาย จากนี้เป็นเรื่องที่รัฐจะทำงานร่วมกับภาคประชาชนเพื่อผลักดันให้การแก้กฎหมายออกมาดีและเร็ว มีกฎหมายหลายประเด็นที่ควรแก้ไข คือ 1.ปิดจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน ด้วยการเพิ่มอำนาจต่อรองภาครัฐ ทำให้การจัดการพลังงาน รัฐได้ประโยชน์สูงสุด 2.ประโยชน์ที่ได้มาต้องจัดสรรให้เป็นธรรมต่อประชาชน 3.ดูแลคุ้มครองสิทธิ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 4.เพิ่มทางเลือกให้รัฐ สามารถใช้ระบบอื่นนอกจากสัมปทานเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าถ้านายกฯแก้ไขกฎหมายได้ในเวลาไม่กี่เดือนจะไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน

ภาค ปชช.ยื่น คปก.ชงแก้ ก.ม.

ที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ถนนแจ้งวัฒนะ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม และนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พร้อมมวลชนจำนวนหนึ่ง ยื่นหนังสือถึงนายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เพื่อพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม อาทิ นำระบบการให้สิทธิอื่นๆมาใช้ หรือแบ่งปันผลผลิต นอกจากสัมปทานเพียงอย่างเดียว จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เป็นของรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ส่วนที่นายกฯเรียกร้องให้ฝ่ายคัดค้านร่วมรับผิดชอบถ้าหากเกิดภาวะพลังงานขาดแคลนนั้น ภาคประชาชนพร้อมรับผิดชอบ ถ้าหากมีการจัดการเรื่องพลังงานอย่างโปร่งใส

เสนอตั้ง กก.พลังงาน 3 ชุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่อาคารทีเอสที ทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี น.ส.รสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แถลงจุดยืนต่อกรณีการชะลอการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ว่า ตามผลข้อสรุปจากการเสวนาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันศึกษานั้น คปพ.ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคประชาชน 3 ชุด ประกอบไปด้วย คกก.จัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมแก่ประชาชน คกก.แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม และ คกก.บริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม มีสัดส่วนทั้งสองฝ่ายในจำนวนที่เท่ากัน ไม่ต้องมีการลงมติใดๆ แต่ใช้วิธีเสนอข้อมูลให้นายกฯพิจารณา กรณีที่นายกฯห่วงใยในวิกฤติพลังงานในอนาคตและขอให้ภาคประชาชนร่วมรับผิดชอบด้วย ขอเสนอให้ตราพระราชกำหนดในการจ้างสำรวจปิโตรเลียมในแปลงปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูงซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงสัมปทานเดิม

“โอบามา” ต้อนรับอบอุ่นทูตไทยคนใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้าพบนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ในโอกาสที่ เข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยการเข้าพบในครั้งนี้นายพิศาลได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดีโอบามา พร้อมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทย หลังจากนั้นประธานาธิบดีโอบามาได้ถ่ายรูปร่วมกับนายพิศาลพร้อมด้วยภริยาและบุตรสาวด้วย

การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าไปอีกระดับ หนึ่ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทยอยเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนอยู่ออกมาอย่างต่อเนื่อง 26 ก.พ. 2558 07:48 26 ก.พ. 2558 11:08 ไทยรัฐ