วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนรอยปล้นบ้าน ’ปลัดสุพจน์’ โดนสาวไส้รวยอู้ฟู่ เจอ ป.ป.ช.อายัดทรัพย์

ย้อนรอยปล้นบ้าน ’ปลัดสุพจน์’ โดนสาวไส้รวยอู้ฟู่ เจอ ป.ป.ช.อายัดทรัพย์

  • Share:

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2554 มีคดีอื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่ง จนหนังสือพิมพ์เกือบทุกสำนักพร้อมใจกันประโคมขึ้นหน้า 1 สำหรับการปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง เนื่องจากคนร้ายสารภาพว่าหอบเงินสดออกจากบ้านนายสุพจน์มโหฬารกว่า 200 ล้านบาท แต่นายสุพจน์ยืนยันว่าเงินสดหายไปเพียง 5.06 ล้านบาทเท่านั้น โดยหลังจากนั้นนายสุพจน์ถูกสาวไส้ว่าร่ำรวยผิดปกติ จนถูก ป.ป.ช.อายัดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดินกว่า 46 ล้าน!!!

ปฐมบทปล้นบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม เริ่มเมื่อค่ำคืนวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ช่วงเวลาที่น่าจะสร้างความสุขให้กับ "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม เพราะเป็นวันแต่งงานของลูกสาว บิ๊กข้าราชการกระทรวงเกรด A ได้เดินทางไปอวยพรลูกสาวเพื่อเข้าพิธีวิวาห์ ที่โรงแรมชื่อดังกลางใจเมืองกรุงเทพฯ ใครจะคิดว่าคืนนี้คือจุดเริ่มต้นของคดีอื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่งในปี 2554

ช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีกลุ่มโจรกลุ่มใหญ่ รวมพลเข้าบุกบ้านเลขที่ 77 ซอยลาดพร้าว 64 แยก 2 ย่านวังทองหลาง กรุงเทพฯ ยามวิกาล โจรกลุ่มนี้ถือโอกาสทองขณะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ลงมือท่ามกลางความเงียบสงัด ที่ผู้คนยังอลหม่านกับมวลน้ำจากภาคเหนือไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหลวง กลุ่มโจรใส่หมวกไหมพรมคลุมหน้า พร้อมใส่หน้ากากอนามัย บุกเข้ามาในบ้านได้ก็จับคนรับใช้ 2 คน มัดมือไพล่หลัง ตรงดิ่งไปที่ห้องนอนเจ้าของบ้านบนชั้น 2 ใช้ชะแลงที่เตรียมมางัดเข้าไปข้างใน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ทั้งแบกทั้งลากทรัพย์สิน ทั้งเงินสด เครื่องเพชร และทองรูปพรรณ

คุมตัวผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำสารภาพที่บ้านนายสุพจน์

หลังเกิดเหตุไม่กี่วัน ตำรวจทำงานได้อย่างรวดเร็ว และจับคนร้ายได้ 2 คน คือ นายสิงห์ทอง หรือ ไก่ ใจชมชื่น อายุ 44 ปี บ้านพักย่านคลองตัน และ นายเสาร์แก้ว หรือ แก้ว นามวงค์ อายุ 59 ปี บ้านพักอยู่ จ.เชียงราย 2 ผู้ต้องหารับสารภาพและได้ซัดทอดเพื่อนร่วมแก๊งอีก 4 คน คือ นายวีระศักดิ์ หรือโก้ เชื่อลี อายุ 36 ปี บ้านอยู่ จ.นครราชสีมา หัวหน้าแก๊ง, นายพงษ์ศักดิ์ นามวงค์ อายุ 35 ปี ลูกชายของนายเสาร์แก้ว, นายสมบูรณ์ ริยะเทน อายุ 40 ปี บ้านพักอยู่ที่ จ.เชียงราย และนายคำนวณ เมฆน้อย อายุ 38 ปี บ้านพัก อยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ผู้ต้องหาปล้นบ้านนายสุพจน์มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมทักทายกับญาติๆ

เบื้องต้น ทั้งสองรับสารภาพว่า ได้วางแผนมานานหลายเดือน โดยให้ นายคำนวณ เช่าอพาร์ตเมนต์รายวันชั้นสูงสุดที่ใกล้เคียงบ้านที่จะลงมือ โดยมีการติดตามความเคลื่อนไหวของคนในบ้าน กระทั่งนายวีระศักดิ์ นำเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ เครื่องช็อตไฟฟ้า ชะแลง วิทยุสื่อสาร หมวกไหมพรม หน้ากาก ถุงมือ และคีมตัดลวด มาให้ จึงถึงเวลาลงมือ โดยที่นายคำนวณรับหน้าที่ดูต้นทาง

แต่คำให้การของคนร้ายกลับได้สร้างความแตกตื่นให้กับคนในสังคม เพราะคนร้ายระบุว่า ได้รื้อค้นทรัพย์สินพบกระเป๋าใส่เงินจำนวนมาก ประมาณ 700-1,000 ล้านบาท!! แต่ขนมาได้แค่ 200 กว่าล้านบาท

คำให้การนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ทางสื่อ นายสุพจน์ ถูกเด้งให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีผลวันที่ 18 พ.ย.2554 จากนั้นก็ได้ปิดปากเงียบ กล่าวแต่เพียงว่าเงินที่คนร้ายได้เป็นเงินสินสอด เงินเตรียมจัดงานแต่งลูกสาวราว 5 ล้านบาท ส่วนเงินที่เกินมาไม่รู้มาจากไหน..?

ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยเข้ม

ต่อมา วันที่ 20 พ.ย.54 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้อีก 3 คน และมอบตัวอีก 1 ได้เงินคืนกว่า 10 ล้านบาท เมื่อรวมกับนายสิงห์ทอง และนายเสาร์แก้ว ที่ถูกจับก่อนหน้านี้ ทำให้ตอนนี้ได้ผู้ต้องหาครบแล้ว 6 คน ตามเงินคืนมาได้ 16,523,000 บาท ซึ่งก็เกินกว่าจำนวนที่นายสุพจน์ บอกมาแล้ว!?!

ทีม ป.ป.ช. เข้าตรวจทรัพย์สินบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม

การปล้นดังกล่าว จะจบลงหากเหยื่อที่ถูกปล้นทรัพย์เป็นแค่ประชาชนธรรมดา แต่คดีนี้ไม่ใช่! เพราะเหยื่อในคดีเป็นข้าราชการระดับสูงของประเทศ จึงมีคำถามตามมาว่า นายสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่...?

หลังพบความผิดปกติ ป.ป.ช. ได้เดินทางเข้าค้นบ้าน ปลัดสุพจน์ พร้อมกับอายัดเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง ทรัพย์สิน อายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ กระทั่งวันที่ 24 ก.ค.55 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเอกฉันท์ ว่านายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม "ร่ำรวยผิดปกติ"  และมีทรัพย์สินถูกยึดทั้งสิ้น 64,738,587 บาท
 
กระทั่งวันที่ 30 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา ศาลแพ่ง อ่านคำสั่งคดียึดทรัพย์ หมายเลขดำที่ ปช.1/2555 ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 55 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กับพวก ซึ่งเป็นเครือญาติ 7 คน ผู้คัดค้าน อาทิ เงินสด เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ รวม 9 บัญชี เงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง โฉนดที่ดินย่านต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บ้านพัก รถยนต์ ห้องชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบทรัพย์สินแล้วชี้มูลความผิดว่า นายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ได้

โดยนายสุพจน์อ้างว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีมาอยู่เดิม และได้มามากกว่า 10 ปี ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย และได้ยื่นบัญชีแสดงต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว โดย ป.ป.ช. ไม่แสดงความเห็นคัดค้านแต่อย่างใด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีเงินสดของกลางจำนวน 18,121,000 บาท และทองคำรูปพรรณ หนัก 10 บาท ในคดีอาญา 2458/2554 ของ สน.วังทองหลาง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า เงินของกลางบางส่วน จำนวน 568,000 บาท เป็นเงินรับไหว้ โดยผู้ร้องขอให้เงินของกลางจำนวนที่เหลือ 17,553,000 บาท พร้อมทองรูปพรรณหนัก 10 บาท มูลค่า 260,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่นั้น จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย. 54 มีคนร้าย 6 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายสุพจน์ ภายในซอยลาดพร้าว 64

และจากการรับฟังการไต่สวนพยานฝ่ายนายสุพจน์ ผู้คัดค้าน กับพวกแล้ว ล้วนแต่เป็นพยานผู้ใกล้ชิด มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเบิกความลอยๆ ปราศจากหลักฐาน ขัดต่อเหตุผลหลายประการ รวมทั้งการโต้แย้งและคัดค้านของนายสุพจน์ ไม่อาจจะนำมารับฟังได้ เช่น การอ้างว่าเข้ารับราชการตั้งแต่ เมื่อ พ.ศ. 2520 จนกระทั่งถึงวันยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2545 มาคิดคำนวณแล้ว จะเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาทเศษ ก็น่าเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะเหตุใดนายสุพจน์ จึงมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วจะมีทรัพย์สินรวมกันจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติว่า ร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีมูลค่าสูงถึงจำนวน 46 ล้านบาทเศษ ที่ศาลนำมาวินิจฉัย


นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม มีสีหน้าที่เคร่งเครียดหลังถูก ป.ป.ช.สั่งยึดทรัพย์

ทั้งนี้ นายสุพจน์จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์แสดงให้กระจ่างแจ้ง ถึงที่มาที่ไปในการได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาตลอด รวมถึงเงินเดือนที่รับราชการ ย่อมไม่อาจเป็นไปได้ที่จะเพียงพอมาหาซื้อทรัพย์สินจำนวนมาก ข้ออ้างของนายสุพจน์ เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ปราศจากหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน ทั้งยังจะสื่อแสดงให้เห็นว่า เงินที่ได้มานี้มีจำนวนมากพอจะไปแสวงหาเป็นทรัพย์อื่นจนพอกพูนเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นข้อสงสัยของวิญญูชนทั่วไปว่า เหตุใดนายสุพจน์ซึ่งมีอาชีพรับราชการ และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวบุตร 2 คน ที่ศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรี และไปศึกษาต่อต่างประเทศ จะไม่มีปัญหาต่อทรัพย์สินให้ลดน้อยลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จึงถือไม่ได้ว่านายสุพจน์ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า ตนไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติตามภาระหน้าที่ดัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 81 วรรคสอง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติและนำสืบแสดงไว้ แต่จากการไต่สวนผู้คัดค้านทั้ง 7 สามารถพิสูจน์ทรัพย์สินได้บางส่วน


พิพากษาว่า ให้ทรัพย์สินรวม 19 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 46,141,038.83 บาท ของนายสุพจน์ กับพวก พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้นายสุพจน์ส่งมอบทรัพย์สิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมดอกผลให้แก่แผ่นดิน โดยผ่านกระทรวงการคลัง หากไม่สามารถดำเนินการให้ทรัพย์สินใดได้แก่แผ่นดิน ให้นายสุพจน์ชดใช้เงิน หรือโอนทรัพย์สินตามจำนวนมูลค่าที่ยังขาดอยู่แก่แผ่นดินจนครบ
 
เหตุปล้นบ้านคนใหญ่คนโตครั้งนี้ มีรายงานว่า สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับงบประมาณในการอนุมัติโครงการสำคัญ ซึ่งคาดว่านายสุพจน์ น่าจะทราบดีว่า "ใคร!?" ที่เป็นคนออกคำสั่งอยู่เบื้องหลัง เพราะคนร้ายที่ลงมือมั่นใจว่า การก่อเหตุครั้งนี้ จะไม่เป็นคดีความ แต่เรื่องบานปลายเพราะแม่บ้านโทรฯแจ้ง 191.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้