วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องตัดสินใจบนประโยชน์ชาติ

การเปิดเวทีเพื่อให้ 2 ฝ่าย คือรัฐบาลและภาคเอกชน ได้แสดงข้อมูลเพื่อหาข้อยุติที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้ว ในประเด็นการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ถือว่าประสบผลสำเร็จ และเป็นเวทีประชาธิปไตยที่เป็นแบบอย่างในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

เพราะทั้ง 2 ฝ่าย ต่างก็แสดงข้อมูลและเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจว่าควรจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร

ที่สำคัญก็คือ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ไม่มีการถกเถียงเอาเป็นเอาตาย แบบเอาชนะคะคานอย่างที่มีการเปิดเวทีที่ผ่านมา

ทุกคนต่างเป็น “หุ้นส่วน” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

หลังจากรับฟังข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว คนที่ตัดสินใจคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ย่อมได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าควรจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ จึงนำเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณาว่าจะเอาอย่างไรกัน

สุดท้ายก็เลือกที่จะยุติการให้เปิดสัมปทานออกไปก่อน เพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง และทำให้ไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น

จริงอยู่ แม้ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ก่อนหน้านี้คือ การรับฟังข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเพียงด้านเดียว จึงคิดจะตัดสินใจให้เปิดสัมปทานทันที ด้วยชุดข้อมูลที่ว่าจะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคต ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อถือเชื่อมั่น

“ถ้าไม่เปิดสัมปทานวันนี้ อีก 7 ปี จะไม่มีก๊าซใช้ จะเลื่อนไป 3 เดือน 6 เดือน ไม่ได้เด็ดขาด”

นี่เป็นข้อมูลที่แน่ละว่าคนเป็นนายกฯ ก็ต้องคิดมากเหมือนกัน เพราะจะต้องตัดสินใจบนความรับผิดชอบต่อประเทศ

แต่เมื่อได้ข้อมูลครบเครื่อง และมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ อันปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง

เมื่อ “บวก–ลบ–คูณ–หาร” แล้วผลก็เลยออกมาอย่างนี้

หากเป็น “นักการเมือง” บริหารประเทศ เชื่อว่าคงเดินหน้าให้สัมปทานไปแล้ว เพราะน่าจะได้ผลประโยชน์จากบริษัทต่างชาติที่จะได้สัมปทาน

มีข้อมูลระบุว่า สัมปทานก๊าซและน้ำมันในแหล่งเอราวัณของเชฟรอน และสัมปทานแหล่งบงกชของ ปตท.สผ.นั้น จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 อีก 7-8 ปีข้างหน้า สองแหล่งนี้เป็นแหล่งใหญ่มาก มีกำลังผลิตรวมกันเท่ากับ 80% ของแหล่งก๊าซในอ่าวไทย

แต่ได้สัมปทานไป 20 ปี มีการต่ออายุสัมปทานจนกฎหมายปัจจุบันไม่อนุญาตให้ต่ออายุสัมปทานอีกแล้ว

เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ทุกอย่างจะตกเป็นของรัฐ และสามารถทำการผลิตก๊าซในแหล่งนี้ต่อไปได้ บางหลุมสามารถผลิตต่อไปได้อีก 10-20 ปี

ที่ว่าก๊าซจะหมดอ่าวไทยใน 7 ปี จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ขณะที่มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ระบุว่า ปริมาณไฟฟ้าสำรองในปัจจุบันยังมีล้นเหลือเกินกว่า 25% และอีก 6 ปี จะเพิ่มเป็น 44% นั่นแสดงว่า ความต้องการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าจะไม่มากขึ้น จนเกิดวิกฤติขาดไฟฟ้า

ในด้านกฎหมายที่ล้าหลัง และทำให้ไทยเสียประโยชน์ให้ต่างชาติ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขคือ การกำหนดให้นำรายจ่ายจากการสำรวจขุดเจาะมาหักค่าใช้จ่ายได้ จึงมีการนำค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากสัมปทานแปลงนั้นไปใช้จ่ายในแปลงสัมปทานที่มีความเสี่ยง

พูดง่ายๆว่า ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ไทยเสียประโยชน์อย่างที่ไม่ควรจะเป็น จึงไม่ต้องแปลกใจที่กิจการพลังงานของไทยจึงมีได้มีเสีย ร่ำรวยกันถ้วนหน้า สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เช่นกัน ในส่วนของภาคเอกชนไทยที่เป็นกังวลในเรื่องการขาดแคลนพลังงานและความเชื่อจากนักลงทุนต่างชาติ หากรัฐไม่รีบให้สัมปทานก็ต้องเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นด้วย

อย่าหวั่นไหวจนเกินเหตุ เพราะนี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ.

“สายล่อฟ้า”

25 ก.พ. 2558 11:00 25 ก.พ. 2558 11:00 ไทยรัฐ