วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'พุทธะอิสระ' รุกคืบ เดินสาย จี้รื้อคดี 'ธัมมชโย' (ชมคลิป)

'พุทธะอิสระ' รุกคืบ เดินสาย จี้รื้อคดี 'ธัมมชโย' (ชมคลิป)

  • Share:

ตรวจสอบการใช้เงินของมหาเถร ไปพบกก.ปฏิรูปฯ-สปช.-ดีเอสไอ ‘ประยุทธ์’สุดเอือมบ่นสงบซะบ้าง

“พุทธะอิสระ” รุกหนักพบหน่วยงานทั้ง กก. ปฏิรูปศาสนาฯ-สปช.-ดีเอสไอ รวมไปถึง นายกฯ ขอตรวจสอบดะโยงถึงคดี “พระธัมมชโย” ทั้งทรัพย์สินและการใช้เงินของมหาเถรสมาคม (มส.) วัดพระธรรมกาย ไปจนถึงเจ้าคณะสังฆาธิการทุกวัด และมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย รวมถึงจี้รื้อคดีเก่าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และให้ตรวจสอบที่มา “หลวงพ่อสดทองคำ” กล่าวโทษร้องทุกข์สมเด็จวัดปากน้ำ มีพฤติการณ์เข้าข่ายรับอามิสสินจ้าง ขณะเดียวกัน ก็ย้ำการเคลื่อนไหวไม่ขัดกฎอัยการศึกเพราะขออนุญาตก่อนแล้ว ด้าน “ไพบูลย์ นิติตะวัน” เด้งรับ เริ่มสอบเส้นทางเงิน “เครดิตยูเนี่ยน” บริจาคให้วัดดัง แนะ ปปง.อายัดคืนประชาชน ล่าสุด “นายกฯ” มอบ “วิษณุ เครืองาม” ดูแล แต่ไม่วายหลุดปาก “ให้มันสงบๆกันซะบ้างไม่ได้หรือ”

ความคืบหน้าหลังจากพระพุทธะอิสระ ประธานสงฆ์วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินหน้าคัดค้านมหาเถรสมาคม (มส.) ที่มีมติเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุม-ธานี ไม่ต้องอาบัติปาราชิก โดยอ้างเป็นการฝ่าฝืนพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี 2542 ถึง 3 ฉบับ ต่อมาตลอดวันที่ 23 ก.พ. พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เดินทางไปยื่นหนังสือแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้รื้อคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมถึงตรวจสอบทรัพย์สิน เส้นทางการเงินและการใช้เงินของสงฆ์ทั้งตัวบุคคลและในรูปองค์คณะและองค์กร นับตั้งแต่วัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กรรมการ มส. ทรัพย์สินของเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกวัด ตรวจสอบการเบิกจ่าย และการใช้งบประมาณของมหาเถรสมาคม (มส.) มหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งของธรรมยุต และมหานิกาย รวมถึงวัดอ้อน้อย และตรวจสอบทรัพย์สินของคนใกล้ชิดเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส เจ้าคณะทุกระดับชั้น รวมทั้งให้รื้อฟื้นคดีของวัดพระธรรมกายขึ้นมาพิจารณาใหม่ และให้จัดตั้งองค์คณะพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ

โดยจุดแรก พระพุทธะอิสระไปยื่นหนังสือให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่รัฐสภา โดยยังขอให้ กก.ปฏิรูปฯ ตรวจสอบการได้มาของพระทองคำหนัก 1 ตันที่เป็นรูปหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่วัดพระธรรมกายเป็นผู้มอบให้สมเด็จวัดปากน้ำ เนื่องในงานวันเกิด ว่าได้มาก่อนหรือหลังเกิดคดี โดยนายไพบูลย์ได้รับเรื่องและว่าพร้อมน้อมรับเพื่อนำไปศึกษาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป

ต่อมาพระพุทธะอิสระเข้าหารือกับนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นเวลา 45 นาที จึงออกมาแถลงว่าจากการหารือกับนายเทียนฉาย มีความเห็นตรงกันว่าต้องปฏิรูปศาสนา โดยเฉพาะการทำงานของมหาเถรสมาคม ต้องมีบุคลากรเข้าไปช่วยเหลือการตรวจสอบเพื่อให้รวดเร็ว โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพุทธศาสนา เช่น กรณีวัดพระธรรมกาย เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายคดีที่มหาเถรสมาคมตรวจสอบ แต่เข้าถึงได้ยากและล่าช้า ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งนายเทียนฉายก็รับฟังและเห็นด้วยในหลายประเด็น

ทั้งนี้ พระพุทธะอิสระยังกล่าวยืนยันด้วยว่าการเคลื่อนไหวของตนครั้งนี้ไม่คิดว่าจะทำให้คณะสงฆ์แตกแยกระบุการออกมาเคลื่อนไหวไม่ขัดกฎอัยการศึก เพราะขออนุญาตก่อนแล้ว และไม่สนใจที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครัก–ประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กต่อต้านการออกมาเคลื่อนไหว โดยยืนยันว่าไม่กังวลกับกลุ่มที่ออกมาต่อต้าน เพราะรู้อยู่แล้วว่าพวกที่เคลื่อนไหวรับเงินมาจากวัดพระธรรมกาย ถ้าเปรียบเป็นพระ ก็เป็นพระที่ห่มจีวรแดง ถ้าเป็นฆราวาส ก็ใส่เสื้อสีแดง และรู้อยู่ว่าวัดพระธรรมกายเป็นขุมพลัง อาวุธ กำลังพล และเงินให้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มไหน

จากนั้น พระพุทธะอิสระไปยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ขอให้ผลักดันการปฏิรูปพระศาสนา วิธีการบริหารจัดการกิจการในพระพุทธศาสนา โดยบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ มีองค์คณะพิทักษ์พระธรรมวินัยเพื่อช่วยงานมหาเถรสมาคม (มส.) ตรวจสอบมติ มส. ที่ไม่พิจารณากรณีอาบัติปาราชิกพระธัมมชโย และรื้อฟื้นทุกคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดย ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนทางราชการ ยืนยันทุกเรื่องที่ร้องเรียนถึงนายกฯ

ต่อด้วยเดินทางไปพบกับนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้นคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยักยอกเงินวัดกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ปี 2546 โดยให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ พร้อมกับตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดพระธรรมกายที่เชื่อมโยงไปถึงมหาเถรสมาคม (มส.) ว่ามีที่มาอย่างไรและปลายของเงินอยู่กับผู้ใด รวมถึงได้กล่าวโทษร้องทุกข์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ มีพฤติการณ์เข้าข่ายรับอามิสสินจ้างหรือรับสินบนระหว่างเป็นเจ้าพนักงานปกครอง จากการรับพระพุทธรูปทองคำน้ำหนัก 1 ตัน นอกจากนี้ จะยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ มส. ทั้งกรณีรับพระทองคำและการใช้งบประมาณจำนวนมากในการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ พร้อมทั้งยังทวงถามความคืบหน้าคดีที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ 2 คดี คือคดีรถหรูเลี่ยงภาษีที่พบว่าพระใน มส.หลายรูปครอบครองรถหรูราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป หลายคัน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน ที่พบว่ามีพฤติการณ์ครอบครองรถหรูและเป็นผู้จัดส่งรถหรูไปให้กับ มส. รวมถึงติดตามความคืบหน้าการสอบสวนคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ซึ่งเงินส่วนหนึ่งนำไปบริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย

ต่อมา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ที่รัฐสภา ที่เชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าชี้แจงเส้นทางการเงินกรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินประชาชนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท บริจาคเงินให้กับพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ว่า ปปง.พบเส้นทางการโอนเงิน โดยมีการสั่งจ่ายเช็ค 8 ฉบับ รวมมูลค่า 829 ล้านบาท แบ่งเป็นจ่ายให้กับพระธัมมชโย 348,780,000 บาท และสั่งจ่ายให้วัดพระธรรมกาย 419 ล้านบาท ให้พระปลัดวิจารณ์อีก 119 ล้านบาท ส่วนเส้นทางการเงินของพระธัมมชโย พบว่ามีการสั่งจ่ายเข้าบัญชีเดียวคือ มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ส่วนเช็คของวัดพระธรรมกายมีการอ้างว่าจ่ายเป็นค่าก่อสร้าง และในส่วนของพระปลัดวิจารณ์มีการถอนเป็นเงินสดทั้ง 119 ล้านบาทออกไปหมดแล้ว ซึ่ง ปปง.แจ้งว่าบังคับคดี ในส่วนที่ไปก่อสร้างไม่ได้ เพราะเป็นที่ธรณีสงฆ์ ส่วนของพระธัมมชโยจะใช้วิธีฟ้องทางแพ่งเพราะยังเหลือเงินสดอีก 300 กว่าล้านบาท ซึ่งกรรมการฯ เห็นว่า ปปง. ต้องอายัดเงินทั้งหมดคืนให้กับประชาชนพร้อมดอกเบี้ย จะเป็นการบรรเทาความเสียหายที่ถูกฉ้อโกง

นายไพบูลย์กล่าวต่ออีกว่า กรรมการฯ แนะนำให้ ปปง.ไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่วัดพระธรรมกายที่มีเพียง 116 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกพันกว่าไร่ถือในนามมูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิอื่น จึงไม่ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์สามารถยึดคืนได้ และหากอยู่ในชื่อมูลนิธิอื่นแต่เป็นเงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกาย ก็เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะไม่ใช่สาธารณะสมบัติตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนบริจาคให้ ดังนั้นทุกอย่างต้องโอนมาเป็นของวัดพระธรรมกาย และเมื่อมีการกระทำความผิดต้องมีการขยายผลติดตามทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของพระปลัดวิจารณ์ กรรมการฯ เห็นว่า ปปง.ควรต้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการเงิน ขณะที่ดีเอสไอต้องดำเนินคดีอาญาด้วย สำหรับการประชุมนัดต่อไปวันที่ 3 มี.ค. จะเชิญตัวแทนจาก สนช. และมหาเถรสมาคม (มส.) เข้าร่วมประชุมและจะนำแนวทางออกแบบโครงสร้างปฏิรูปพระพุทธศาสนา ซึ่งมีการเสนอ 4 รูปแบบเพื่อหาข้อสรุปต่อไป รวมถึงพิจารณาหนังสือร้องเรียนของพระพุทธะอิสระ ที่ขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของมหาเถรสมาคมด้วย

ประธานกรรมการฯยังกล่าวถึงกรณีจะที่มีการยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยุบคณะกรรมการฯชุดนี้ก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่คงไม่สามารถยุบได้ ขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบกรณีพระธัมมชโย โยงไปถึงการที่อัยการสูงสุด (อสส.) กรณีสั่งยุติคดีนี้ในปี 2549 เพราะเป็นต้นตอของปัญหาทำให้เป็นข้ออ้างว่าไม่มีคดีแล้วจึงไม่ปาราชิก โดยผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว หลังจากรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด คาดว่าภายในเดือน มี.ค.จะเข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อมอบข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นในการเดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาความเห็นต่างต่อมติของ มส.ในการลงโทษพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่ากำลังดำเนินการกันอยู่ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลอยู่ เอาให้มันสงบๆกันซะบ้างไม่ได้หรือ ทั้งคนทั้งพระทั้งฆราวาส วุ่นไปหมดเลยประเทศไทย

เช่นเดียวกับ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความขัดแย้งในกรณีนี้ว่า เป็นธรรมดาของสังคมที่มีความคิดเห็นต่างกัน แต่ก็มีวิธีการที่จะเสนอความเห็นต่างเพื่อให้หน่วยงานได้พิจารณาทบทวนได้ ไม่ถึงขนาดที่จะต้องระดมพลเคลื่อนไหว เพราะจะขัดกับกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ อาจเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องอื่นอีก ขอความกรุณาวันนี้บ้านเมืองเรามีปัญหาพอสมควรแล้ว หากกลับไปเคลื่อน ไหวมวลชน เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เรียกร้อง จะทำให้แก้ไขปัญหาลำบาก ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกฎกติกา

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ถึงกรณีที่ประชุม มส. เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา มีมติว่าพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิด

ถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก ตนขอชี้แจงว่าตนเข้าประชุม มส.ในวันดังกล่าวด้วยในฐานะเลขาธิการ มส. และยืนยันว่า มส.ไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี ทั้ง มส.ยังไม่ได้พิจารณาด้วยว่าปาราชิก หรือไม่ปาราชิก มีแต่เพียงการนำผลการชี้แจงที่นายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่นำมติมส.ปี 2549 เกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายที่นำไปชี้แจงยังคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา มารายงานให้ มส.ได้รับทราบเท่านั้น นอกจากนี้ขอยืนยันว่าการประชุม มส.ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดโหวตว่า พระเทพญาณมหามุนี ปาราชิกหรือไม่แต่อย่างใด ซึ่งตนจะสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดรายงานนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาฯต่อไป

สำหรับกรณีพระพุทธะอิสระออกมาแฉว่าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้คนโทร.มาเสนอตำแหน่ง เพื่อแลกกับการหยุดเคลื่อนไหวนั้น ผู้สื่อข่าวได้รับ การเปิดเผยจากพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการ มส. ยืนยันว่า ไม่มีคนของวัดปากน้ำฯโทร.หาพระพุทธะอิสระ และไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน มีการกล่าวพาดพิงในการหารือเมื่อวันที่ 21 ก.พ.หลายเรื่อง แต่ทำไมพระพุทธะอิสระไม่พูดให้สังคมได้ทราบบ้างว่า ตนและพระพุทธะอิสระได้พูดคุยถึงเรื่องความคิดเห็นสองฝ่ายอาจจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ปรารถนาดี ต่อพระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน มีหลักพระธรรมวินัยหลักเดียวกัน ซึ่งความเห็นเบื้องต้นอาจจะตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง แต่ทุกคนมีเจตนายกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนา

ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) ที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวถึงกรณีพระพุทธะอิสระยื่นหนังสือต่อรัฐบาล และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ตรวจสอบทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใช้งบประมาณไปดูงานต่างประเทศหลายสิบล้านบาท ว่า ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ยืนยันว่า มจร.เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ รายได้มหาวิทยาลัยมาจาก 1.รัฐจัดสรรให้ 2.ผู้มีจิตศรัทธา และ 3.รายได้อื่นๆ เช่น ค่าเทอม เป็นต้น ซึ่งเมื่อรัฐจัดสรรงบฯมาแล้ว มหาวิทยาลัยจะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบทั้งส่วนกลางและวิทยาเขตอย่างละเอียดทุกปี ส่วนเรื่องการไปต่างประเทศนั้น มหาวิทยาลัยมีสถาบันสมทบในต่างประเทศ เช่น ศรีลังกา ฮังการี สิงคโปร์ เกาหลี เป็นต้น โดยแต่ละปีผู้ที่จบปริญญาตรีจากสถาบันสมทบจะต้องมารับปริญญาในประเทศไทย ในส่วนผู้บริหาร อาจารย์ และนักวิชาการของมหาวิทยาลัย ก็ต้องเดินทางไปประชุมร่วมกับสถาบันสมทบ อีกทั้ง มหาวิทยาลัยมีสมาคมวิสาขบูชานานาชาติ ซึ่งมีสมาชิกทั่วโลก ต้องมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องด้วย การเดินทางไปแลกเปลี่ยนทางวิชาการ นอกจากมีงบฯของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีเจ้าภาพร่วมสมทบ ซึ่งพระพุทธะอิสระไม่ทราบเรื่องนี้ การที่พูดไปก็เพื่อให้สังคมมองมหาวิทยาลัยในภาพลบเท่านั้นเอง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้