วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลดเป้าเก็บภาษี 1.6 แสนล้าน ราคาน้ำมันดิ่งฉุดรายได้ธุรกิจปิโตรเลียมทรุด

ลดเป้าเก็บภาษี 1.6 แสนล้าน ราคาน้ำมันดิ่งฉุดรายได้ธุรกิจปิโตรเลียมทรุด

  • Share:

กรมสรรพากรปรับลดประมาณการรายได้ปี 58 ลง 1.6 แสนล้านบาท เหตุราคาน้ำมันตลาดโลกร่วงต่อเนื่อง จนกระทบต่อรายได้ และภาษีเงินได้นิติบุคคลของธุรกิจน้ำมันในประเทศ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ด้านโรงงานยาสูบ เตรียมขึ้นราคาขาย บุหรี่ใหม่หลัง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่กำหนดเก็บภาษีสุรา–ยาสูบเพิ่มอีก 2% มีผลบังคับใช้เร็วๆนี้

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา กำลังส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในไทย โดยเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีงบประมาณ 58 เช่นเดียวกับผลประกอบการในกลุ่มบริษัทน้ำมันที่นำเข้าน้ำมันเพื่อกลั่น ที่ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งบางรายแสดงผลการดำเนินงานขาดทุนแล้ว จากเดิมมีรายได้และกำไรหลายพันล้านบาท “สรรพากรห่วงรายได้จากภาษีนิติบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเลียม ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะโดยธรรมชาติ ผู้ผลิตน้ำมันจะไม่เร่งสูบน้ำมันขึ้นมาในช่วงที่น้ำมันราคาถูก ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนนี้ของกรมสรรพากรหายไปด้วย โดยประเมินว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลกลุ่มปิโตรเลียมจะหายไป 10,000-20,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ กรมยังมีความเป็นห่วงรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าจากต่างประเทศที่อาจลดลงด้วย เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง จะทำให้ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตปิโตรเลียมลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 1 ม.ค.58 กระทรวงการคลังได้ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบและสินค้ากึ่งวัตถุดิบกว่า 2,000 รายการ ส่งผลให้ภาษีแวตที่กรมศุลกากรจัดเก็บแทนกรมสรรพากรลดลงด้วยเช่นกัน

“รายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า หายไปแน่ๆ เพราะราคาน้ำมันและราคาเหล็กในตลาดโลกถูกลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่เป็นกลุ่มวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบเหลือ 0% อีกกว่า 2,000 รายการ เพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย เพราะเราไม่สามารถผลิตสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ได้ ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่กรมเก็บบนฐานราคาสินค้าบวกภาษีศุลกากรหายไป โดยกรมคาดว่า รายได้จากส่วนนี้จะหายไปประมาณ 30,000 ล้านบาท”

นายประสงค์กล่าวว่า ผลกระทบดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากรขอปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ต่อกระทรวงการคลังลง 160,000 ล้านบาท จากเป้าหมายจัดเก็บทั้งหมดในปีงบประมาณ 58 จำนวน 1.92 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าปรับลดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแม้จะปรับลดเป้าหมายลง แต่เป้าหมายการจัดเก็บในปีงบประมาณนี้ ยังถือว่าสูงกว่าปีงบประมาณ 57 ทั้งนี้ ใน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 58 (ต.ค.57-ม.ค.58) กรมจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย 16,000 ล้านบาท แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับการจัดเก็บรายได้ของกรมจากภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีแวตที่จัดเก็บจากการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ รวมถึงอากรแสตมป์ และภาษีธุรกิจเฉพาะ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมในประเทศที่มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง

“ตัวที่ชี้ว่า ประเทศไทยยังไปได้คือ การบริโภค สะท้อนจากภาษีแวตที่ยังดีต่อเนื่อง ส่วนอากรแสตมป์ สะท้อนการจ้างงาน และภาษีธุรกิจเฉพาะ สะท้อนการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ในขณะนี้ ราคาที่ดินปรับตัวแพงขึ้นถึง 10 เท่าจากอดีต และเริ่มมีการลงทุนเพิ่มเติมตามแนวเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน ทำให้เกิดการจ้างเหมา ผลที่ตามมาคือ การบริโภคภายในประเทศที่มีมากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังติดตาม พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศ ไทย ที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ซึ่งหากลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะส่งผลให้สินค้าในกลุ่มสุราและยาสูบต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 2% เพราะกฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ค้าสุราและยาสูบต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติปีละ 2% นอกเหนือจากที่จ่ายภาษีให้กรมสรรพสามิตอยู่แล้ว แต่กระทรวงการคลังไม่ถือว่าการเก็บภาษีเพิ่มตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการขึ้นภาษีของกรมสรรพสามิต หากกระทรวงการคลังจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก ต้องแก้ไข พ.ร.บ.ยาสูบและสุรา ของกรมสรรพสามิต แต่ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้กรมสรรพสามิตเป็นผู้เก็บภาษี และส่งมอบรายได้ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ โรงงานยาสูบกำลังพิจารณาราคาขายบุหรี่แต่ละยี่ห้อที่จะต้องปรับขึ้นภาษีอีก 2% ซึ่งจะไม่ปรับราคาขึ้นรวดเดียว 2% ทุกยี่ห้อ แต่จะพิจารณาถึงภาวะการแข่งขันในตลาดบุหรี่ระหว่างบุหรี่ในประเทศกับบุหรี่ต่างประเทศ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการยาสูบได้จ่ายเงินให้กับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเงินบำรุงองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะประเทศไทย (สสท.) หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ปีละ 1,600 ล้านบาท หากต้องจ่ายให้กองทุนกีฬาฯ อีกต้องจ่ายเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็น 2,600 ล้านบาท ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรที่โรงงานทำได้ปีละ 6,000 ล้านบาท.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้