วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สุดโต่ง’ บี้ ‘จนตรอก’

ขึ้นต้นด้วยเรื่องของพระ ทำไปทำมากลายเป็นการเมือง

เมื่อเผยโฉมตัวละครตามท้องเรื่องล้วนแต่หน้าเก่าๆเจ้าเดิมๆ ทั้งยี่ห้อ “พุทธะอิสระ” ทั้งชื่อของทีมงานกลุ่ม 40 ส.ว. อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สปช. ที่โยงใยอยู่กับม็อบ กปปส.ต่อสายถึงม็อบพันธมิตรฯ แท็กทีมออกหน้ามาไล่ถล่ม “ขาเรียกแขก” อย่าง “ธัมมชโย” ที่ถูกโยงเข้ากับเครือข่ายระบอบ “ทักษิณ”

ร่อนไปร่อนมาก็หนีไม่พ้นขั้วขัดแย้งที่เผชิญหน้ากันอยู่

วนมาเป็นคนละเรื่องเดียวกัน และนั่นก็เป็นหัวเชื้อกระตุกกองเชียร์แต่ละฝ่ายออกมาแห่กระแส โดยเฉพาะในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่แบ่งข้างถือหางกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ได้ชนวนกลับมาจุดไฟปะทุอารมณ์เผชิญหน้ากันรอบใหม่

และโดยรูปการณ์ส่อเค้าจะลามใหญ่ ตามจังหวะการเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” ที่ชงลูกให้ทีมงานของนายไพบูลย์เดินหน้าสะสางปมของ “ธัมมชโย” และวัดพระธรรมกาย

ตามธงที่ประกาศกันเลยว่า จะกำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดินและเสี้ยนหนามศาสนา

ดูจากการจั่วหัวเรื่องก็ตั้งท่ารบใหญ่แน่

และก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดไส้เหมือนกัน ประมาณการลูกศิษย์ลูกหาของฝ่าย “ธัมมชโย” ก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากองเชียร์ม็อบ กปปส.และม็อบพันธมิตรฯของ “พุทธะอิสระ” สักเท่าไหร่

เส้นสายโยงใย ใหญ่ๆด้วยกันทั้งนั้น

ศึกนี้สะท้านการเมือง สะเทือนศาสนจักรก็แล้วกัน

ยิ่งเป็นอะไรที่จับสัญญาณร้อนๆ สะท้อนจากปรากฏการณ์ที่นายแก้วสรร อติโพธิ แกนนำกลุ่มไทยสปริง เปิดฉากโจมตีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นคนชงแนวคิดสร้างกลไกกรรมการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิคนกลางและตัวแทนคู่ขัดแย้งให้มาร่วมเป็นกรรมการ

เพื่อนำไปสู่การหาสูตรยุติความขัดแย้ง

แต่นายแก้วสรรสวนเปรี้ยงเลยว่า สถานการณ์เมืองไทยยามนี้เป็นไข้จากมะเร็งที่กำลังก่อตัว จำเป็นต้องปราบเนื้อร้ายหรือมะเร็ง ไม่ใช่แค่การรักษาอาการไข้

สรุปตามนัยของนายแก้วสรรในฐานะอดีตกรรมการ คตส.คือ ต้องเดินหน้าฆ่าให้ตาย ยุให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจรัฐบาลทหารขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย

ไม่จำเป็นต้องญาติดีกับ “นายใหญ่” ให้ฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ไม่พอใจ

ปิดประตูเปรี้ยงใส่ “ปรองดอง” ไม่เปิดช่องให้ในทุกกรณี

พวก “สุดโต่ง” กำลังอาการกำเริบ

แต่ที่ตีเนียนก็คือยี่ห้อประชาธิปัตย์ ในลีลาที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ออกมารับมุกการตั้งคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ

แต่กั๊กไม่เอาด้วยกับการอภัยโทษ หรือการนิรโทษกรรมแกนนำ

ล็อกเงื่อนไข ต้องไม่ทำให้ผิดเป็นถูก ต้องอภัยโทษให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยเฉพาะผู้ที่ชุมนุมทางการเมืองทั้งหลายต้องคืนสิทธิให้

ส่วนผู้ที่กระทำผิดคดีอาญา คอร์รัปชัน คดีความมั่นคง หรือแกนนำทางการเมือง ไม่เห็นด้วยที่จะอภัยโทษให้ ถ้าอภัยโทษให้กับบุคคลที่กระทำผิดคดีเหล่านั้นจะมีแรงต้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยทันที และคณะกรรมการที่ตั้งมาจะเสียของ

เรื่องของเรื่องประชาธิปัตย์ไม่มีทางเปิดช่องให้ “ทักษิณ” กลับมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองแน่

ประเมินจากบรรยากาศอ่านกันตามรูปการณ์ คำว่า “ปรองดอง” คงแค่ลมๆแล้งๆ

ตรงกันข้ามดีกรีความขัดแย้งมีแต่จะถูกจุดให้ร้อนขึ้นทุกขณะ

ล่าสุด ตามโปรแกรมที่นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยเองว่า ในการประชุม ป.ป.ช. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะมีวาระสำคัญเข้าสู่ที่ประชุม 3 เรื่องใหญ่

1.การลงมติเพื่อส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอนอดีต ส.ส. 263 คน กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ 2.กรณีพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาคดีถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง นปช. เมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก 3.กรณีพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้เกี่ยวข้องในการจัดซื้อไมโครโฟนที่ใช้ในห้องประชุม ครม.ราคาแพงเกินจริง

แน่นอนถ้าผลออกมา เปิดทางให้ฝ่าย “ทักษิณ” ตอกย้ำยุติธรรม 2 มาตรฐาน

อาการสู้แบบคน “จนตรอก” คงไม่ต้องรอดูเชิงกันอีกแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

24 ก.พ. 2558 02:39 24 ก.พ. 2558 02:39 ไทยรัฐ