ไลฟ์สไตล์
100 year

ฟังจากปากกูรูกฎหมาย ยักยอกทรัพย์แล้วคืน ผิดหรือไม่!?

ไทยรัฐออนไลน์24 ก.พ. 2558 14:16 น.
SHARE

จากกรณีข่าวโด่งดัง ที่มีโจทย์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาว่า พระธัมมชโยยักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย ต่อมาพระธัมมชโย ได้คืนทรัพย์สินและที่ดินกว่า 900 ล้านบาท ให้กับวัดพระธรรมกายแล้วนั้น สังคมก็ยังตั้งข้อสงสัยในประเด็นที่ว่า แม้จะมีการโอนคืนทรัพย์สินให้กับทางวัดแล้วยังถือได้หรือไม่ว่ากระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว และจะยังมีความผิดอยู่หรือไม่นั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงอาสาไปหาคำตอบมาให้ว่า ‘ยักยอกทรัพย์’ มีความหมายอย่างไร ยอมความได้หรือไม่ ไปฟังจากปากกูรูตัวเป้งด้านกฎหมายของเมืองไทย ได้ที่นี่...

ยักยอกทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของคนอื่นแล้วเบียดเบียนเอาไปเป็นของตนเอง
ยักยอกทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของคนอื่นแล้วเบียดเบียนเอาไปเป็นของตนเอง

ข่าวแนะนำ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบายความหมายของการยักยอกทรัพย์ไว้ว่า “หลักการใหญ่ๆ คือ ทรัพย์ต้องอยู่ในการครอบครองของเรา ถ้าทรัพย์ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของเราและเราไปเอามา จะถือเป็นการลักทรัพย์ เช่น เขาให้เราเก็บรักษาของไว้แล้วเราก็เบียดบังมาเป็นของๆเรา เพื่อเอาไปขายหรือให้คนอื่นต่อ เช่นนี้ถือเป็นการยักยอกทรัพย์”

นายธาริต กล่าวต่อว่า คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่การยอมความไม่ได้แปลว่าคืนทรัพย์นั้นสู่เจ้าของ แต่หมายถึงการอภัยกัน ไม่เอาเรื่อง การนำทรัพย์มาคืนตามหลักแล้วยังมีความผิดอยู่ หากผู้เสียหายเอาเรื่อง แต่พฤติการณ์โดยทั่วไปเมื่อนำทรัพย์มาคืนก็ไม่เอาเรื่องกันจบกันไป

อ.วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ข้อมูลการยักยอกทรัพย์ว่า “เป็นการนำทรัพย์ของคนอื่นแล้วเบียดเบียนเอาไปเป็นของตนเอง เช่น ทรัพย์ที่ฝากไว้ หรือเป็นทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของเรา แต่ไม่ใช่ของเรา เอาไปขายหรืออะไรก็ตามแต่ เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์”

อ.วันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อยักยอกทรัพย์ไปแล้วและนำมาคืน ความผิดจะสำเร็จนับตั้งแต่วันที่ยักยอกไป เมื่อนำมาคืนเรียกว่าเป็นการบรรเทาผลร้าย ไม่ได้หมายความว่าไม่ผิด ศาลอาจจะเห็นใจลดโทษให้ อีกทั้ง คดียักยอกทรัพย์เป็นคดีที่สามารถยอมความได้

ยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้
ยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้

นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า “การยักยอกทรัพย์ คือ การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยสุจริต ต่อมาเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น เช่น ยืมรถเพื่อนไปใช้ และไปเล่นการพนันจนเสีย จึงเอารถเพื่อนไปจำนำแล้วเอารถกลับคืนมาไม่ได้เรียกว่า ยักยอกทรัพย์ หรือในลักษณะเช่าซื้อทรัพย์ เช่น นำทรัพย์ไปขายต่อ เป็นต้น”

ทั้งนี้ เลขาธิการสภาทนายความ ระบุว่า หากเอาทรัพย์มาคืนแล้ว ตามกฎหมายถือเป็นความผิดสำเร็จ แต่คดีนี้เป็นคดีที่สามารถยอมความกันได้ หรือเจ้าของทรัพย์จะไม่ยอมความก็ได้ หากเป็นทางวินัยสงฆ์เป็นคดีทางพระเชิงจริยธรรม ถึงแม้จะเอาทรัพย์มาคืนถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แต่ถ้าเป็นทางโลกเอาทรัพย์มาคืนก็ถือว่าเป็นความผิด ซึ่งศาลจะลงโทษหรือไม่ลงโทษก็ได้ อาจจะเป็นเหตุบรรเทาโทษ เว้นแต่เจ้าของทรัพย์จะไม่เอาความ คดีจึงถึงที่สิ้นสุด

ด้าน นายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความชื่อดัง ยกตัวอย่างกรณีการยักยอกทรัพย์ให้เข้าใจง่ายว่า “นายเอจะไปเข้าห้องน้ำและฝากปากกาไว้กับนายบี เท่ากับนายบีมีสิทธิ์ครอบครอง นายบีเห็นว่าปากการาคาแพงจึงเอาไปเป็นของตัวเอง นายบีมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์”

นายวิรัช อธิบายต่อว่า คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดส่วนตัว สามารถยอมความได้ ไม่ว่าจะยอมความในชั้นโรงพักหรือชั้นศาล ถ้าเกิดว่ายักยอกไปแล้วและนำมาคืนนั้น ตามกฎหมายบอกว่าความผิดเฉลยไปแล้ว ต่อให้เอามาคืนความผิดมันก็ยังคงอยู่ แต่ผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ที่จะยอมความได้

นำทรัพย์มาคืนเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความผิด
นำทรัพย์มาคืนเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความผิด

ขณะที่ อดีตอัยการสูงสุด ให้ความรู้เรื่องการยักยอกทรัพย์ว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและเบียดบังเอาทรัพย์สินนั้นไปเป็นของตัวเองโดยทุจริต ถือเป็นการยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ข้อหายักยอกทรัพย์เป็นความผิดที่สามารถยอมความได้ ขึ้นอยู่กับผู้เสียหายว่าจะถอนคำร้องทุกข์หรือจะไม่เอาเรื่องหรือไม่ ถ้าไม่ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน คดีขาดอายุความ เช่น ฝากเงินแม่บ้านไปชำระค่าใช้จ่ายในบ้าน และแม่บ้านเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นของตัวเอง ก็มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ถ้านำเงินมาคืนก็อยู่ที่เราว่าจะยอมความหรือไม่”

อย่างไรก็ดี ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เป็นการนำทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตน แต่ตนเป็นผู้ดูแลมาเบียดบังให้เสมือนเป็นของตนเอง เพื่อนำไปจำหน่ายหรือจ่ายแจกก็ตาม ถือเป็นความผิดฐานยักยอก ซึ่งสามารถยอมความกันได้ แต่หากนำทรัพย์มาคืนเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความผิด แต่อยู่ที่ผู้เสียหายจะเอาเรื่องไม่เอาเรื่องเท่านั้นเอง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยักยอกทรัพย์พระธัมมชโยธรรมกายวัดพระธรรมกายข่าวไทยรัฐออนไลน์ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ปาราชิกอาบัติสึกจากพระเถรสมาคมวงการพระสงฆ์ธาริต เพ็งดิษฐ์ดีเอสไอDSIวันชัย สอนศิริสปช.วิรัช หวังปิติพาณิชย์ทนายความ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14:37 น.