วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กก.ปฏิรูปปกป้องพุทธศาสนาฯ จ่อ สอบเส้นทางเงินธรรมกาย

กก.ปฏิรูปปกป้องพุทธศาสนาฯ จ่อ สอบเส้นทางเงินธรรมกาย

  • Share:

กก.ปฏิรูปปกป้องพุทธศาสนาฯสอบเส้นทางเงินธรรมกาย แนะ ยึดที่ดินมูลนิธิฯคืน พ่วงดีเอสไอ ทำคดีอาญา ถกนัดหน้าเชิญตัวแทน สนช. มส.แจง ชงใช้ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัด หวั่น เป็นที่ฟอกเงินเลี่ยงภาษี 

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องรับรอง 1 ชั้น 3 อาคาร 2 รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานฯทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมีตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาชี้แจงเส้นทางการเงินกรณี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินประชาชนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท บริจาคเงินให้กับพระธัมมชโย และวัดธรรมกาย นานกว่า 4 ชั่วโมง

นายไพบูลย์ แถลงหลังการประชุมว่า ทาง ป.ป.ง.พบเส้นทางการโอนเงินโดยมีการสั่งจ่ายเช็ค 8 ฉบับ รวมมูลค่า 829 ล้านบาท แบ่งเป็นจ่ายให้กับพระธัมมชโย เป็นเงิน 348,780,000 บาท และสั่งจ่ายให้วัดพระธรรมกาย 419 ล้าน ให้พระปลัดวิจารณ์ อีก 119 ล้านบาท ส่วนเส้นทางการเงินของพระธัมมชโย พบว่า มีการสั่งจ่ายเข้าบัญชีเดียว คือ มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ส่วนเช็คของวัดพระธรรมกาย มีการอ้างว่า จ่ายเป็นค่าก่อสร้าง และในส่วนของพระปลัดวิจารณ์ ทั้ง 119 ล้าน มีการถอนเป็นเงินสดออกไปหมดแล้ว

ซึ่ง ปปง.แจ้งว่า บังคับคดีในส่วนที่ไปก่อสร้างไม่ได้ เพราะเป็นที่ธรณีสงฆ์ ส่วนของพระธัมมชโย จะใช้วิธีฟ้องทางแพ่งเพราะยังเหลือเงินสด อีก 300 กว่าล้านบาท ทั้งนี้ กรรมการฯ เห็นว่า ปปง.ต้องอายัดเงินทั้งหมดเพื่อคืนให้กับประชาชนพร้อมดอกเบี้ย จะเป็นการบรรเทาความเสียหายที่ถูกฉ้อโกง

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า กรรมการฯแนะนำให้ ปปง.ไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพราะการอ้างว่า นำเงินไปก่อสร้างนั้น ทั้งที่วัดธรรมกาย มีพื้นที่เขต เพียง 116 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกพันกว่าไร่ถือในนามมูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิอื่น จึงไม่ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์ สามารถยึดคืนได้ และเมื่อมีการกระทำความผิด ต้องมีการขยายผลติดตามทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของพระปลัดวิจารณ์ กรรมการฯ เห็นว่า ปปง.ควรต้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการเงิน ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องดำเนินคดีอาญาด้วย

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมนัดต่อไปเป็นวันที่ 3 มี.ค. 2558 จะเชิญตัวแทนจาก สนช. และมหาเถรสมาคม (มส.) เข้าร่วมประชุมและจะนำแนวทางออกแบบโครงสร้างปฏิรูปพระพุทธศาสนา ซึ่งมีการเสนอ 4 รูปแบบ เพื่อหาข้อสรุปต่อไป รวมถึงพิจารณาหนังสือร้องเรียนของพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ที่ขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของมหาเถรสมาคมด้วย แต่กรรมการฯไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ คงจะเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะเชิญดีเอสไอมาให้ข้อมูลด้วย เพราะทราบว่า มีการสั่งไม่ฟ้อง พระธัมมชโย ทั้งๆ ที่ชัดเจนว่า มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไม่มีการคืนเงิน แต่กลับมีการดำเนินคดีกับ นายศุภชัย ฐานฉ้อโกงตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว จึงเห็นว่า การสั่งไม่ฟ้อง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป และจะต้องมีการตรวจสอบวัดพระธรรมกายในส่วนที่มีที่ดิน 169 ไร่ และส่วนที่เหลืออีกพันกว่าไร่ ถ้าถือในนามมูลนิธิอื่น ว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากอยู่ในชื่อมูลนิธิอื่นแต่เป็นเงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกาย ก็เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะไม่ใช่สาธารณสมบัติตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนบริจาคให้ ดังนั้นทุกอย่างต้องโอนมาเป็นของวัดพระธรรมกาย

ประธานกรรมการฯ ยังกล่าวถึงมติ มส.ที่ยืนยันว่า พระธัมมชโยไม่ปาราชิก และมีการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 3 ฉบับแล้วว่า เป็นเรื่องที่กรรมการฯไม่เห็นด้วย เพราะมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดพระธรรมวินัยเป็นการยกเลิกพระลิขิต ซึ่งถือเป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ โดยมีเนื้อหาระบุชัดเจนว่า พระธัมมชโยปาราชิกไปแล้วโดยอัตโนมัติ หลังจากไม่คืนทรัพย์สินให้วัด ในวันที่ 5 เม.ย. 2542 อีกทั้งยังมีมติ มส.ครั้งที่ 193/2542 รับรองพระลิขิตและให้สนองพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชด้วย ดังนั้นจึงถือว่า มติ มส.ในปี 2549 และวันที่ 22 ก.พ. 2558 เป็นการบิดเบือนพระลิขิตทั้ง 3 ฉบับ ไม่เป็นไปตามมติ มส.ที่ 193/2542 โดยหวังว่า จะมีการดำเนินการให้เป็นผลในทางปฏิบัติ แต่ถ้าไม่มีการจัดการในเรื่องนี้ก็เชื่อว่า สังคมคงจะยอมรับไม่ได้ พุทธศาสนิกชนต้องช่วยกันกดดันให้มีการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

สำหรับในส่วนของมหาเถรสมาคมนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า กรรมการฯจะไม่ตรวจสอบแล้ว เนื่องจากมีภาระหน้าที่เกี่ยวกับเงินของพระ และการจัดการทรัพย์สินของวัด ทั้งนี้ไม่กังวลว่า การตรวจสอบเรื่องนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์ แต่หลังจากดำเนินการแล้ว เราจะเปลี่ยนความเสื่อมให้กลายเป็นความรุ่งเรืองทางศาสนาได้ ส่วนที่มีการยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยุบคณะกรรมการฯชุดนี้ก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่คงไม่สามารถยุบได้

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ในขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ตรวจสอบกรณีพระธัมมชโย โยงไปถึงการที่อัยการสูงสุด (อสส.) กรณีสั่งยุติคดีนี้ในปี 2549 เพราะเป็นต้นตอของปัญหาทำให้เป็นข้ออ้างว่าไม่มีคดีแล้วจึงไม่ปาราชิก โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว ทั้งนี้หลังจากรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมดคาดว่าภายในเดือนมี.ค. จะเข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อมอบข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็น ในการเดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วย

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อเป็นห่วงว่า วัดได้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินไปแล้ว เพราะมีช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ถูกตรวจสอบ ยึดไม่ได้ จึงต้องออกหลักเกณฑ์ให้ทรัพย์สินของวัดมีกลไกตรวจสอบเปิดเผย บันทึกอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพุทธศาสนาบัญญัติว่าพระภิกษุห้ามรับเงิน จึงจะเสนอพระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินของวัดและพระว่า จะถือครองทรัพย์สินอย่างไร ต้องเสียภาษี หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเงินตราประเพณี คือ 3 พันบาทไม่ต้องเสียภาษี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้