วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล็อกตัวอีก3คน เย้ยอัยการศึก!

รวมตัวอนุสาวรีย์ชัยฯ โพลเชียร์ผลงานบิ๊กตู่

“ขุนคลัง” นัดถกลับ “วิษณุ” 24 ก.พ. บี้แพ่ง 6.8 แสน ล. คดี “ปู” ทำจำนำข้าวเจ๊ง ชี้ไม่ใช่ธรรมดาต้องรอบคอบ หวันโดน ฟ้องกลับ ป.ป.ช. อ้าง ม.73 ก.ม. ป.ป.ช.บีบให้ต้องรีบโดยไม่ต้องรอคำตัดสินของศาลฎีกาฯ “กลุ่มเสรีชน” โผล่หน้าเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยฯจี้ “บิ๊กตู่” เลิกอัยการศึก ดอดอ่านแถลงการณ์เจอรวบไปโรงพักปรับทัศนคติ ตร.ปรับคนละร้อยก่อนปล่อย ตัวไป อีกจุดเวทีเสวนา ปชต.ทหารคุมแจ นั่งฟัง-นั่งเฝ้าตั้งแต่ต้นยันจบงาน คดีไมค์แพงส่อวืด ป.ป.ช.รับสภาพจับได้แต่ปลาเล็ก ชาวบ้านชื่นชอบผลงาน “บิ๊กตู่” ที่สุด “หม่อมอุ๋ย-ณรงค์ชัย” ตามมาติดๆ “รมว.พาณิชย์” ได้กินบ๊วย

จากกรณีทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้มีการนัด 6 อดีตรัฐมนตรีและผู้แทน 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหักล้างแก้ข้อกล่าวหาคดีรับจำนำข้าว ขณะที่ในส่วนการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับจำเลย รัฐบาลก็กำลังเดินหน้าเช่นกัน

“ขุนคลัง” ถก “วิษณุ” บี้แพ่งคดีข้าว

วันที่ 22 ก.พ.นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวถึงการดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คณะทำงานที่ตั้งขึ้นกำลังดำเนินการ มีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนต่างๆละเอียดอ่อนมาก การตรวจสอบต้องรอบคอบ เราต้องดูตั้งแต่เรื่องแต่งตั้ง คนเซ็นคำสั่ง ขอให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก่อน พูดอะไรไปตอนนี้อาจผิดได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แม้เรื่องของคดีแพ่งจะต้องเร่งฟ้องร้อง แต่ก็ต้องดูให้ดีด้วย เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกฟ้องร้องกลับได้ถ้าไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่รู้ตอนนี้กระทรวงการคลังเกิดความเสียหาย ไม่ว่าใครที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินก็ต้องไปดู และวันที่ 24 ก.พ.จะหารือเป็นการภายในกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายวิษณุดูข้อกฎหมายคดีนี้

ป.ป.ช.ปัดฟ้องศาล ปค.อีกเด้ง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกระแสข่าวกรณี ป.ป.ช.จะฟ้องศาลปกครอง เพื่อเรียกค่าเสียหายทางละเมิดในคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ป.ป.ช.ไม่มีการฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อศาลปกครอง สิ่งที่ ป.ป.ช.ดำเนินการขณะนี้คือ การยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เรียกค่าเสียหายจากผู้เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลแพ่งเท่านั้น

อ้าง ม.73 ก.ม. ป.ป.ช.บีบรีดแพ่ง

นายปานเทพกล่าวอีกว่า ส่วนที่ระบุว่า ป.ป.ช.เร่งรัดในการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้งที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่ได้ชี้ขาดในคดีจำนำข้าวยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้เร่งรีบรวบรัดฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่เป็นการดำเนินการตามหน้าที่ ตามมาตรา 73 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2554 ที่ระบุว่า หากมีความเสียหายทางอาญาเกิดขึ้น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป ดังนั้นเมื่อคดีจำนำข้าวมีความเสียหายเกิดขึ้น ป.ป.ช.จึงมีอำนาจส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังเพื่อเรียกค่าเสียหายได้ ไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล จึงไม่ใช่การเร่งรีบรวบรัด

24 ก.พ.มีถก 3 วาระสุดฮอต

นายปานเทพกล่าวว่า ในการประชุม ป.ป.ช.วันที่ 24 ก.พ.จะมีวาระสำคัญเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. 3 เรื่องคือ 1.กรณีการลงมติเพื่อส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนอดีต 268 ส.ส.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ 2.กรณีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาคดีถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง เมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก 3.กรณีการพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้เกี่ยวข้องในการจัดซื้อไมโครโฟนที่ใช้ในห้องประชุม ครม.ราคาแพงเกินจริง

ไมค์แพงก่ายหน้าผากจับแต่ปลาเล็ก

นายปานเทพกล่าวอีกว่า กรณีไมโครโฟนห้องประชุม ครม.ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้สรุปรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.แล้ว เบื้องต้นพบว่า ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่คือ บางคนมองว่าผิดกฎหมาย เพราะมีการจัดซื้อในราคาแพงเกินจริง แต่บางส่วนเห็นว่า ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมีการขอยกเว้น เพื่อจัดซื้อจัดจ้างในกรณีพิเศษ อย่างไรก็ตามหาก ป.ป.ช.มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนจริง ก็คงเป็นแค่ระดับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น เช่น อธิบดีกรมโยธาธิการ แต่คงไม่ไปถึง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้าง

38 ส.ว.จวก ป.ป.ช.มโนข้อกล่าวหา

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี หนึ่งใน 38 ส.ว.ที่ถูกยื่นถอดถอนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมแถลงเปิดสำนวนถอดถอนในวันที่ 25 ก.พ. โดยจะเน้นย้ำถึงเหตุผลที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.เพราะเป็นการแก้ไขเพื่อคืนสิทธิอันเป็นเจตนารมณ์ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผ่านการเลือกตั้ง ส.ว.ให้กับประชาชน ไม่ใช่เห็นด้วย เพราะโกรธเคืองอดีต ส.ว.สรรหา ขณะเดียวกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อให้ตัวเองกลับมาเป็น ส.ว.ตามที่ถูกกล่าวหา เพราะข้อกล่าวหาเป็นเพียงความวิตก หรือเป็นจินตนาการของผู้กล่าวหา ถึงอย่างไรแล้ว เมื่อมีการแก้ไขเสร็จก็ต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนอีกอยู่ดี ทั้งหมดดำเนินการแก้ไขตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกประการ อย่างไรก็ตามตัวแทนที่จะร่วมแถลงเปิดสำนวน จะนัดหารือกันเพื่อสรุปประเด็นการแถลงเปิดสำนวนอีกครั้งในวันที่ 24 ก.พ.

“กลุ่มเสรีชน” โผล่เซ็นเตอร์วัน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณป้ายรถเมล์ ฝั่งศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วันได้มีกลุ่มเสรีชนไทยแลนด์ จำนวน 3 คน ประกอบด้วยนายอัครกฤษ นุ่นจันทร์ นางสารินี บุญชู นายวรชาติ พิทักษ์พิมพ์เจริญ มาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาค่าครองชีพ สินค้าแพง รายได้ต่ำต่อรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับฟังความเห็น ประชาชนบ้าง เพราะกฎอัยการศึกทำให้ประชาชนไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ต่างจากการถูกจับมัดมือมัดปากไว้

รวบไปโรงพัก-โวยลั่นถูกปิดปาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอัครกฤษ นุ่นจันทร์ กับพวก นำเสื้อสกรีนข้อความ “เสรีชน Thailand 58” มาเเจกประชาชนและสื่อมวลชน แต่ยังไม่ทันได้อ่านเเถลงการณ์ นายอัครกฤษ พร้อมพวกก็ถูกตำรวจนอกเครื่องเเบบควบคุมตัวไปที่ สน.พญาไท โดยนายอัครกฤษ ตะโกนร้องเสียงดังตลอดทางว่า “เห็นไหมว่ายังไม่ทันทำอะไรก็ถูกปิดปาก ผมโดนมัดปากเเล้วพี่น้องครับ”

สำหรับเอกสารแถลงการณ์กลุ่มเสรีชนไทยแลนด์ 58 ระบุว่า กลุ่มไม่ได้มาประท้วง หรือท้าทายกฎอัยการศึก และไม่มีการรับสินจ้างจากใครเพื่อมาดำเนินกิจกรรมในการเเสดงสัญลักษณ์ เเต่ต้องการเสนอให้รัฐบาลรีบดำเนินการเปิดเวทีกลางระดมความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศทุกสัปดาห์ เพราะเชื่อว่า สปช.หรือตัวเเทนจากสาขาอาชีพ และการเเสดงความเห็นทางจดหมาย ยังขาดความหลากหลาย ซึ่งหากขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน จะไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆของประเทศได้อย่างเเท้จริง พร้อมกันนี้เห็นว่าการเเสดงออกของประชาชน รัฐบาลควรยกเว้นบ้าง

ปรับทัศนคติ 4 ชม.-เข้าใจตรงกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสอบปากคำ โดยมี พ.ต.อ.ชณาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ ผงส.ผทค.สน.พญาไท และพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ พล.ม.2 รอ.ร่วมสอบปากคำและพูดคุยปรับทัศนคติ เป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

นายอัครกฤษกล่าวว่า พวกตนต้องขอโทษและแสดงความเสียใจด้วยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เพราะตนเข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลไม่มีเวทีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งพวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้จัดเวทีให้แสดงความคิดเห็นที่ทำเนียบรัฐบาล และที่ศูนย์ดำรงธรรมตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้พวกตนจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเต็มที่ในฐานะประชาชน พร้อมทั้งฝากประชาชนทั่วไปว่าอย่าเข้าใจผิดแบบพวกตน

เจอปรับคนละร้อยก่อนปล่อยตัวไป

พ.ต.อ.วิชัยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทหาร ได้ปรับทัศนคติพร้อมข้อตกลงกับทั้ง 3 คนว่าจะไม่ทำพฤติการแบบนี้หากต้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น พร้อมแจ้งข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ ก่อนทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงินคนละ 100 บาท รวมทั้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานและปล่อยตัวไป

ทหารคุมแจเวทีจัดเสวนา ปชต.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องสมุดสันติประชาธรรม ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล คณะกรรมการห้องสมุดสันติประชาธรรม ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จัดงานเสวนา “ย้อนรำลึกขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 (กบฏวังหลัง) ที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์” ก่อนการเสวนามีเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นาย โดย พ.ท.กิตติภพ เธียรสิริวงษ์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 19 มาสังเกตการณ์ก่อนอนุญาตให้มีการเสวนาเพราะได้รับการชี้แจงว่าเป็นการพูดเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ทั้งนี้ขอความร่วมมือห้ามพูดพาดพิงสถาบัน ปลุกระดมปลุกปั่น พร้อมกับร่วมรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ และหากจัดเสวนาลักษณะนี้ต้องขออนุญาตทหารล่วงหน้าเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อน สำหรับในวงเสวนา นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อจ.ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เล่าถึงประวัติศาสตร์สมัยกบฏวังหลวงตอนหนึ่ง ว่าจากการรัฐประหารล้มรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อปี 2490 นายปรีดีจึงได้รวบรวมพรรคพวกที่มีแนวความคิดเชื่อมั่นในหลักของประชาธิปไตยต่อต้านกลุ่มคณะรัฐประหาร จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการรัฐประหารซ้อนขึ้นมา ไม่ได้อยากยึดอำนาจมาเป็นของตัวเอง แต่เพื่อต้องการฟื้นฟูประชา-ธิปไตย สุดท้ายแล้วเลยทำไม่สำเร็จ กลายเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตยให้กับฝ่ายรัฐประหาร จากนั้นจึงเห็นการรัฐประหารอยู่เรื่อยมา ตนเชื่อว่าหากนายปรีดีทำสำเร็จในครั้งนั้น อาจได้เห็นการสถาปนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนก็เป็นได้

ปชป.หวั่น กก.ปรองดองล็อกสเปก

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการอิสระสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า ตนเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการฯชุดดังกล่าว เพราะจะทำให้คนไทยหันหน้ามาพูดคุยกัน ซึ่งไม่ขัดข้องที่จะมีคณะบุคคลมาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่เราต้องย้ำว่าการอภัยโทษหรือการนิรโทษกรรม ต้องไม่ทำให้ผิดเป็นถูก แต่จะต้องอภัยโทษให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง ต้องคืนสิทธิความบริสุทธิ์ให้เขาเหล่านั้น ส่วนผู้ที่กระทำผิดคดีอาญา คอร์รัปชัน คดีความมั่นคง หรือแกนนำทางการเมือง ไม่เห็นด้วยที่จะอภัยโทษให้ เพราะอาจเกิดแรงต้านทันทีจากฝ่ายเห็นต่างจนเสียของ ส่วนคุณสมบัติของคณะกรรมการปรองดองแห่งชาตินั้น เท่าที่เห็นเป็นการล็อกสเปกให้เฉพาะข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วเท่านั้น ความหลากหลายทางความรู้ยังไม่เพียงพอ จึงขอเรียกร้องให้มีการสรรหาบุคคลที่มีความหลาหลาย และขอความเป็นธรรม อย่ามองว่านักการเมืองเป็นคนชั่ว คนเลวไปหมด เพราะนักการเมืองที่ดีก็มี

“กษิต” โต้ “ปึ้ง” ปมล้าง “ชินวัตร”

นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ระบุมีสื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยมีความพยายามใช้กระบวนการทำลายล้างตระกูลชินวัตรให้หลุดพ้นวงจรการเมืองว่า ก็เป็นข้อเท็จจริงที่สื่อต่างชาตินำเสนอข่าวแบบนั้น กรณีนี้นายสุรพงษ์เพียงออกมาเล่าให้ฟังว่าฝรั่งเขาคิดกันแบบไหน แต่ถ้าคิดว่าต่างชาติกำลังเข้าใจผิด ว่ามีกระบวนการทำลายล้างตระกูลชินวัตรในประเทศไทย ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลทหารต้องชี้เเจงเพราะท่านยึดอำนาจไป 9 เดือนเศษ เเล้วที่ผ่านมาทำอะไรอยู่เหตุใดจึงปล่อยให้มีการเข้าใจผิด ทั้งโฆษกรัฐบาล หรือทูต หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทำอะไรกันอยู่ ป่านนี้จึงไม่พูดกันให้เข้าใจว่า ประเทศไทยมีกระบวนการที่ว่าหรือไม่ ซึ่งท่านมีอำนาจในมือจึงเป็นหน้าที่ของท่าน และเหตุใดไม่เรียกบรรดาตัวแทนหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ของต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย เข้ามาเพื่ออธิบายให้เขาเข้าใจว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งตนหรือใครอื่นก็ไม่มีหน้าที่มาชี้แจงแทน เพราะคนเก่งจะต้องชี้แจงหรืออธิบายได้เก่งด้วย

พท.ยุตัดสิทธิ 10 ปี คนขัดขวาง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระสร้างความปรองดองแห่งชาติ ควรมีโครงสร้างประกอบด้วย คู่กรณีทุกฝ่าย คนกลาง นักวิชาการ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่เสนอแนวทางและทางออกในการสร้างความปรองดอง และควรมีการเขียนบทลงโทษไว้ในกฎหมายด้วยว่า หากใครที่ขัดขวางกระบวนการสร้างความปรองดองตามแนวทางของคณะกรรมการชุดนี้ จะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี รวมถึงถูกยุบพรรคด้วย เพราะถือว่ากระทำการขัดหลักการปรองดองที่มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนแนวทางการปรองดองนั้น สามารถทำได้ทั้งการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการอภัยโทษ แต่ส่วนตัวเห็นว่า การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นแนวทางเหมาะสมที่สุด แต่จะนิรโทษกรรมกลุ่มใดบ้าง ให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดดังกล่าวไปหารือกัน

ม.รังสิต มอบ ป.ดุษฎีฯ “พระสุเทพ”

ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จัดพิธีประสาทปริญญา ประจำปี 2557 โดยมี พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี และนายกสภามหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธี ซึ่งปีนี้สภามหาวิทยาลัยรังสิตมีมติมอบปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง แก่พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพราะเห็นว่า นายสุเทพเป็นผู้นำที่ได้รับการตอบรับไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนทั่วทั้งทวีปเอเชีย จากผลของเว็บไซต์เอเชียโซไซตี้ ที่นายสุเทพได้รับคะแนนการโหวตเป็นบุคคลแห่งปีของเอเชีย ประจำปี 2557 ได้คะแนนร้อยละ 88 สำหรับเหตุผลที่มอบให้คือ 1.ในฐานะเป็นแกนนำภาคประชาชนในการต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยยึดหลักอหิงสา และเรียกร้องการปฏิรูปประเทศอย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ 2.เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองในภาคประชาชน และสร้างอารยะขัดขืนต่ออำนาจรัฐที่มิชอบ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศ 3.เป็นบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงจากการโหวตให้เป็นบุคคลแห่งปีของเอเชียจากเว็บไซต์เอเชียโซไซตี้สูงสุดในปี 2557 ทั้งนี้ พระสุเทพไม่ได้มารับ แต่นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต จะหาโอกาสมอบให้กับพระสุเทพด้วยตัวเองในภายหลัง

“แก้วสรร” อัด “บวรศักดิ์” ไม่เลี้ยง

นายแก้วสรร อติโพธิ แกนนำกลุ่มไทยสปริง กล่าววิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยมีสภาพเป็นไข้รุม คนเขียนรัฐธรรมนูญจึงตั้งเป้ารักษาไข้คือ ความขัดแย้งต้องยุติ ประเทศจึงจะพ้นวิกฤติ ฟังที่นายบวรศักดิ์ดำริจะสร้างกลไกมีกรรมการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติเป็นคนกลางดึงคู่ขัดแย้งให้มาหันหน้าหากัน ทั้งที่ไข้รุมนี้เป็นมะเร็งที่กำลังก่อตัว ที่จำเป็นต้องปราบเนื้อร้าย อันที่จริงนายบวรศักดิ์ มีส่วนก่อขึ้นโดยตรงในคราวผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ ปี 40 ทุ่มเทวางกลไกให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเหนือ ส.ส. และรัฐบาลเข้มแข็งเหนือฝ่ายค้าน จากนั้นมาสร้างกลไกอิสระคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของเสียงข้างมากด้วยมาตรการทางกฎหมาย อีกชั้นหนึ่ง เป็นกลไกประกันการลงทุนทางการเมืองของนายทุน ที่จับมือกันทุ่มทุนเป็นพันล้านสร้างเผด็จการพรรคการเมืองขึ้นมา จนกลายเป็นทรราชจากหีบเลือกตั้งที่แข็งขืนต่อกฎหมายตลอดเวลา เกิดผู้คนลุกฮือขึ้นสู้เป็นสองระลอก ทั้ง พันธมิตร และ กปปส. แล้วจบด้วยคำสัญญาของ คสช.ในวันนี้ว่าจะคืนความสุขให้เราในที่สุด

ซัดทำพลาดมาแล้วยังกล้าเสนอหน้า

นายแก้วสรรกล่าวอีกว่า ความคิด ความเคลื่อน ไหวทางการเมือง ที่เผด็จการพรรคการเมืองนายทุน อัดฉีดลงไปในสังคมไทยทำให้เสียทั้งความเสมอภาคในการมีส่วนร่วมและแบ่งปันกัน และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน และการข่มเหงรังแกล่วงสิทธิพื้นฐานในความคิด ชีวิต ร่างกายของผู้อื่นในที่สุด หากไม่ขุดรากถอนโคน ทั้งความคิดและความเคลื่อนไหวของเผด็จการนี้ เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เละอีก ทั้งหมดนี้คือเผด็จการพรรคการเมืองที่นายบวรศักดิ์เขียนเมื่อปี 40 ประกันการลงทุนของพวกนายทุนสามานย์ไว้ พอปีศาจตัวนี้กำเริบขึ้นมาในเสื้อคลุมประชาธิปไตย ก็อาละวาดทำประเทศเสียหายมาจนทุกวันนี้ แล้วปีนี้คนฉลาดที่ผิดพลาดไปแล้วคนนี้ ก็มาเสนอหน้าจะเขียนรัฐธรรมนูญ

แกนนำชุมชนชี้ไทยยังไม่พร้อม ลต.

มาสเตอร์โพล ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง สำรวจความคิดเห็นของแกนนำชุมชนต่อประเด็นทางการเมืองและความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 19-21 ก.พ. เมื่อถามความคิดเห็นของแกนนำชุมชน ถึงความพร้อมของไทยในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ พบว่าร้อยละ 28.8 คิดว่าพร้อมแล้ว เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ดี อยากให้เลือกตั้งเสียทีจะได้จบปัญหา ร้อยละ 71.2 คิดว่าไม่พร้อม เพราะยังมีความขัดแย้งกันอยู่/สถานการณ์ยังดูวุ่นวาย/ยังร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ เมื่อถามว่า ประเทศชาติจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน ถ้าจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ หลังจากที่มีการปฏิรูปประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว พบว่าร้อยละ 83.3 เห็นว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าโดยให้เหตุผลว่า จะได้มีแนวทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 16.7 เห็นว่า จะเสียประโยชน์มากกว่า เพราะ เลือกตอนไหนก็เหมือนกัน ยิ่งเลือกตั้งช้า ยิ่งถูกกดดัน ไม่แน่ใจในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปัญหาขัดแย้งคงไม่ยุติง่ายๆ จะมีความขัดแย้งมากขึ้น

สูสีเชียร์–ไม่เชียร์ “บิ๊กตู่–ทักษิณ” เจรจา

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องการเจรจาระหว่าง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-19 ก.พ. เมื่อถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างความปรองดอง พบว่าร้อยละ 34.69 เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 33.57 ไม่ควรมีการเจรจา และร้อยละ 22.09 การเจรจาควรเกิดขึ้น หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมารับโทษในไทยก่อน เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการปรองดอง พบว่าร้อยละ 36.18 ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างยุติธรรมกับทุกกลุ่ม ร้อยละ 34.19 ทุกกลุ่มต้องเคารพกฎหมายและคำตัดสินของศาล ร้อยละ 11.74 ทุกกลุ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจา ปรองดอง ร้อยละ 7.19 ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งหน้า ร้อยละ 7.03 ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย ร้อยละ 6.39 เริ่มต้นใหม่หมดด้วยการห้ามสมาชิกทุกกลุ่มการเมือง อดีตนักการเมืองทุกพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ร้อยละ 6.15 ห้ามทุกกลุ่มการเมืองเคลื่อนไหวปลุกระดม ร้อยละ 5.43 ไม่ต้องทำอะไรเพราะการปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้น ได้จริง ร้อยละ 3.51 ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย แต่ยกเว้นแกนนำ ร้อยละ 3.27 ตั้งคณะ กรรมการปรองดองแห่งชาติ ร้อยละ 1.68 กำหนดเรื่องปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญ

เชื่อหลัง ลต.ยังขัดแย้งเหมือนเดิม

ด้านความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่าร้อยละ 43.30 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะเหมือนเดิม ร้อยละ 32.54 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะลดลงร้อยละ 9.01 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.27 สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะหมดไป และเมื่อถามถึงความรู้สึกประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พบว่าร้อยละ 49.45 รู้สึกเบื่อมาก ร้อยละ 30.78 รู้สึกเฉยๆ ร้อยละ 16.03 รู้สึกค่อนข้างเบื่อ ร้อยละ 1.75 รู้สึกค่อนข้างสนุกตื่นเต้นกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย
ผลงาน ศก.รบ.ได้ 5.62 เต็ม 10

กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ ได้สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 28 แห่ง จำนวน 66 คน เรื่อง “ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 6 เดือน” โดยเก็บ ข้อมูลระหว่างวันที่ 9-17 ก.พ. พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลงานการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยให้คะแนน 5.62 คะแนน จากเต็ม 10 ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงกว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ได้ 4.08 คะแนน และสูงกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ 5.12 คะแนน โดยการประเมินครั้งนี้ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ได้คะแนนมากที่สุดในด้าน การบริหารจัดการค่าเงินบาท/เสถียรภาพค่าเงินบาท 6.51 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในด้านการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม GDP 5.19 คะแนน

“บิ๊กตู่” ที่ 1–“ฉัตรชัย” กินบ๊วย

สำหรับการประเมินผลงานตัวนายกรัฐมนตรีโดยภาพรวม พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้คะแนน 6.62 คะแนน จากเต็ม 10 สูงกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ได้ 3.66 คะแนน ในส่วนของผลงานรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ พบว่า นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ได้คะแนนสูงสุด 6.15 คะแนน รองลงมาเป็นหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ได้ 6.07 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ได้ 5.20 คะแนน ทำให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.69 คะแนน ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คะแนนเท่ากับ 7.54 คะแนน ซึ่งเป็นระดับคะแนนสูงสุด และเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2556 ที่ได้ 7.11 คะแนน และ เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรมีการปรับ ครม.หรือไม่ พบว่าร้อยละ 34.8 ควรปรับ เพราะ 1.รัฐมนตรีไม่มีความเชี่ยวชาญจริง กรอบการทำงานแคบ ทำงานแบบราชการ ขาดแนวคิดใหม่ๆ ดังนั้น ควรให้มือ อาชีพ มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาทำหน้าที่แทน 2.การปฏิบัติงานล่าช้า งานไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร ทำงานเชิงรับและทำงานไม่สอดประสานกัน ขณะที่ ร้อยละ 21.2 ไม่ควรปรับ โดยให้เหตุผลว่า 1.เพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย/โครงการต่างๆ 2.รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานที่น้อยจึงไม่ควรมีการปรับเปลี่ยน ครม.

รบ.เยอรมันเชิญไทยดูงาน ลต.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติเห็นชอบให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (Mixed-Member Proportional หรือ MMP) ที่ใช้ในประเทศเยอรมนีมาใช้ในประเทศไทย ล่าสุดรัฐบาลเยอรมันได้เชิญ กมธ.ยกร่าง รัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดูงานด้านการเลือกตั้ง ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในช่วงระหว่างวันที่ 15-20 มี.ค. โดยรัฐบาลเยอรมันจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

“บวรศักดิ์” นำทีมไปสัมผัสของจริง

โดยคณะที่จะไปดูงานครั้งนี้มีจำนวน 9 คน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ. ยกร่างฯ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกและที่ปรึกษา กมธ.ยกร่างฯ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ. ปฏิรูปการเมือง สปช. และนายปริญญา เทวานฤมิตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านกฎหมายที่เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบเยอรมนี ร่วมคณะเดินทางด้วย

จากกรณีทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้มีการนัด 6 อดีตรัฐมนตรีและผู้แทน 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหักล้างแก้ข้อกล่าวหาคดีรับจำนำข้าว ขณะที่ในส่วนการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับจำเลย รัฐบาลก็กำลังเดินหน้าเช่นกัน 23 ก.พ. 2558 08:04 ไทยรัฐ