วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ไพบูลย์' ลุยต่อสอบเงินบริจาค 'ยูเนี่ยนคลองจั่น'

'ไพบูลย์' ลุยต่อสอบเงินบริจาค 'ยูเนี่ยนคลองจั่น'

  • Share:

"ไพบูลย์" ลุยต่อสอบเงินบริจาค" ยูเนี่ยนคลองจั่น ย้ำ สมเด็จพระสังฆราชฯ ชี้ต้องปาราชิก ยัน พระลิขิตฉบับ 1 พ.ค.42 เรียก"ธัมชโย"อดีตเจ้าอาวาสประธาน กก.ฯ ย้อนถาม มส.ได้ทำตามที่รับปากในมติเดิมหรือไม่

วันที่ 22 ก.พ. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ในวันที่ 23 ก.พ. จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อในเรื่องการรับเงินบริจาคของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นให้วัดพระธรรมกายกว่า 700 ล้านบาท โดยจะเชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาร่วมประชุมเพื่อตรวจสอบเส้นทางการโอนเงินว่าให้ใครบ้าง กี่เส้นทาง

เนื่องจากมีผู้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้รับบริจาคอย่างน้อย 3 ส่วนคือ ให้วัดธรรมกาย ให้พระธัมมชโยและพระปลัดคนที่ใกล้ชิดพระธัมมชโย ว่าผู้รับเงินทั้งหมดจะรู้เห็นด้วยหรือไม่ เพราะมีคดีร้องกันคาที่ศาล จึงจะบอกว่าคนรับเงินบริจาคจะไม่รู้เรื่องเลยก็ไม่ได้ มีคำถามว่าเป็นการสมรู้หรือไม่ อย่างไร ที่สำคัญครั้งนี้จะหนักกว่าเดิมเพราะเป็นการฉ้อโกงทรัพย์ของประชาชนแล้วนำมาบริจาคให้วัด มีที่ไหนทำกัน จึงต้องตรวจสอบในกรณีนี้ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เพื่อปฏิรูปปกป้องพระศาสนาไม่ให้มีปัญหามันจะเสื่อมเสียไปทั้งหมด 

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุที่ตนประกาศว่าจะตรวจสอบมติของ มส.ว่าถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่ มส. มีมติเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ระบุว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายยังไม่ปาราชิก ไม่ได้ฝ่าฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกนั้น ตนกลับเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะมติที่ออกมาเป็นการขัดต่อพระลิขิตเดิมที่มีตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีออกมาถึง 3 ฉบับ และได้รับการรับรองจากที่ประชุม มส.ว่าเป็นของจริง และยืนยันเห็นชอบตามพระลิขิตดังกล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎเถรสมาคม ที่สุดจึงมีมติให้ฝ่ายสังฆาธิการรับไปดำเนินการตามมติ มส. หากเปรียบเป็นศาลทางโลก ก็เท่ากับธัมมชโยได้ถูกศาลฎีกาพิพากษาจบไปแล้ว

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่ มส. มีมติรับรอง ซึ่งทรงลงวันที่ 26 เม.ย.42 ระบุว่า "ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่องเป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่หนัก" และที่ระบุชัดเจนในวรรค 2 ที่ว่า "ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัด ทันที (5 เม.ย.2542) ไม่คิดให้มีโทษเพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจไม่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ก็แสดงชัดแจ้ง ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา"

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนพระลิขิตอีกฉบับออกเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2542 ที่วัดบวรนิเวศวิหารฯ สมเด็จฯ ท่านทรงระบุว่า "ในกรณีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดีด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม" ก็ชี้ชัดว่าพระองค์ตัดสินไปแล้ว โดยพระลิขิตที่สำคัญอีกฉบับคือ ฉบับที่ออกวันที่ 10 พ.ค.2542 ที่ระบุว่า

"ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่า ในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจ ท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งรับฟังในที่ประชุมวันนี้ ที่ 10 พ.ค. 2542" ก็สามารถถือเป็นข้อสังเกตว่าสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้เรียกคำแทนพระธัมมชโย ว่า เป็น อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปแล้วเพราะทรงเห็นว่าได้พ้นจากความเป็นพระไปแล้ว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การที่ มส.มีมติออกมาขัดแย้งต่อพระลิขิตของสมเด็จสังฆราชฯ นี้ ถือเป็นการบิดเบือนข้อความจริงในพระลิขิตซึ่งมีผลในทางกฎหมายไปแล้ว เพราะพระธัมมชโยได้ถือว่าปาราชิกไปแล้ว 2 กรณีคือ 1. อวดอุตริมนุษธรรม ทำให้สงฆ์แตกแยก บิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ 2. ได้ปาราชิกหลังจากวันที่ 5 เม.ย.42 ตามที่พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงระบุชี้ชัด กรณีไม่คืนสมบัติให้วัดภายในวันที่ 5 เม.ย. ตามวรรค 2 ถามว่า ที่ประชุมมส. ครั้งที่ 16/2542 ซึ่งออกมติที่ 193/2542 เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2542 โดยรับรองพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ แล้ว ได้ทำตามที่รับปากไว้กับสมเด็จพระสังฆราชฯ แล้วหรือไม่ อย่างไร รวมถึงการขอให้กรมศาสนาเผยแพร่พระดำริในเรื่องนี้ทั้งหมดต่อสาธารณชนและสังคมได้รับรู้ แต่เรื่องกลับถูกดองมานานกว่า 16 ปี ทั้งนี้ ตนจะขอมติ มส.เมื่อวันที่ 20 ก.พ.58 มาตรวจสอบแน่นอน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้