วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผาตอซังซ้ำทุกข์ วังวนยิ่งทำยิ่งจน

ทุกๆปีพอถึงช่วงฤดูแล้ง เดือนมกราคมถึงเมษายน ...เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ 10 จังหวัด...เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน ตาก จะเผาทำลายตอซังฟางข้าว เศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกฤดูกาลใหม่

ผล...จากการเผา ทำให้เกิดความร้อน มีหมอกควัน ฝุ่นฟุ้งกระจายปกคลุมกินพื้นที่หลายจังหวัดข้อมูลการ “เผาตอซัง”...สองปีที่แล้วมีปริมาณตอซังและฟางข้าวสูงถึงปีละ 50-60 ล้านตัน ถ้าถูกเผาจะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 27 ล้านตันกิโลกรัม คาร์บอนฟุ้งกระจายบนผิวโลก ส่วนพื้นดินที่เผาตอซังจะสูญเสียไนโตรเจน 6-9 กิโลกรัมต่อไร่...ฟอสฟอรัส 0.8 กิโลกรัมต่อไร่...โพแทสเซียม 15.6 กิโลกรัมต่อไร่

วันนี้แม้ว่าการเผาจะลดลงไปมากเพราะมีการรณรงค์...“ไถกลบตอซัง” อย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหา หลายหน่วยงานก็ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ประเมินกันว่าการเผาไม่น่าจะเกิน 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว

อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า ปัญหาการเผาส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าในพื้นที่การเกษตรมีน้อยมาก ปัญหาจริงๆจะไปหนักในประเทศเพื่อนบ้าน มีทั้งพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ทำการเกษตร...แล้วควันก็ลอยเข้ามาสร้างปัญหา “บ้านเรา...ยุคก่อน ปลูกไร่ข้าวโพด หลังจากสีข้าวโพดไปแล้วก็จะเหลือเศษซังข้าวโพด ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เผาทิ้งเพราะไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ ในส่วนที่เป็นที่นาก็เผาตอซังข้าว”

ช่วง 10 ปีที่กรมพัฒนาที่ดินรณรงค์ชี้ให้เห็นประโยชน์ การ “ไถกลบตอซัง” ก็เริ่มตื่นตัว...พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่หลายจุดทำโครงการปุ๋ยหมักกองใหญ่ ใช้วัสดุที่เหลือจากการสีข้าวโพด ซังข้าวโพด ทำให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ จนเกิดกระแสไม่เผาตอซัง ทำให้บางพื้นที่มีปริมาณการเผาลดลงไปมากมาย

“เราเดินมาถูกทางแล้ว ที่จะทำให้เกษตรกร ชาวบ้านเข้าใจ ไม่อย่างนั้นในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือจะเจอกับปัญหาหมอกควันหนักกว่านี้”

อภิชาต ย้ำว่า การเผาตอซังประเด็นสำคัญข้อแรกก็คือผลกระทบจากการเกิดควัน ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจก มองในระดับโลกก็เป็นการสร้างปัญหาโลกร้อนให้รุนแรงมากขึ้น

ถ้ามองในระดับชาวบ้าน สูดควันเข้าไป ขี้เถ้า...แขวนลอยทั้งหลายก็มีผลต่อเรื่องสุขภาพอีก ต่อดินเองเศษตอซังเป็นอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดิน เผาทิ้งไปก็เท่ากับหายไปจากดิน ไม่ได้คืนสู่ดิน

แล้วดินไร่นาเพาะปลูกประเทศไทยก็มีปัญหาขาดอินทรียวัตถุมาก... จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตในดินอยู่ไม่ได้ ปริมาณก็ลดน้อยลงๆ...จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตในดิน ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี เป็นปัจจัยในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดึงไนโตรเจนจากอากาศลงมา ช่วยเรื่องความชื้น เพิ่มองค์ประกอบต่างๆในดินให้สมบูรณ์

ชาวบ้าน เกษตรกรทำการเกษตร เมื่อดินเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล หรือไม่ก็ผลผลิตน้อย ทางเดียวที่คิดกันเฉพาะหน้าก็ต้องหันไปพึ่ง “ปุ๋ยเคมี”

ภาษาชาวบ้านที่พูดกัน...ยิ่งดินจืด ไม่สมบูรณ์ก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ปัญหาเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีก็ยิ่งทำให้จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตในดินหายไปมากยิ่งขึ้น นับวันก็ยิ่งต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นๆ ถ้ายังอยากได้ผลผลิตเท่าเดิม

วังวนปัญหาเป็นเช่นนี้ ก็เป็นผลกระทบเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

ปัจจุบันค่าเฉลี่ยดินในประเทศไทยทั้งหมดต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าน้อยมาก ปกติแล้วควรจะมีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์...ดินที่มีอินทรียวัตถุมากเป็นดินดีมีโครงสร้างทางกายภาพดี ไม่แน่นทึบ เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในดิน ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวห้ำ ตัวเบียน ที่มาออกไข่...ขยายพันธุ์

“ถ้า...ยังเผาตอซัง อย่างไรก็หนีไม่พ้นปัญหาดินแห้ง เสื่อมสภาพ ดินจะแข็งขึ้น...แข็งขึ้น นั่นก็คือผลกระทบที่เกษตรกรจะมองเห็นได้ด้วยตนเองอย่างชัดเจน”

กลับกัน...ถ้าเราไถกลบตอซังลงไปในดินให้ย่อยสลาย ก็เป็นการเติมออกซิเจน จุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตในดินก็เริ่มมีชีวิต เพิ่มจำนวน เพิ่มปริมาณ ขยันขันแข็ง ก็จะช่วยคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดินอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด...การใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหลายก็ไม่จำเป็นต้องใช้มากมายเหมือนเคย ถ้าไม่ได้ทำการเกษตรอินทรีย์อาจไม่ถึงกับเลิกใช้...ใช้อยู่แต่ใช้น้อยลงจำกัดลงได้ เป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร

ถึงวันนี้เกษตรกรหลายคนอาจจะยังมีความเชื่อที่ว่า “ไถกลบตอซัง” จะทำให้การทำเกษตรใช้เวลามากขึ้น ต้องบอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกรอาจจะไม่เข้าใจเพราะการไถกลบถ้าจะทำต้องไปจ้าง ไม่ได้ใช้แรงงานเองก็ต้องเสียเงิน ไม่ได้คิดว่าผลที่สะท้อนออกมาจะดี ไม่ดีอย่างไร “เผาทิ้ง...เสียเลย เวลาไถก็ง่ายขึ้น”

ความจริงที่สะท้อนให้หลายคนเห็นแล้วในวันนี้ “การไถกลบ”...กรมพัฒนาที่ดิน มีข้อแนะนำช่วยเหลือในการใช้น้ำหมักชีวภาพจาก พ.ด.2 เป็นตัวที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่จะเข้าไปช่วยในกระบวนการย่อยสลายตอซังที่ไถกลบเอาไว้ในดินให้เร็วขึ้น...แทนที่จะไถกลบแล้วหมักไว้นานๆเป็นเดือนๆกว่าจะย่อยหมด ก็สลายเร็วขึ้น กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เร็วขึ้น ปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพดีขึ้นทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี

นอกจากไม่เผาและใช้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลาย ยังต้องตอกย้ำถึงมุมมอง แนวคิดในการทำการเกษตรแบบพอเพียงยั่งยืน ที่เกษตรกรสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

“ไถกลบตอซัง” เป็นกระบวนการลดต้นทุนที่เกษตรกรอาจจะคาดไม่ถึง อาจนึกเพียงว่า ไม่ให้เผาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหมอกควันเท่านั้นเอง แต่ว่าถ้าทำ ลงมือปฏิบัติจริงก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล...

วันนี้อาจจะคาดหวังว่าผลผลิตจะมีราคาสูง ขายได้แพง ท่ามกลางสถานการณ์ผันผวน ราคาคงไม่พุ่งสูงแบบพรวดพราดขึ้นไปได้ ถ้าลดต้นทุนได้ถึงแม้จะขายผลผลิตไม่ได้ราคา เมื่อต้นทุนถูกลงก็ยังมีกำไร

“การลดต้นทุน...เห็นชัดๆว่าเกษตรกรกำหนดได้เอง จะเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ส่วนเรื่องราคาผลผลิตไม่มีทางจะเอื้อมถึงหรือมีสิทธิที่จะตัดสินใจอะไรได้ ขึ้นอยู่กับพ่อค้าปลายทางที่รับซื้อ”

ปี 2555 ผลการศึกษาอิทธิพลการเผาตอซัง-ไม่เผาตอซังข้าว ก่อนไถกลบต่อผลผลิตต่อไร่ ค่าใช้จ่ายและรายได้ของเกษตรกร บ้านทุ่งผง ต.ทุ่งศรีทอง อ.เวียงสา จ.น่าน โดยนักวิชาการกลุ่มแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 1 จังหวัดเชียงใหม่ มีตัวเลขน่าสนใจ...

เปรียบเทียบผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่จากเกษตรกรที่ศึกษาเฉลี่ยมีพื้นที่เกษตรครัวเรือนละ 7 ไร่...มีสมาชิกในครัวเรือน 4 คน...อายุเฉลี่ย 53 ปี กรณีเผาตอซังได้ผลผลิตต่อไร่ 594 กิโลกรัม กรณีไม่เผาตอซังได้ผลผลิตต่อไร่ 705 กิโลกรัม เปรียบเทียบรายได้ต่อไร่ กรณีเผาตอซัง 8,223 บาท...กรณีไม่เผาอยู่ที่ 10,039 บาท

เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตต่อไร่ กรณีเผาตอซังอยู่ที่ 5,648 บาท กรณีไม่เผาตอซังอยู่ที่ 5,795 บาท...ไม่เผาตอซังต้นทุนน้อยกว่าไร่ละ 147 บาท แต่ทำรายได้เฉลี่ยได้มากกว่าไร่ละ 1,816 บาท

“ลงมือปฏิบัติเพื่อลดต้นทุนการผลิต...เพิ่มช่องว่างส่วนต่างให้มากขึ้นได้ด้วยมือของตัวเอง ถ้าทำได้...ไม่ว่าราคาขายพืชผลการเกษตรจะขึ้นหรือลง ถ้าต้นทุนเราถูกเสียอย่างก็ไม่ต้องกังวลใจ อย่างน้อยก็มีกำไร”

อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ฝากทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย ยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นๆ ดินเสื่อมไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะสู้ต้นทุนการผลิตไม่ไหว...ต้นทุนอาจวิ่งแซงราคาผลผลิต

“หยุดเผา...แทนที่ด้วยไถกลบ จะทดแทนด้วยรายได้ที่คืนกลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ”.

ทุกๆปีพอถึงช่วงฤดูแล้ง เดือนมกราคมถึงเมษายน ...เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ 10 จังหวัด...เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน ตาก จะเผาทำลายตอซังฟางข้าว 22 ก.พ. 2558 09:14 ไทยรัฐ