วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปัญหาของประเทศ นายกฯต้องกล้าตัดสินใจ

ปัญหาของประเทศ นายกฯต้องกล้าตัดสินใจ

  • Share:

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจปฏิวัติยึดอำนาจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 คำสั่งทุกฉบับของ คสช. ที่มีลายเซ็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นกฎหมาย ผมเชื่อว่า ปัญหาของประเทศไทยที่มีอยู่ในวันนี้ ไม่มีอะไรที่ “ตัดสินยากกว่าการตัดสินใจปฏิวัติ” อีกแล้ว

ทุกคนคิดว่า การปฏิวัติครั้งนี้ จะช่วยแก้ปัญหาของประเทศที่หมักหมมให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เหมือนสมัยที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติและตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่วันนี้เริ่มมีคนรู้สึกผิดหวัง แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่แก้ปัญหาต่างๆให้หมดไปอย่างรวดเร็ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ใช้อำนาจนั้น แต่ทำตัวลอย ปล่อยให้คู่ขัดแย้งแก้ปัญหากันเอง จนหลายปัญหาขยายเป็นวงกว้าง ตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นก็คือ เรื่องการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเปิดเวทีกลางที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ให้คู่ขัดแย้งสองฝ่ายไปถกเถียงกันที่ทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ นั่งดูผ่านจอทีวี แต่เรื่องก็ไม่จบ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีสำนักนายกฯ เชิญตัวแทนสองฝ่ายไปถกกันในวงเล็กนานเกือบ 3 ชั่วโมง

หลังการหารือ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษก แถลงว่า นายกฯขอให้ทุกฝ่ายหาทางออก ตัวนายกฯเองไม่ประสงค์ที่จะตกลงใจในตัวท่านคนเดียว จึงต้องดูรายละเอียด ถ้าคุยในวงเล็กแล้ว ตรงไหนไปได้ ก็ดำเนินการได้เลย ส่วนตรงไหนที่เห็นต่าง ก็ตั้งคณะกรรมการมาพิจารณา และมีข้อเสนอให้นายกฯตัดสินใจอีกครั้ง

ส่วนผลการหารือ ม.ล.ปนัดดา สรุปว่ามี 3 ประเด็นคือ

1.สองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การบริหารจัดการพลังงานต้องเป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม

2.สองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องทบทวนปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เพื่อให้รัฐบาลมีทางเลือกมากกว่าการเปิดสัมปทานมากขึ้น

3.การตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อหาข้อสรุป ทั้งนโยบายการเปิดสัมปทาน การแก้ไขกฎหมาย จากนั้นจะนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนวันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้เอกชนยื่นสิทธิขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบ 21

ผมหวังว่าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจให้เด็ดขาดเสียที การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมและภาษีปิโตรเลียมก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นของรัฐบาลอยู่แล้ว สัปดาห์เดียวก็น่าจะเสร็จ

ส่วนเรื่อง การให้สัมปทานแบบเดิม กับ การแบ่งปันผลผลิตแบบใหม่ ที่เป็นข้อขัดแย้ง ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจให้เด็ดขาด ที่ปรึกษาเก่งๆก็มีเยอะ เช่น “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ไปจนถึง สภาพัฒน์ เรามีคนเก่งเยอะ แต่ขอให้ซื่อสัตย์ เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก แล้วทุกปัญหาก็จะตัดสินใจได้อย่างง่ายดายยิ่ง

“ระบบสัมปทาน” ที่ใช้มาหลายสิบปีจากการให้สัมปทาน 20 รอบ ทำให้คนไทยใช้น้ำมันและก๊าซแพงเท่าราคาตลาดโลก ทั้งที่เป็นน้ำมันดิบและก๊าซในอ่าวไทย ขณะที่ มาเลเซีย ใช้ “ระบบแบ่งปันผลผลิต” แล้ว คนมาเลเซียก็ได้ใช้น้ำมันและก๊าซถูกกว่าไทยมากมาย มันเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่ขุดมาจากอ่าวไทยเหมือนกัน

เรื่องอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้อง “กล้าตัดสินใจ” ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไป “ทำโพล” เพราะเรื่องน้ำมันและก๊าซ ผลประโยชน์มันเยอะ และ ลึก เกินกว่าที่ประชาชนจะเข้าใจ

เรื่องแค่นี้ ถ้า นายกฯตู่ยังไม่กล้าตัดสินใจ การขับเคลื่อนประเทศไทยก็ลำบาก.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้