วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสียงกระซิบจากเมืองน่าน "กระซิบรัก" โด่งดังทั่วไทย

เสียงกระซิบจากเมืองน่าน "กระซิบรัก" โด่งดังทั่วไทย

โดย ซูม
23 ก.พ. 2558 05:01 น.
  • Share:

ผมได้กราบเรียนท่านผู้อ่านไว้แล้วว่า ฉากสำคัญยิ่งที่ทำให้งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ ที่ชาวน่าน จัดถวายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ สวยสดงดงามขึ้นอีกหลายเท่านั้นได้แก่ พระอุโบสถของวัดภูมินทร์ ที่อยู่ใกล้ๆกับบริเวณจัดงานนั่นเอง

เพราะเมื่อกล้องทีวีที่ถ่ายทอดการแสดงสดค่อยๆแพนไปรอบๆ ก็จะเห็นพระอุโบสถจัตุรมุข ศิลปะล้านนาดังกล่าว เด่นตระหง่านท่ามกลางแสงสีตระการตาเป็นฉากอยู่ด้านหลัง

นี่คือพระอุโบสถของวัดที่โด่งดังมากวัดหนึ่งของจังหวัดน่าน และอยู่เคียงคู่กับเมืองน่านมากว่า 300 ปี

ผมเองแม้จะเคยมาเมืองน่านหลายครั้งในอดีต แต่ก็ยังไม่เคยมา กราบไหว้อธิษฐานขอพรที่วัดนี้เลยสักครั้ง

เคยแต่อ่านหนังสือและสารคดีท่องเที่ยวที่เขียนถึงบ่อยๆ จึงทราบประวัติคร่าวๆ และทราบว่าภายในพระอุโบสถของวัดภูมินทร์ มีของดีเมืองน่านที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นก็คือภาพ “กระซิบรักบันลือโลก” ที่เป็นภาพจิตรกรรมจากฝีมือจิตรกรเมืองน่านรายหนึ่งที่วาดไว้ ณ ผนังพระอุโบสถเมื่อประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา

ภาพหนุ่มสาวกำลังกระซิบอะไรกันอยู่ ที่ผมขออนุญาตนำลงตีพิมพ์ให้ดูเป็นตัวอย่างในวันนี้แหละครับ

มีการนำภาพนี้ไปเผยแพร่ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง รวมทั้งนิตยสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ล่าสุดนี้ ซึ่งถือเป็นเดือนแห่งความรักและ สายสัมพันธ์ ก็นำภาพนี้ลงประกอบในหน้าบทบรรณาธิการประจำฉบับ

โชคดีจริงๆครับที่เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับ กทม. คณะของผมได้มีโอกาสแวะไปกราบพระพุทธรูปในวัดภูมินทร์ โดยมิคาดฝัน ทำให้ผมพบเห็นภาพที่อยากเห็นและรอคอยมานานแสนนานภาพนี้ในที่สุด

สำหรับ วัดภูมินทร์ นั้นแต่เดิมชื่อ วัดพรหมมินทร์ สร้างในสมัย เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อ พ.ศ.2139 แต่ชาวบ้านรุ่นหลังๆเรียกเพี้ยนจาก พรหมมินทร์ เป็น ภูมินทร์ จึงกลายเป็น วัดภูมินทร์ ตราบเท่าทุกวันนี้

ต่อมาใน พ.ศ.2410 หรือปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการซ่อมแซมพระอุโบสถครั้งใหญ่และได้มีการเขียนภาพที่ผนังพระอุโบสถโดยจิตรกร พื้นเมือง บันทึกชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนบ้านเรือนของชาวเมืองน่าน ยุคโน้นไว้อย่างสวยงาม

รวมทั้งภาพชายหญิงที่กำลังกระซิบกันอยู่คู่นี้ ซึ่งเป็นฝีมือของ หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทยลื้อ ที่มาร่วมวาดภาพด้วยใน พ.ศ.ดังกล่าว

กล่าวกันว่ามีการแต่งคำบรรยายภาพเป็นภาษาถิ่นพายัพอันสละ-สลวยไว้ด้วย และได้มีการแปลพร้อมเรียบเรียงใหม่มีใจความว่า

“ความรักที่มีต่อน้องนั้น พี่จะฝากไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จะฝากไว้ กลางหาวก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม หากเอาไปไว้ในวังในคุ้ม เมื่อเจ้าเมือง มาพบก็จะเอาความรักพี่ไป จึงขอฝากไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร่ำให้มันพิไรรำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่หลับหรือสะดุ้งตื่นตลอดเวลา”

ผิดถูกอย่างไรไปต่อว่ามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์คนขายของที่ระลึกหน้าวัด ที่อาสามาช่วยบรรยายให้คณะของผมฟังเอาเองก็แล้วกัน

อะไรจะกระซิบกันยาวขนาดนั้นก็ไม่รู้

นอกจากภาพวาดอมตะภาพนี้แล้ว ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือพระอุโบสถแห่งนี้มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 องค์ หันหลัง ชนกัน จึงมีพระพักตร์ถึง 4 พักตร์ หันไปทั้ง 4 ทิศ

อีกทั้งยังเป็นทั้งโบสถ์และวิหาร และเจดีย์ รวมอยู่ในที่เดียวกัน เวลา บวชพระต้องไปบวชด้านหนึ่ง และถ้าบวชเณรธรรมดาก็บวชได้อีกด้านหนึ่ง

ด้านหน้าของพระอุโบสถมีพญานาค 2 ตัวเลื้อยยาวคล้ายๆหนุนพระอุโบสถแห่งนี้ไว้

ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยนำภาพวัดภูมินทร์ไปตีพิมพ์ไว้ในธนบัตรใบละบาทที่ออกใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ระยะหนึ่ง นับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งของชาวจังหวัดน่านมาจนถึงทุกวันนี้.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้