วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระต้นบัญญัติ

ผมอ่านพระไตรปิฎก ฉบับสำหรับผู้เริ่มศึกษา (อุทัย บุญเย็น เจริญวิทย์การพิมพ์ 2548) เล่ม 1 พระวินัยปิฎก ปาราชิก ข้อที่ 1 ถึงหัวข้อ (ภิกษุ) เสพเมถุนอย่างไร ไม่ต้องอาบัติ

ภิกษุถูกลักหลับและไม่รู้ตัว หรือถูกบังคับขืนใจ แต่ไม่ยินดีด้วย ไม่เป็นอาบัติ

ภิกษุ 4 ประเภท ไม่เป็นอาบัติ คือ 1 เป็นบ้าคลั่ง จนไม่มีสติ สัมปชัญญะ 2 เพ้อละเมอไม่รู้สึกตัว 3 ป่วยไข้ทุรนทุรายจนไม่มีสติ

และ 4 ภิกษุต้นบัญญัติ คือผู้ทำผิดรายแรก จนเป็นเหตุให้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท

สุทินลูกชายคนเดียวของเศรษฐีมหาศาล ฟังธรรมแล้วเลื่อมใสขอบวช พ่อแม่ไม่อนุญาต ขู่จะอดข้าวตาย ได้บวชสมใจ ทิ้งปัญหาให้ที่บ้านขาดทายาทสืบสกุล

โยมแม่วางอุบายให้พระลาสึกหลายวิธี แต่ก็ไม่ได้ผล พระสุทินทนเห็นความทุรนทุราย จึงขอโอกาสสอน

“โยม ถ้าสมบัติมันมากมายนัก ก็ให้เอาใส่กระสอบ ขึ้นเกวียนไปทิ้งแม่น้ำคงคา ถ้าทำได้ การเฝ้าดูแลรักษาก็ไม่ต้องมีให้เหนื่อยยาก โยมก็จะอยู่สบาย ไม่หวาดระแวงหวั่นกลัวอะไรอีก”

หมดมุก หมดอุบายเจรจา โยมแม่หันไปใช้ลูกไม้ใหม่...ให้เมียพระสุทินเข้าไปหว่านล้อม พระสุทินก็ไม่มีเยื่อใย

สุดท้ายโยมแม่จูงมือลูกสะใภ้ไปหาพระลูกชาย ยื่นไม้ตาย ขอพืชพันธุ์ (ลูก) ไว้สืบสกุล

ตอนนั้นยังไม่มีการบัญญัติสิกขาบท พระสุทินจำใจสงเคราะห์จูงมือเมียไปเสพเมถุนในป่า เรื่องรู้ถึงพระพุทธเจ้า ทรงประชุมสงฆ์สะสาง

“โมฆบุรุษ” ทรงประณามพระสุทินแล้ว ก็ทรงบัญญัติสิกขาบท ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก

คำปาราชิก มีความหมายว่า ผู้ละเมิดเข้าแล้วเป็นผู้พ่าย ขาดจากความเป็นพระภิกษุ อยู่ร่วมกับภิกษุอื่นไม่ได้ ร่วมสังฆกรรมใดๆกับสงฆ์ไม่ได้

แต่สำหรับพระสุทิน ซึ่งถือเป็นอาทิกัมมิกะ ต้นบัญญัติ ทำให้เกิดสิกขาบท จึงไม่ถือว่าเป็นปาราชิก

อุทัย บุญเย็น บอกไว้ว่า ทั้งเมียพระสุทิน ทั้งลูกชายที่เกิดจากพระสุทิน ขอบวชในพุทธศาสนา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งสองคน

ปาราชิกข้อที่ 2 ภิกษุลักทรัพย์มีค่าตั้งแต่ 5 มาสก (1 บาท) ขึ้นไป ความหมายโดยสรุป ภิกษุประพฤติเข้าข่ายโจร หรือคนลักขโมย ซึ่งถูกฝ่ายบ้านเมืองลงโทษได้ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก

ตัวอย่างที่เข้าข่ายโจร...โจรกรรม มีหลายข้อ ยกตัวอย่างสัก 2 ข้อ

1.ภิกษุรับของฝาก เจตนายึดไว้เป็นของตน เจ้าของขอคืนปฏิเสธว่าไม่ได้รับไว้ หรือให้คืนไปแล้ว ทันทีที่เจ้าของปล่อยกรรมสิทธิ์ เป็นปาราชิก

2.ภิกษุมีหน้าที่รักษาของสงฆ์ เจตนาเอาของสงฆ์เป็นของตน ทันทีที่ของนั้นพ้นจากเขตเก็บรักษา เป็นปาราชิก

แต่ลักษณะที่เข้าข่ายโจร...ที่ว่านี้ ก็มีข้อยกเว้นไม่เป็นปาราชิก... หาก

คิดว่าเป็นของตน คิดว่าเขาทิ้งแล้ว ถือเอาด้วยวิสาสะ ไม่ได้คิดว่าลัก ถือเอาเป็นของยืม

เดินทางด่านเก็บภาษี มีคนเอาของมีค่ามาซุกย่ามไว้โดยไม่รู้ตัว เขาแย่งของไป ไปเอาคืนได้

อาบัติปาราชิก...ทั้งหมดมี 4 ข้อ ทุกข้อต้องแล้วขาดจากความเป็นพระ บวชใหม่ก็ไม่ได้ ตายไปแล้ว ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน...ชาววัดเรียกคนพวกนี้ว่า ตาลยอดด้วน ไม่คบหา

ปาราชิกข้อ 3 ฆ่ามนุษย์ ข้อ 4 อวดอุตริมนุสธรรม...ผมจะค้นมาเล่าในวันต่อไป

เฉพาะปาราชิกข้อ 4 น่าชิงชัง น่ารังเกียจกว่าข้อใด...ก็แค่พูดจาจ๊ะจ๋า...ไม่กี่คำ ก็หลอกเอาเงินทองชาวบ้านได้เป็นร้อยเป็นพันล้าน...
พระพุทธองค์เปรียบพวกนี้ว่า เป็นยิ่งกว่ายอดมหาโจร.

กิเลน ประลองเชิง

22 ก.พ. 2558 08:10 22 ก.พ. 2558 08:10 ไทยรัฐ