วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เวทีประชาธิปไตยตัวอย่าง

ถึงแม้เวทีเสวนารับฟังความคิดเห็น เรื่องการบริหารจัดการพลังงานที่ยั่งยืนจะยังไม่ได้ข้อยุติทั้งสองฝ่ายอันได้แก่ ภาครัฐ และภาคประชาชน ต่างยืนยันในจุดยืนที่ต่างกัน แต่ก็เห็นพ้องกันว่าจะต้องแก้ไข ทั้ง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันสองฝ่าย เพื่อหาข้อสรุป และนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

ก่อนการเปิดเวทีกลางรับฟังความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเคยโต้เถียงกันมาหลายครั้ง ฝ่ายข้าราชการยืนกรานว่าจะต้องเดินหน้าเปิดให้สัมปทานเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ส่วนภาคประชาชนเรียกร้องให้ชะลอเอาไว้ก่อน เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อให้รัฐมีทางเลือกอื่น นอกจากระบบสัมปทาน

ทำไมจึงต้องแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม? อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงต่อเวทีเสวนาว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ออกมากว่า 44 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังขาดความรู้และประสบการณ์ ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จึงมอบให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ แต่ในปัจจุบัน ไทยมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น จึงควรแก้กฎหมายเพื่อให้มีทางเลือกอื่น

แต่ภาครัฐอ้างว่าถ้าจะแก้ไขกฎหมาย จะต้องใช้เวลาหลายปี ประเทศจะเสียหายร้ายแรง เพราะปริมาณสำรองก๊าซ ธรรมชาติที่มีอยู่ จะใช้ได้แค่ 7 ปี ถ้าไม่เร่งสำรวจ ประเทศจะประสบวิกฤติด้านพลังงาน แต่ฝ่ายที่เห็นต่างเชื่อว่าการออกกฎหมาย ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 6 เดือน ในรัฐบาล คสช.ที่ไม่มีฝ่ายค้าน และผ่านแค่สภาเดียวคือ สนช.

ตัวแทนภาคประชาชนบางคนเสนอให้ใช้ทางลัด คือให้นายกรัฐมนตรีออกเป็นพระราชกำหนด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะต้องแก้ไขกฎหมาย แต่เรื่องที่คณะกรรมการร่วมจะต้องหาข้อยุติต่อไปก็คือ ในระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน จะเดินหน้าให้สัมปทานต่อไป เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนหรือไม่?

เวทีเสวนาเรื่องพลังงานครั้งนี้ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล เป็นการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน หรือประชาพิจารณ์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เป็นพิธีกรรมเหมือนกับรัฐบาลบางคณะ ที่ไม่ยอมฟังเสียงประชาชน แม้แต่เรื่องที่มีผลกระทบรุนแรง และมองว่าผู้เห็นต่างเป็นพวกขยะ

การแสดงความคิดเห็นในวันแรก ทั้งสองฝ่ายต่างชี้แจงด้วยข้อมูลและเหตุผลในบรรยากาศประชาธิปไตย หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถตกลงกันได้ ไม่ให้กลายเป็นความ เห็นต่างที่ยั่งยืนถาวร และนับเป็นโอกาสดี ที่ประเทศไทยจะได้ปฏิรูปเรื่องพลังงาน ในรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ไม่ต้องห่วงเรื่องหาเสียงเลือกตั้ง แต่ยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลักใหญ่.

22 ก.พ. 2558 08:04 ไทยรัฐ