วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พุทธะท้วงมติมหาเถร ปกป้องธัมมชโย ไม่มีธรรมยุตร่วม

“พุทธะอิสระ” มาตามนัดนำมวลชน บุกวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ประท้วง มติมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีพระธัมมชโย วัดพระธรรมกายไม่ต้องปาราชิก พร้อมถวายเครื่องสังฆทาน ดอกไม้จันทน์ เสื้อผ้า กางเกงใน รองเท้า ฯลฯ แก่พระวัดปากน้ำ และชวนประชาชนคว่ำบาตรกรรมการ มส.ทุกรูป ขณะที่ “พระพรหมโมลี “ยืนยัน มส.ทำตามพระธรรมวินัยสงฆ์ แต่ก็ขอวัดพระธรรมกายออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อสงสัยต่างๆ ด้านโฆษกสำนักงานพระพุทธฯร่ายยาวที่มาพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชที่กำลังเป็นประเด็นดัง

ตามที่พระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเย็นวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เชิญผู้มีจิตศรัทธาในพระธรรมวินัย ไปร่วมทำบุญ ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ในวันที่ 21 ก.พ. ภายหลัง ที่ประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งส่งผลให้สถานภาพปัจจุบันของพระธัมมชโยยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดและดำรงสมณศักดิ์เช่นเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ. เวลา 12.50 น. พระพุทธะอิสระ พร้อมด้วยมวลชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกแนวร่วม กปปส.แจ้งวัฒนะ และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับมติ มส.ดังกล่าว ได้นำเครื่องสังฆทาน ประกอบด้วย ดอกไม้จันทน์ ธูปเทียน เสื้อผ้า กางเกงใน รองเท้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง สากกะเบือ ฯลฯ ใส่เข่งพลาสติกสีฟ้า พร้อมกระเช้าของบำรุงสุขภาพ และเงิน 1 พันบาท มาทำบุญถวายพระวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พร้อมกราบนมัสการขอเข้าพบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถร-สมาคม (มส.) ในฐานะประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อสอบถึงแนวทางปฏิบัติของ มส.จากมติที่ประชุม มส. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และกรรมการ มส.รอต้อนรับ และเตรียมตอบข้อซักถามต่างๆที่บริเวณศาลาริมน้ำ ข้างศาลาสด ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ภาษี-เจริญ และทหารจาก ป.พัน.9 กระจายกำลังตรวจตรารักษาความสงบโดยรอบบริเวณวัด

จากนั้นพระพุทธะอิสระเข้าไปขอคำชี้แจงจากพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และกรรมการ มส. กรณีอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย โดยตำรวจและทหารไม่อนุญาตให้มวลชนที่ติดตามมา และสื่อมวลชนเข้าไปร่วมรับฟังหลังจากใช้เวลาสนทนาราว 30 นาที พระพุทธะอิสระ ก็ออกมาแถลงว่า ที่มาวันนี้เพื่อสอบถาม มส. 4 ข้อ คือ 1.มติ มส.สำคัญกว่าพระธรรมวินัยหรือไม่ 2.พระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ 3.กรณีมติ มส.ที่ระบุเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ต้องอาบัติปาราชิก จากการยักยอกทรัพย์ เพราะคืนทรัพย์นั้นแล้ว ถือเป็นบรรทัดฐานของ มส.ต่อไปหรือไม่ และ 4.เมื่อ มส.มีมติว่าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ปาราชิก ถือว่าสมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตกล่าวหาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่มีมูล จะต้องอาบัติสังฆาทิเสส หรือไม่ ซึ่งกรรมการ มส. ท่านไม่สามารถตอบคำถามทั้งหมดได้ เพียงแค่ชี้เรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงใช้คำว่า “ถ้า” ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการกล่าวหาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

พระพุทธะอิสระกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังทราบด้วยว่า ในการประชุม มส.เมื่อวันที่ 20 ก.พ.นั้น มีแต่กรรมการ มส. สายมหานิกายเข้าประชุม ไม่มีกรรมการสายธรรมยุตเข้าร่วมประชุมเลย แสดงว่ากรรมการ มส.ถือนิกายเป็นใหญ่ ไม่สนใจพระธรรมวินัย และเป็นการชัดเจนแล้วว่า มส.ในยุคนี้ไม่ได้ทำงานเพื่อทำนุบำรุงพุทธศาสนา แต่เป็นเครื่องมือของการเมืองในศาสนาพุทธเท่านั้น ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนช่วยกันคว่ำบาตร มส. อย่านิมนต์ อย่าใส่บาตร อย่าให้กินให้ใช้ เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ มส. และการคว่ำบาตรพระก็ถือว่าไม่ผิด เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าเป็นการดัดสันดานพระสงฆ์ แต่หากเขาไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยึดถือพวกพ้อง ไม่สนใจพระธรรมวินัย ก็ปล่อยให้ตายไปเอง

ต่อมาพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯเปิดเผยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ ประธานสงฆ์วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม มายื่นหนังสือคัดค้านมติ มส.กรณีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย รวมทั้งสอบถามถึงพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตนชี้แจงไปว่าการประชุม มส.เมื่อวันที่ 20 ก.พ.เป็นการรับทราบข้อมูลที่ทางสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม นำมารายงานเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายเมื่อปี 2542 และชี้แจงด้วยว่าการดำเนินงานของ มส.ยึดถือปฏิบัติตามพระ ธรรมวินัยมาโดยตลอด ส่วนเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น ยืนยันว่าเมื่อมีกรณีเกิดขึ้นเมื่อปี 2542 มส.ยุคนั้นก็ปฏิบัติตามพระลิขิตดังกล่าวทุกประการ อีกทั้งพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระ-ธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ก็มีจดหมายมายัง มส.ว่า ยินยอมคืนทรัพย์สินทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ทางวัดพระธรรมกายออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย เพื่อแก้ข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

ด้านนายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขอชี้แจงเหตุการณ์เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย เมื่อปี 2542 หรือกว่า 16 ปีมาแล้วให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง โดยวันที่ 26 เม.ย.2542 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระลิขิต ซึ่งพระลิขิต (ข้อคิดเห็น) มิใช่พระบัญชา (คำสั่ง) ออกมา มีใจความว่า “ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธ-ศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้สงฆ์แตกแยก เป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่า ในขั้นต้นอาจมิใช่ มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้อง อาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัต-โนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา” ลงพระนาม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

นายสมชายกล่าวต่อไปว่า จากนั้นมีการนำพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชฉบับดังกล่าว เข้าสู่การประชุม มส. ครั้งที่ 15/2542 เลขาธิการ มส.เสนอว่า ตามที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระดำริเกี่ยวกับสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้กรมการศาสนายกร่างเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของวัดขึ้น ต่อมาวันที่ 9 พ.ค.2542 วัดพระธรรมกายมีหนังสือเลขที่ วธก.1260/260 เรื่อง การแสดงเจตนาเรื่องที่ดิน ถึงอธิบดีกรมการศาสนา โดยสิ่งที่แนบมาด้วยมีหนังสือ แสดงเจตนา และสำเนาโฉนดที่ดิน มีใจความว่าด้วย มส.จะมีการประชุมตามวาระในวันที่ 10 พ.ค.2542 และมีเรื่องเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการถือครองทรัพย์สินของพระภิกษุนั้น อาตมภาพขอนำหนังสือแสดงเจตนาเรื่องที่ดินที่แนบมาพร้อมหนังสือฉบับนี้ ขอให้อธิบดีนำเสนอต่อ มส. เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาต่อไปด้วย ลงนาม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

นายสมชายกล่าวอีกว่า จากนั้นวันที่ 10 พ.ค. 2542 กรมการศาสนานำหนังสือที่วัดพระธรรมกายเสนอ มส.ได้รับทราบ ซึ่ง มส.รับทราบ และให้กรมการศาสนาร่วมกับเจ้าคณะภาค 1 ติดตามกรณีอื่นๆให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยพิจารณาว่าถ้ามีเจตนาโกงจะมีความผิดตามพระธรรมวินัย แต่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมีหนังสือแสดงเจตนาคืนที่ดิน แสดงว่าไม่ได้มีเจตนาเอาที่ดินเป็นของตนเอง ขณะเดียวกัน มีโจทก์ไปยื่นฟ้องอาญาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายยักยอกที่ดินและปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มส.ในขณะนั้นได้ยึดแนวปฏิบัติ โดยอาศัยกฎนิคหกรรม ข้อที่ 12 (ง) ถ้าเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล คณะสงฆ์ จะยังไม่รับคำฟ้อง แต่คณะสงฆ์จะอำนวยความสะดวกแก่บ้านเมือง โดยสั่งพักตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระ-ธรรมกาย ซึ่งการไต่สวนนานถึง 5 ปี ต่อมาในปี 2547 ศาลสั่งอัยการถอนฟ้อง ตามที่ผู้กล่าวหาถอนฟ้อง คดี จึงยุติ มส.จึงอาศัยกฎที่ 24 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ คืนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายในปี 2549

วันเดียวกัน นายเสถียร วิพรมหา รักษาการนายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา กล่าวว่า การกระทำของหลวงปู่พุทธะอิสระ ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากจะยื่นเรื่องคัดค้าน ไม่จำเป็นต้องนำมวลชน ไปกดดัน และการนำมวลชนจำนวนมากขนาดนี้ อยากถามไปยัง คสช.และรัฐบาลว่าเป็นการละเมิดกฎอัยการศึกหรือไม่ รวมถึงถามคณะกรรมการปฏิรูป แนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธ-ศาสนาด้วยว่า การนำเรื่องเก่าที่ยุติไปแล้ว มาเป็นประเด็นและเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกแบบนี้ จะเข้ามาปฏิรูปให้ดีขึ้นหรือจะปฏิรูปให้แย่ลงกว่าเดิม
ขณะที่นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวที่รัฐสภาถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า ขอเสนอต่อ กมธ.และทุกองค์กรที่รับผิดชอบในด้านการสังคมและศาสนา ทำความชัดเจนให้ปรากฏคือ 1.ให้มหาเถรสมาคมทำตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ว่า ปาราชิกหรือไม่ ถ้าปาราชิกทำไมมหาเถรสมาคมปล่อยปละละเลยมาถึงปัจจุบัน หรือถ้าไม่เพราะอะไร ขอชี้แจงสังคมให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา 2.ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องสังคายนาคำสอนในพุทธศาสนาให้ถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 3.ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดกับพระที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ผิด หรือต้องคดีต่างๆ ให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว เป็นธรรมตามกฎหมาย 4.ให้มหาเถรฯ ชะลอการเสนอแต่งตั้งสมณะ พระที่ต้องหาหรือติดคดีความต่างๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด 5.ให้มี พ.ร.บ.ควบคุมสมบัติของวัดและที่ดินวัดให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตมิชอบของพวกอาศัยศาสนาแสวงหาผลประโยชน์ สังคมไทยขอฝากความหวังไว้กับ คสช.และรัฐบาลนี้ว่าจะทำสำเร็จเป็นรูปธรรมปราศจากการแทรกแซงเหมือนกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงวันนี้

“พุทธะอิสระ” มาตามนัดนำมวลชน บุกวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ประท้วง มติมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีพระธัมมชโย วัดพระธรรมกายไม่ต้องปาราชิก พร้อมถวายเครื่องสังฆทาน ดอกไม้จันทน์ เสื้อผ้า กางเกงใน รองเท้า ฯลฯ แก่พระวัดปากน้ำ 22 ก.พ. 2558 01:07 22 ก.พ. 2558 03:56 ไทยรัฐ