วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หวงเฟยหง วีรบุรุษกังฟู

หวงเฟยหง วีรบุรุษระดับตำนาน (ภาพจากภาพยนตร์)

เมื่อราว 100 ปีก่อน ประเทศจีนเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่สงบสุข ไม่เพียงแต่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์ชิงปกครองประเทศจีนในช่วง พ.ศ.2187-2455) ซึ่งเป็นชาวแมนจูไม่ใช่ชาวฮั่นที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเช่นราชวงศ์ก่อนๆ (จีนมีสองราชวงศ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยปกครอง คือราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นชาวมองโกลกับราชวงศ์ชิง) แต่จีนในยุคนั้นต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปของชาวต่างชาติจำนวนมากในยุคล่าอาณานิคม จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นระหว่างกองทัพจีนกับกองทัพของอังกฤษถึงสองครั้ง (ครั้งแรกระหว่าง พ.ศ.2382-2385 ครั้งที่สอง พ.ศ.2399-2403) ผลจากสงครามฝิ่นที่จีนพ่ายแพ้อย่างยับเยินในครั้งนั้นทำให้ประเทศจีนอ่อนแอลงไปอีกมาก ต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้แก่ชาติมหาอำนาจต่างๆ ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างไม่สามารถขัดขืนได้ ความเดือดร้อนเกิดขึ้นแทบทุกหย่อมหญ้าจนทำให้ชาวฮั่นจำนวนหนึ่งรวมตัวกันขึ้นเพื่อยึดอำนาจการปกครองคืนจากพวกแมนจู นั่นคือการเกิดขึ้นของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว ระหว่าง พ.ศ.2394-2407

จากนั้นก็เกิดสงครามขึ้นอีกกับญี่ปุ่นซึ่งเริ่มขยายอำนาจเข้าสู่แผ่นดินจีน เป็นสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นครั้งที่ 1 บริเวณคาบสมุทรเกาหลีเมื่อ พ.ศ.2437 ซึ่งจีนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างหมดรูปอีกเช่นเคย ทำให้ต้องเสียเงินค่าปรับเป็นจำนวนมหาศาล และยกดินแดนบางส่วนคือ เกาหลี ไต้หวัน คาบสมุทรเหลียวตง ให้ญี่ปุ่นด้วย

พ.ศ.2431 เกิดกบฏนักมวยขึ้นที่เมืองชานตง (กบฏนักมวย หรืออี้เหอถวน (義和團) เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักสู้ชาวจีนที่ต้องการขับไล่ชาวต่างชาติให้ออกไปจากประเทศจีน) โดยมูลเหตุเริ่มมาจากความขัดแย้งทางศาสนา เพราะชาวต่างชาติได้เผยแผ่ศาสนาคริสต์สู่ชาวจีนมากขึ้น ประกอบกับการถูกกดขี่ของชาวจีนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเหตุการณ์สุกงอมในปี พ.ศ.2443 ซึ่งเป็นปลายยุคของพระนางซูสีไทเฮา เมื่อพวกกบฏนักมวยโจมตีสถานที่ต่างๆของคนต่างชาติและสังหารชาวจีนที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์จำนวนนับหมื่นคน เกิดการต่อสู้กันอย่างหนักที่เมืองเทียนจิงและกรุงปักกิ่งระหว่างพวกนักสู้ชาวจีนและกองกำลังที่รัฐบาลจีนส่งไปช่วยกับกองกำลังผสมนานาชาติ แต่อาวุธและยุทธวิธีการรบที่ด้อยกว่าฝ่ายจีนจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว เพียง 55 วัน กรุงปักกิ่งและพระราชวังต้องห้ามก็ตกอยู่ในมือของกองกำลังต่างชาติ พระนางซูสีไทเฮาต้องหลบหนีไปอยู่ที่เมืองซีอาน ความอัปยศอดสูเกิดขึ้นกับชาวจีนอย่างหนัก เพราะชาวต่างชาติต่างกันพื้นที่ไว้สำหรับพวกตนและห้ามคนจีนเข้าไปในเขตพิเศษนั้น สมบัติอันมีค่าต่างๆ ถูกคนต่างชาติปล้นสะดมไปเป็นจำนวนมากในช่วงนั้น

หลังจากนั้นไม่กี่ปีประเทศจีนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ ดร.ซุนจงซาน หรือซุนยัดเซ็น สามารถปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงที่อ่อนแอลงจนถึงที่สุด เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐได้สำเร็จ

นั่นคือประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งของจีนในยุคที่ยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ซึ่งในช่วงนั้นเองก็เกิดยอดกังฟูขึ้นมาคนหนึ่ง ความเก่งกาจของเขานั้นเป็นที่ยอมรับและสืบทอดวิชามาจนถึงทุกวันนี้ ยอดกังฟูคนนั้นคือ หวงเฟยหง (黃飛鴻) แห่งกวางตุ้ง

หวงเฟยหง เกิดที่หมู่บ้านหลูเจ้า ใกล้ภูเขาสีเฉียว เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2390 ซึ่งเป็นยุคของฮ่องเต้เต้ากวงแห่งราชวงศ์ชิง บิดาคือ หวงฉีอิง (黃麒英) หนึ่งในยอดฝีมือแห่งยุค ผู้ที่ต้องตระเวนไปตามที่ต่างๆ เพื่อแสดงกังฟูและขายยาเพื่อเลี้ยงชีพ ดังนั้นจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หวงเฟยหงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาทั้งหมัดมวยตระกูลหวงและการแพทย์จากพ่อมาตั้งแต่เด็ก เชื่อกันว่านอกจากได้วิชาจากผู้เป็นพ่อแล้วเขายังมีอาจารย์ที่เป็นยอดฝีมืออีกคนคือ ลู่อาไฉ (陸阿采) ผู้ถ่ายทอดวิชามวยหงฉวน (洪拳) ซึ่งลู่อาไฉนี้ก็เป็นศิษย์คนสำคัญของหงซีกวน (洪熙官) ยอดฝีมือกังฟูที่ฝึกวิชาหมัดมวยมาจากวัดเส้าหลิน ต่อมาหวงเฟยหงได้ปรับปรุงสร้างเป็นกระบวนท่าใหม่ขึ้นมาคือ หมัดพยัคฆ์ดำ-กระเรียนขาว(黑虎拳, 白鶴拳) แต่ที่เลื่องลือที่สุดคือท่าเตะไร้เงา ที่สามารถสยบคู่ต่อสู้มามากต่อมาก ส่วนอาวุธที่เขาถนัดและเชี่ยวชาญที่สุดได้แก่ไม้พลองและสามง่าม

พ.ศ.2406 หวงเฟยหง ซึ่งยังเป็นเพียงวัยรุ่นแต่มีฝีมือด้านกังฟูระดับแนวหน้าสามารถเปิดโรงเรียนสอนกังฟูแล้ว ว่ากันว่าเขาสร้างวีรกรรมขึ้นมาจนทำให้ผู้คนยอมรับในฝีมือคือ การจัดการกับสุนัขกระหายเลือดที่ชาวยุโรปฝึกขึ้นมาเพื่อให้สู้กับคน มีนักสู้ชาวจีนจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการลงประลองเพื่อแลกกับเงินรางวัลก้อนใหญ่ แต่หวงเฟยหงสามารถกำราบสุนัขนั้นลงได้อย่างไม่ลำบากแต่อย่างใด อีกเหตุการณ์คือการจัดการกับอันธพาลท่าเรือที่ฮ่องกงที่คอยรังแกชาวบ้านอยู่เป็นประจำ เขาใช้ไม้พลองเข้าตะลุมบอนกับอันธพาลนับสิบและจัดการพวกนั้นจนบาดเจ็บไปหลายคน

ในช่วงวัยสามสิบกว่า หวงเฟยหงใช้ความรู้ที่ได้ตั้งแต่วัยเด็กจากบิดาเปิดร้านขายยา สอนและรับรักษาโรคแบบฝังเข็มที่กวางเจา ร้านของเขาชื่อ เป่าจือหลิน (寶芝林) ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่ว เพราะบ่อยครั้งที่เขาช่วยรักษาให้คนจนแบบไม่คิดเงิน

ในช่วงที่เกิดสงครามกับญี่ปุ่น หวงเฟยหงถูกเรียกตัวโดยนายพลหลิวหยงฟู่ (劉永福) ผู้บัญชาการกองทัพธงดำให้เข้าไปเป็นแพทย์ประจำกองทัพ ว่ากันว่าก่อนหน้านั้นนายพลหลิวประสบอุบัติเหตุขาหัก และได้รับการรักษาโดยหวงเฟยหงจนหายดี นายพลหลิวจึงสนิทกับหวงเฟยหงมากและชวนให้ไปทำงานเป็นหมอประจำกองทัพ และฝึกวิชาต่อสู้ป้องกันตัวให้ทหารด้วย หวงเฟยหงได้เข้าสู้รบกับญี่ปุ่นในครั้งที่ญี่ปุ่นบุกเกาะไต้หวันด้วย

สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น เขาผ่านการแต่งงานทั้งหมดถึง 4 ครั้ง มีบุตรทั้งหมดรวม 10 คน ภรรยาสามคนแรกเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ภายหลังได้แต่งงานอีกครั้งกับสาวน้อยชื่อ ม่อกุ้ยหลาน (莫桂蘭)

หวงเฟยหงเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยที่กวางตุ้งเมื่ออายุได้ 76 ปี ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2467 หลังจากนั้นภรรยาของเขาก็อพยพไปอยู่ที่เกาะฮ่องกงโดยมีศิษย์สองคนติดตามไปด้วย ภายหลังศิษย์คนสำคัญคือ หลินซื่อหรง (林世榮) ได้เปิดสำนักสอนวิชากังฟูขึ้นที่ฮ่องกงจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาเขียนตำราเอาไว้หลายเล่มและเป็นผู้เผยแพร่เรื่องราววีรกรรมต่างๆของผู้เป็นอาจารย์

ชื่อเสียงของหวงเฟยหงนั้นยังเลื่องลือมาจนถึงปัจจุบัน และโด่งดังข้ามน้ำข้ามแผ่นดินไปในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีภาพยนตร์และซีรีส์ทางทีวีซึ่งสร้างถึงเขารวมแล้วกว่า 100 เรื่อง นับเป็นอาจารย์กังฟูระดับตำนานที่มีคนรู้จักมากที่สุดท่านหนึ่ง และเร็วๆนี้ก็จะมีภาพยนตร์เรื่อง “หวงเฟยหง พยัคฆ์ผงาดวีรบุรุษกังฟู” เข้าฉายในบ้านเรา ถ่ายทอดช่วงชีวิตวัยหนุ่มของหวงเฟยหงที่เพิ่งเริ่มต้นย่างก้าวเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ กับการขับเคี่ยวห้ำหั่นอย่างดุเดือดระหว่างแก๊งในยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย ได้ฉายแววความเป็นนักสู้ผู้ห้าวหาญของเด็กหนุ่มที่จะกลายเป็นยอดฝีมือลือนามที่พวกเรารู้จักกันดี

บางทีอาจจะกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาแห่งวิกฤตินั้น คือต้นกำเนิดตำนานแห่งวีรบุรุษ!

โดย :ลุงดำ
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

21 ก.พ. 2558 11:14 ไทยรัฐ