วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ค่ายครูดอย มฟล. "สอนน้อง" - "รู้วิถีเกษตร" แบ่งปันเติมเต็มความสุข

โดย ยายรหัส

“พี่ครับ...พี่คะ...มาอีกนะครับ อย่าลืมพวกเรานะคะ”

เสียงเด็กตัวน้อยๆ ที่พร้อมใจเปล่งเสียงขอคำมั่นจากพี่ๆ ขณะที่รถกำลังเคลื่อนออกจากหมู่บ้านเล็กๆ พื้นที่เป้าหมายที่ทุกคนได้มารู้จักและร่วมทำกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน

เป็นภาพความผูกพันที่น่าชื่นใจจาก โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริ ณ โรงเรียนห้วยหยวกป่าโซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่เหล่านักศึกษา ชมรมรักษ์ประชาธิปไตย หรือ ชมรมครูดอย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าไปศึกษาชุมชนและเรียนรู้ชีวิตในวิถีเกษตรแล้ว ยังสวมบทบาทเป็นครูสอนหนังสือพร้อมทั้งสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆด้วยกิจกรรมสันทนาการ โดยมี อาจารย์ฉลองรัฐ เจริญศรี จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการ

เน็ต...อภิชัย ศักดิ์เกษม ปี 3 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ขยายความถึงกิจกรรมที่ทำว่า “เดิมทีชมรมรักษ์ประชาธิปไตยจะออกค่ายในชนบทเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านประชาธิปไตย แต่เมื่อเราลงพื้นที่จริงได้เห็นว่า แต่ละชุมชนยังต้องการความช่วยเหลือในหลายด้าน โดยเฉพาะการศึกษาของเด็กที่ยังขาดแคลนสื่อการเรียนการสอน จึงได้มีการออกค่ายสอนหนังสือด้วย เป็นที่มาของชื่อ ชมรมครูดอย กิจกรรมแรกที่เราเข้าไปทำ คือ การสอนหนังสือให้กับเด็กๆ โดยเน้นรูปแบบของเกมการละเล่น มีของรางวัลและขนมช่วยดึงดูดความสนใจ อีกกิจกรรมที่ทำให้เราประทับใจคือการจัดกีฬาสี ถือเป็นกีฬาสีครั้งแรกของเด็กๆในโรงเรียนนี้ เราได้ร่วมเล่นฟุตซอล แชร์บอล และกีฬาพื้นบ้านอย่างชักเย่อ วิ่งกระสอบ เด็กๆ ตื่นเต้นกับกีฬาสีครั้งแรก สร้างความประทับใจและมอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับเราชาวค่าย”

“วันสุดท้ายของการออกค่ายมีการจับสลากแจกของรางวัลให้น้องๆ ทุกคนดีใจมาก หลายคนไม่เคยมีของเล่น นี่เป็นตุ๊กตาตัวแรกของเขา สิ่งที่เห็นมันยากที่จะอธิบายให้เห็นว่าน้องๆมีความสุขแค่ไหน ช่วงสุดท้าย พี่ๆได้มาจับมือล้อมวงร้องเพลงกล่าวอำลาน้องๆ เป็นภาพที่ไม่มีใครลืม ร้องไห้กันทั้งพี่ทั้งน้อง เมื่อเพลงจบน้องๆเข้ามากอดพี่ๆ ไม่อยากให้กลับ เมื่อรถของเราค่อยๆวิ่งออกจากหมู่บ้าน มีน้องๆ เรียกชื่อพี่ๆ วิ่งตามรถออกมา เป็นความทรงจำที่ดีครับ ค่ายครูดอยนอกจากทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์แล้ว ยังเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่พวกเราชาวค่ายอยากกลับไปอีกครั้ง”...เน็ต เล่าด้วยความอิ่มเอมใจ

ขณะที่ พีรวุฒิ พรหมบุตร...แม๊ก ปี 1 สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว เสริมว่า “นอกจากกิจกรรมในโรงเรียนแล้ว ผู้ใหญ่บ้านห้วยหยวกป่าโซ ยังได้นำชาวค่ายเข้าไปสำรวจชุมชนเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ทั้งเรื่องของการนับถือบรรพบุรุษ ประตูผี บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้า ความเชื่อต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร และยังได้ไปศึกษาศูนย์เกษตรในพื้นที่สูงซึ่งดำเนินตามโครงการในพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกชาอัสสัม ทอผ้า ทำเครื่องจักสาน เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ทำให้มีรายได้เสริมและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นความประทับใจของพวกเราหลายคนที่ได้มาเห็นชีวิตของชาวเขาครั้งแรก ผมได้ร่วมค่ายเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ผมได้ไปสอนน้อง ป.5 เรียนเรื่องภูมิศาสตร์ น้องๆให้ความสนใจเป็นอย่างดี เพราะมันต่างจากที่เขาเรียนปกติ เรามีเกมไปให้เล่นและช่วยกันตอบคำถาม น้องๆ ตื่นเต้นที่มีพี่ๆเป็นครูคนใหม่ และยังเรียนรู้ได้เร็ว เป็นความประทับใจที่ได้อยู่กับเด็กๆทุกคนครับ”

มาที่สาวเฟรชชี่สาขาวิชาการสอนจีน หน่อย... พรหทัย ฟักตั้ว เล่าว่า “เป็นการออกค่ายอาสาครั้งแรกของหน่อย ซึ่งได้ร่วมทำทุกกิจกรรม ทั้งพัฒนาโรงเรียน กีฬาสี สำรวจชุมชน และสอนหนังสือในวิชาภาษาอังกฤษ แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะพูดภาษาจีนและภาษาอาข่าเป็นหลัก แต่ก็เรียนรู้ได้เร็วและสนุกสนาน การออกค่ายทำให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ได้เจอเพื่อนใหม่ ทั้งยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น และจากการได้ไปสำรวจชุมชนกับผู้ใหญ่บ้าน ทำให้เรารู้ว่าแม้เขามีรายได้น้อย ชีวิตอยู่ห่างไกลความเจริญ แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข รักษาโรคด้วยสมุนไพรที่หาได้จากท้องถิ่น มีภูมิปัญญาเป็นของตนเอง แม้จะมีความเชื่อที่แตกต่างจากเรา แต่ก็ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อค่ะ”

ขยับไปที่เฟรชชี่หนุ่มสาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอีกคนที่ร่วมค่ายครั้งแรก ณัฐพัชร์ วัฒนกิติพัฒน์...แอล เปิดมุมมองว่า “การได้ไปศึกษาเยี่ยมชมศูนย์เกษตรบนที่สูงทำให้รู้ ว่าชาวบ้านค่อยๆปรับตัวจากวิถีชีวิตเดิม การเพาะปลูกแบบเดิม จากการส่งเสริมการเกษตรของโครงการในพระราชดำริฯ ชาวบ้านเปิดใจมากขึ้นเมื่อได้เห็นสิ่งที่ทำไปส่งผลที่ดี ทั้งการปลูกผักปลอดสารพิษ การปลูกชาและกาแฟ การเลี้ยงสัตว์ นับเป็นรายได้เสริมที่ทำให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีขึ้น”

ปิดท้ายกับ พบธรรม บรรณบดี...เก้า ปี 2 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บอกถึงความประทับใจว่า “การได้ออกค่ายไปยังพื้นที่ห่างไกล ไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์มือถือ เหมือนกับว่าได้ตัดขาดออกจากโลกภายนอก นับเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ได้รู้จักใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สำคัญคือ ทำให้ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าการแบ่งปัน ทั้งการได้ไปเติมเต็มความสุขให้กับเด็กๆ ก็เหมือนได้เติมความสุขกลับมาหาเราด้วยเช่นกัน”

“ยายรหัส” เชื่อมั่นว่า เสียงหัวเราะ แววตา รอยยิ้มของเด็กๆ ที่สื่อถึงความรัก ความผูกพัน เป็นความประทับใจที่ไม่เสื่อมคลายและนั่นคือพลังที่ทำให้พี่ๆ “ครูดอย” ตระหนักถึง “การให้” และ “การแบ่งปัน” มีคุณค่าแค่ไหน.

ยายรหัส/รายงาน

21 ก.พ. 2558 10:29 ไทยรัฐ