วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คืนแห่งความทรงจำ บันทึกเพิ่มเติมจากน่าน

โดย ซูม

เมื่อฉบับวันศุกร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานเฉลิมฉลองที่ชาวจังหวัดน่านจัดถวายพระองค์ท่านเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เนื่องจากเนื้อที่คอลัมน์มีจำกัด ไม่สามารถจะลงรายละเอียดหลายๆอย่างได้ ขออนุญาตนำมารายงานต่อไปในวันนี้ เป็นการเพิ่มเติมนะครับ

สถานที่จัดงานผมเรียนไว้แล้ว แต่ก็ขออนุญาตแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ได้แก่ บริเวณที่เรียกว่า ข่วง เมืองน่าน หรือลานกว้างของเมืองน่าน บริเวณด้านหน้าของ วัดภูมินทร์ ในเขต อ.เมืองน่าน จังหวัดน่าน นั่นเอง

แขกที่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 218 ท่าน แบ่งออกเป็น 18 โต๊ะ จัดเลี้ยงในแบบโต๊ะจีน โดย ธนาคารกสิกรไทย สั่งอาหารจาก บจม.เหมยโจวตงโพ เคเทอริ่ง แมเนจเม้นท์ (ปักกิ่ง) มหานครปักกิ่ง

เป็นอาหารแบบ เสฉวน ประกอบด้วย ออร์เดิร์ฟ 5 อย่าง ได้แก่ ไส้กรอกอินทรีย์เหมยโจว–ตงโพ เนื้อไก่ทุบราดซอสพริก รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียว ยำแตงกวา และผักดองเสฉวน

สำหรับอาหารหลัก ได้แก่ ซุปเต้าหู้ไก่-ตงโพ, ไก่คั่วพริกแห้ง, เนื้อเป็ดบนวอลนัท, ผัดเผ็ดเต้าหู้ และผัดหน่อไม้ภูเขาตงโพ พร้อมด้วยหม้อไฟเสฉวนควันฉุย

ในส่วนของการแสดงมีทั้งหมด 17 ชุด แบ่งออกเป็นของอำเภอต่างๆ 12 อำเภอ จัดร่วมกันเป็นชุด 6 ชุด และเป็นของศิลปินรับเชิญ 11 ชุด จากศิลปินระดับชาติและล้านนาทั้งสิ้น 13 ท่าน

ทุกเพลงที่ร้องและบรรเลงล้วนเข้ากับบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสุข และสร้างสรรค์ อาทิ เพลง ชมดอกไม้ ของหลวง วิจิตร วาทการ ที่เด็กๆชาวน่านนำมาร้องและร่ายรำประกอบดนตรีที่บรรเลงพร้อมกันทั้ง สากล, ไทยเดิม และ สะล้อ ซอ ปิน อย่างลงตัว

เพลง น่านฟ้า ของ สุนทรี เวชานนท์ กับ ภานุทัต อภิชนาธง ซึ่งเป็นลำนำในท่วงทำนองล้านนา คล้ายๆเห่เรือของภาคกลาง โดยมีเรือจำลองแล่นมาตามลำน้ำน่านสมมติ...ก็เป็นอีกชุดหนึ่งที่ประทับใจอย่างยิ่ง

เพลง เดือนเพ็ญ ที่ขับร้องโดย สบชัย ไกรยูรเสน และบรรเลงขลุ่ย โดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ก็มาในเวอร์ชั่นใหม่ โดยมีการแสดงประกอบเป็นชุด ทหารหาญของกองทัพไทย เข้าปะทะกับทหารป่าอันเป็นเรื่องราวในยุคที่คนไทยยังไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน จนต้องสู้รบกันและจังหวัดน่านก็เป็น 1 ในสมรภูมิรบ

แต่ในที่สุดเสียงขลุ่ยของอาจารย์ธนิสร์ ก็ทำให้ทหารทั้ง 2 ฝ่าย วางกระบอกปืนหันหน้าเข้าหากัน จับมือกัน และโอบกอดกันอย่างซาบซึ้ง

นับเป็นเพลงเดือนเพ็ญ เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งจะเรียกเสียว่าเวอร์ชั่น 66/2523 ก็คงจะได้ที่ชักชวนให้พี่น้องทหารป่าวางปืนออกมา ร่วมพัฒนาชาติไทยจนรุ่งเรืองมาจนถึงวันนี้

ส่วนเพลง “รักษ์ ป่าน่าน” นั้นประพันธ์ขึ้นใหม่ โดย ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว มีเนื้อหาชักชวนพี่น้องชาวน่านให้ลุกขึ้นมาฟื้นป่าน่านให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อถวายแด่สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคล 60 พรรษา ของพระองค์ท่าน

“ดวงดาวลอยมาฟ้อง จันทราส่งข่าวมาร่ำไห้ คนทำไมใจร้าย ทำลายธรรมชาติยับเยิน นึกอยากจะตัดเขาก็ตัด อยากถางอยากเผาไม่อายไม่เขิน ป่าน่านเผชิญ คมขวาน คมเลื่อย ไร่เลื่อนลอย”

“คอยใครไม่ไหวแล้ว คนน่านต้องตื่นมาฟื้นป่า วันเวลาไม่รอช้า ดินฟ้าอากาศจะกริ้วลงทัณฑ์ ฤกษ์ยามดีนี้เรารวมใจ ถวายพระเทพฯ ท่านเป็นของขวัญ 60 พรรษา รักษ์ป่าน่านถวายพระพร”

ทั้งเนื้อหาคำร้องและท่วงทำนองของแอ๊ดคาราบาว ที่กึกก้องไปทั่วประเทศไทย เพราะถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศด้วย คงมิใช่ขอร้องเฉพาะชาวน่านให้ลุกขึ้นมาฟื้นป่าน่านเท่านั้น แต่หมายถึง ป่าทุกๆผืนทั่วประเทศไทย ที่แห้งแล้งไร้ต้นไม้ รอให้คนไทยช่วยฟื้นอยู่ในขณะนี้ไปด้วยพร้อมๆกัน

สำหรับชุดสุดท้าย เจ้าย่านางแก้ว กุมารีศรีลานนา (ฟ้อนเงี้ยว ที่สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ เสด็จขึ้นทรงมาริมบา (ระนาดฝรั่ง) ร่วมกับดนตรีทุกวงและนักแสดงเกือบ 2,000 คน และการรำทวนถวาย โดย นายบัณฑูร ล่ำซำ นั้น ได้บันทึกไว้แล้วเมื่อวันศุกร์ ว่าเป็นชุดที่ประทับใจเป็นที่สุด

เมื่อการแสดงจบแล้ว สมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จลงจากเวทีตรัสแก่นายบัณฑูรว่า เมื่อสักครู่มัวแต่ทรงมาริมบาไม่ได้ทอดพระเนตร...ขอฟ้อนใหม่อีกสักรอบได้ไหม

เสียงเพลงฟ้อนเงี้ยว จึงดังขึ้นอีกครั้ง และนายบัณฑูรก็น้อมเกล้าฯ ถวายการฟ้อนอีกครั้ง อันเป็นการแสดงถวายเพิ่มเติมที่มิได้อยู่ในสคริปต์เดิมที่เตรียมไว้

21.30 น. ได้เวลาเสด็จฯกลับพระตำหนักธงน้อย อำเภอเมืองน่าน ผู้เข้าร่วมงานและนักแสดงต่างร่วมส่งเสด็จอย่างพร้อมเพรียง...และหลังจากนั้นอีกหลายนาที ผู้ร่วมงานก็ยังคงยืนบ้างนั่งบ้างคุยกันถึงภาพแห่งความประทับใจที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายพระพรในครั้งนี้

หลายๆคนยังเดินไปเดินมาเพื่อเก็บภาพที่อยู่รอบๆเป็นที่ระลึกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือพระอุโบสถ วัดภูมินทร์ ที่อยู่ด้านหลัง

นี่คือพระอุโบสถที่โด่งดังมากแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน ดังไปทั่วน่าน ดังไปทั่วภาคเหนือ และดังไปทั่วประเทศไทย

อยากรู้ว่าทำไมวัดภูมินทร์จึงโด่งดังนักหนา โปรดติดตามอ่านวันพรุ่งนี้นะครับ... นานๆได้ไปจังหวัดน่านสักที ขออนุญาตเขียนเป็นมินิซีรีส์เลยก็แล้วกัน.

“ซูม”

21 ก.พ. 2558 09:33 21 ก.พ. 2558 09:33 ไทยรัฐ