วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ปรับครม. สั่นคลอนผู้นำ 6เดือนรัฐบาลเศรษฐกิจ “สะดุด”เขย่าเรือแป๊ะ

จากวาเลนไทน์ถึงตรุษจีนเทศกาลต่อเนื่อง

ในฉากสถานการณ์ทางการเมืองก็ดำเนินไปตามบรรยากาศเทศกาล

ตามท้องเรื่องต่อเนื่องมาจากวันวาเลนไทน์ โดยจังหวะเทศกาลแห่งความรัก ก็มีการจุดพลุดังๆ เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เปิดโต๊ะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย

เพื่อนำไปสู่ความปรองดองในทางปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆ

แต่แน่นอน ว่ากันตามโปรไฟล์เบื้องหลังของผู้จุดประเด็นคือนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. ผู้มีบทบาทต่อต้านระบอบ “ทักษิณ” มาอย่างเข้มข้น

เบื้องต้นจึงอยู่ในเครื่องหมายคำถาม งานนี้จริงหรือแค่สับขาหลอก

ตามรูปการณ์จึงยังไม่มีใครออกมารับมุก โดยเฉพาะฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หยั่งกระแสจากฝั่งของอดีตนายกฯทักษิณก็ตั้งแง่ระแวงเป็นแค่ “ดราม่า”

ปรองดองประสาอะไร เครือข่าย “นายใหญ่” โดนไล่ยำอยู่ฝ่ายเดียว

แล้วก็ฟาวล์ไปตามระเบียบ

เมื่อตัวละครเอกอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ บอกปัดออกอากาศเลยว่า โดยสถานะนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถพูดคุยกับคนมีคดีติดตัวได้

ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีอำนาจจะไปดำเนินการ

สำทับด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต่างออกมาประสานเสียงเป็นโทนเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์

หัวขั้วอำนาจบูรพาพยัคฆ์ปักหลักย้ำจุดยืน รัฐบาลทหารมาฟอร์มเดียวกัน ยืนยัน คสช. แค่ทำให้สถานการณ์ประเทศไทยที่ติดหล่มจากวิกฤติการเมืองเดินหน้าไม่ได้ ให้เดินหน้าต่อไปได้

ไม่ใช่คู่ขัดแย้งที่จะไปเจรจาสงบศึกกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภายใต้คำว่า “ฟาวล์” ไม่มีสัญญาณตอบรับมุกเปิดโต๊ะเจรจายุติศึกยืดเยื้อ มันก็ไม่ได้เลื่อนลอยเสียทีเดียว ตามนัยที่จับทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังเปิดช่องไว้ ถ้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อนก็อาจพูดจากันได้

ทำถูกกฎหมายก็ไม่ปิดประตูตาย

สอดรับกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก ที่ตอกย้ำหลักการแน่นๆ ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนยุติธรรม

บางอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการก่อนจึงจะพูดจากันได้

ย้อนโยงไปถึงคิวที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เดินสายไปจุดประเด็นที่เวทีรับฟังความเห็นที่จังหวัดอุดรธานี

ชง “อภัยโทษ” แทน “นิรโทษกรรม”

โดยความหมายตามถ้อยคำก็คือต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมก่อน แล้วถึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเคลียร์โทษให้

แน่นอนฝ่ายคุมเกมอำนาจชงเงื่อนไข “เปิดดีล” ไว้ให้ตรงนี้

เรื่องของเรื่องมันก็กลับไปสู่เงื่อนไขตั้งต้น วนไปถึงจุดเริ่มของปัญหาที่อดีตนายกฯทักษิณก็ยืนยันมาตลอดต้องการกลับประเทศไทยโดยไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายใดๆ

เพราะคดีที่เกิดขึ้นเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

โจทย์ยากเหมือนเดิม แล้วจะปรับพล็อตเรื่องหนังที่วนฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกได้หรือไม่

เหนืออื่นใด มาถึงนาทีนี้ไม่ใช่แค่เงื่อนไขของพี่ชายคนเดียวแล้ว ยังพ่วงด้วยบ่วงกรรมของน้องสาวอย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ล่าสุดตกอยู่ในสถานะจำเลย หลังอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

โดยศาลฯนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 19 มีนาคม

ซึ่งคดีนี้มีเดิมพันอัตราโทษถึงขั้นจำคุก ตามสถานการณ์ ที่อดีตผู้นำสองพี่น้องโดนไล่บี้ไล่ต้อนจนสุดกระดาน ซึ่งนั่นก็แปรผันตามแรงเสียดทานที่

พุ่งสวนทางเข้าใส่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.

กระตุกอารมณ์หมั่นไส้ให้ไต่ระดับดีกรีสูงขึ้นไปทุกขณะ

ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันตรุษจีน กับอาการผิดคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ อ้างมีเชื้อสายจีน เพราะบรรพบุรุษคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตเหมือนกัน

เท่านั้นแหละ กลายเป็นปมร้อนให้แนวร่วมฝ่ายต้านโห่ฮา

เพราะเป็นตำราเก่าที่ถูกยกเลิกจากแบบเรียนไปนานแล้ว

กระแสลามไปถึงการบลัฟเรื่องมาตรฐานการศึกษา

โดยสถานการณ์สะท้อนบรรยากาศของการ “หาเรื่อง” อาการของขั้วขัดแย้งที่พยายามปล่อยของซัดกันไปซัดกันมา กระตุกอุณหภูมิร้อนแรง

เร้าดีกรีความขัดแย้งให้กลับมาตึงเครียดรอบใหม่

อย่างไรก็ตาม โดยเงื่อนสถานการณ์เร้าปรองดองหรือไม่ปรองดองนั่นก็ทางหนึ่ง

แต่มันยังพ่วงปัจจัยเร่งด่วนเฉพาะหน้า ตามสถานการณ์ของรัฐบาล คสช.ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงบริหารปั่นผลงานไม่ออก การขับเคลื่อนงานตามนโยบายไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

หนีไม่พ้นฟอร์มของรัฐบาลทหาร

แม้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์จะพยายามกัดฟัน ยืนยันคณะรัฐมนตรีสอบผ่านผลงานรอบ 6 เดือน ไม่จำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับงานด้านบริหารแต่อย่างใด

แต่โดยคำพูดมันกลับสวนทางกับภาพรวมของสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะบรรยากาศทางด้านเศรษฐกิจ ที่ฟ้องด้วยคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขึ้นมา 2–3 ชุดแล้ว เพื่อดำเนินขับเคลื่อนงานช่วยประคองรัฐบาล

ตอกย้ำด้วยปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประวิตรที่นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.แทนนายกฯ สั่งไล่เบี้ยรายกระทรวงให้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อ ทำให้การไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจสะดุด

หนักสุดถึงขั้นใช้งานทหาร โดยการสั่งการผ่านผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงระดับกองพันทั่วประเทศเพื่อเร่งขับเคลื่อนงบประมาณให้ลงสู่พื้นที่โดยเร็วที่สุด

โดยให้ ผบ.พันเข้าไปช่วยประสานกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว

สิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสะท้อนศักยภาพการทำงานของฝ่ายบริหาร

รัฐมนตรีสอบผ่าน แต่รัฐบาลสอบตก

จริงอยู่ในมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะมันก็เป็นเงื่อนไขยากๆของรัฐบาลทหารที่เข้ามากู้สถานการณ์แค่ชั่วครู่ชั่วยาม ข้าราชการส่วนมากเป็นพวกนกรู้

รัฐบาลทหารเดี๋ยวก็ไป อยู่เฉยๆรอรัฐบาลเลือกตั้งเบาตัวกว่า

ไหนจะปัญหาของพวกปลอดภัยไว้ก่อน ไม่เสี่ยง

เข้าโซนอันตรายจากมาตรฐานการป้องกันทุจริตคอร์รัปชันที่ทางรัฐบาล คสช.วางมาตรการไว้

พลาดโดนจับได้ไล่ทันมีหวังโดนลงโทษหลายเด้ง ไม่คุ้มกัน

นั่นยังต้องมาเจอปัญหาขบเกลียวในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล สไตล์ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กับกึ๋นของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กุนซือเศรษฐกิจ คสช.

ต่างฝ่ายต่างเดินกันไปคนละทิศคนละทาง

นี่คือความยากในเชิงบริหารที่ล็อกรัฐบาล คสช.ขยับเดินงานไม่ออก สอบตกตั้งแต่ 6 เดือนแรก

แน่นอน ถ้าเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามปกติ เมื่อประสบปัญหาด้านการบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ถือเป็นอันตรายสุดต่อเสถียรภาพ

ตามสูตรก็ต้องปรับคณะรัฐมนตรีเบี่ยงกระแสเฉพาะหน้า

แต่งานนี้เท่าที่รู้กันวงใน เป็นอะไรที่ “น้ำท่วมปาก” ด้วยอุปนิสัยส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนขี้เกรงใจ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทางเดียวต้อง กู้สถานการณ์ด้วยการปรับ ครม.

ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจกันขนานใหญ่

แต่ก็ติดลูกเกรงใจ ทั้งจากคนที่ไปออกปากชวนกันเข้ามาช่วยงาน แล้วจะปรับออกก็ไม่รู้จะออกตัวยังไง ไหนจะอาการกั๊กๆ เครือข่าย ของพี่ๆน้องๆในทีมบูรพาพยัคฆ์

ตามอาการยึกๆยักๆ ไม่กล้า ปรับ ครม.

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ผลเสียหายเกิดกับประเทศและคนไทยมากขึ้นทุกขณะ

มองไปข้างหน้านับวันสถานการณ์จะยิ่งหนักขึ้นตามเงื่อนไข ทั้งปัจจัยบีบจากสถานการณ์การเมืองภายใน แรงต้านจากนักศึกษาที่เริ่มไม่กลัวกระบองยักษ์ ไหนจะแรงกดดันจากภายนอก ตามฉากที่พี่เบิ้มโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกานำทีมนานาชาติเพิ่มแรงบีบให้รัฐบาลทหารไทยคืนสนามเลือกตั้งให้ประชาชนโดยไว

เป็นปัจจัยที่ยิ่งกดซ้ำภาวะเศรษฐกิจภายในให้ยิ่งหนัก

แบบที่เห็นๆกันตรงหน้ากับสถานการณ์ที่รายจ่ายของรัฐมากกว่ารายรับ ต้องวิ่งหารายได้จากตรงอื่นมาโปะ ง่ายสุดก็คือการไล่บี้จัดเก็บภาษี อย่างที่มีการโวยวายกันในโซเชียลเน็ตเวิร์ก กรมศุลกากรดักจับนักช็อปที่ซื้อของจากต่างประเทศ รีดภาษีกันอื้อซ่า หรือการเล็งเป้าไปที่ธุรกิจขายตรงก็มีธงจากรัฐบาลไล่เบี้ยเรื่องการเสียภาษีไม่ให้เล็ดลอดได้

ปะตูดขาด แก้ไขสถานการณ์รัฐบาลถังแตก

ผู้ประกอบการ คนรวย คนระดับกลางเริ่มได้รับผลกระทบจากความเข้มของมาตรการภาษี ขณะที่ปัญหาความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านรากหญ้าต้องเผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพง

เพลงคืนความสุขฯเริ่มไม่เพราะ ประชาชนฟังไม่รื่นหู

ตามสถานการณ์ที่คาดเดาล่วงหน้าได้ สุดท้ายอารมณ์หงุดหงิดก็พาลใส่รัฐบาลทหารที่เอาแต่เน้นแค่ผลงานด้านความมั่นคงอย่างเดียว

ปมเศรษฐกิจสะเทือน “เรือแป๊ะ”

และโดยกระแสผิดหวังของชาวบ้านจะกระทบถึงการเดินหน้าโรดแม็ปปฏิรูปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็หนีไม่พ้นโดนเทียบกับผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ

ไม่ใช่ปากกล้า แต่ไม่กล้าผ่าตัดตัวเอง.

ทีมการเมือง

21 ก.พ. 2558 09:03 21 ก.พ. 2558 09:06 ไทยรัฐ