วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้รับมือลัทธิสุดโต่ง ไขตรรกะกลุ่มไอเอส

ฮึกเหิม–กลุ่มไอเอสเผยแพร่ภาพนักรบของตนกรีธาทัพไปตามถนนในเมืองเซิร์ตในลิเบีย หลังโพสต์วีดิโอการฆ่าตัดศีรษะชาวคริสต์นิกายค็อปติกจากอียิปต์ 21 ศพ และอียิปต์ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก (เอเอฟพี)

มีผู้เปรียบเปรยว่า “การก่อการร้าย” เหมือนเชื้อโรค กลายพันธุ์ ไปได้เรื่อยๆ จากเดิมที่เคยก่อเหตุโจมตีใหญ่ๆ ชนิดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ดังเช่นกรณีกลุ่มอัล-เคดา ก่อวินาศกรรม “9/11” ในสหรัฐฯ

แต่เมื่อถูกปราบหนักๆเข้า ก็เปลี่ยนยุทธวิธีไปโจมตีแบบเล็กๆ แยกกันลงมือในหลายประเทศ โดยผู้ลงมือมักเป็นแนวร่วมที่เรียกว่า “Lone wolves” ผู้ได้รับแรงบันดาลใจหรือมีแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่งเช่นเดียวกับผู้ก่อการร้ายอย่าง “อัล–เคดา” และ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ซึ่งกำลังมาแรง

ตั้งแต่ปีที่แล้ว ผู้ก่อการร้ายก่อเหตุโจมตีทั้งในแคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส มาจนถึงเดนมาร์ก ปลุกให้มหาอำนาจตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา “ตำรวจโลก” ตาตื่น ตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งผู้ลงมือมักเป็นคนในประเทศตนเอง การป้องกันจึงทำได้ยาก เพราะบางคนไม่มีประวัติเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯจึงเป็นโต้โผจัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงจากลัทธิสุดโต่ง (ซีวีอี) นาน 3 วัน ช่วง 18-20 ก.พ.ที่กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้แทนจากราว 60 ประเทศเข้าร่วม หวังระดมพลังกันแก้ปัญหา

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา “เจ้าภาพ” ย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ทำสงครามกับ “อิสลาม” แต่ทำสงครามกับพวก “สุดโต่ง” ที่บิดเบือนแอบอ้างศาสนาอิสลามไปใช้ในทางที่ผิด อย่างกลุ่มอัล-เคดา และไอเอส

การต่อสู้ด้วยการเอาชนะจิตใจคน โดยเฉพาะยุวชนมุสลิมที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ ไม่ได้รับความยุติธรรมในสังคม หรือรู้สึกว่าอิสลามถูกปนเปื้อนจากค่านิยมอันเลวทรามของตะวันตก จึงสำคัญไม่น้อยกว่าการใช้กำลังทหารกวาดล้าง ในยุคที่พวกสุดโต่งใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ ล้างสมอง ดึงแนวร่วมอย่างได้ผล

จะเห็นได้ว่า โอบามาพยายามแยกคำว่า “ศาสนาอิสลาม” ออกจากคำว่า “พวกสุดโต่ง” และ “ผู้ก่อการร้าย” และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหา

แต่ประเด็นที่ว่านี้แม้จะฟังดูดีและเข้าใจได้ แต่ดูจะกว้างเกินไป ยากที่จะนำมาเป็น “แผนปฏิบัติการ” เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในระดับโลกได้ เพราะรายละเอียดของปัญหาในแต่ละประเทศ แตกต่างกัน

นอกจากเน้นเรื่องการดึงมวลชนมุสลิม โอบามายังเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายให้อำนาจตนสั่งโจมตีไอเอสได้ แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ จะขยายบทบาทในการกวาดล้างกลุ่มไอเอสมากขึ้น หลังไอเอส หรือไอซิซ หรือไอซิล ก่อเหตุสุดโหดเหี้ยม “ช็อกโลก” หลายครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตกและชาวญี่ปุ่น เผานักบินจอร์แดนในกรงขังทั้งเป็น และล่าสุด ฆ่าตัดศีรษะชาวคริสต์นิกายค็อป–ติกจากอียิปต์ในลิเบียรวดเดียวถึง 21 ศพ ก่อนโพสต์วีดิโอเหตุการณ์สังหารโหดเหล่านี้ในอินเตอร์เน็ต โดยไม่สนใจทั้งสิ้นในผลที่จะเกิดตามมา

ความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของไอเอส ดึงให้จอร์แดนและอียิปต์เข้ามาโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสอย่างหนัก นอกจากการโจมตีของพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯที่มีอยู่แล้ว จนทำให้นักรบไอเอสเสียชีวิตแล้วกว่า 6,000 คน

นอกจากนี้ กลุ่มชาติอาหรับยังร่วมตัดหาง ปล่อยวัดไอเอส แม้แต่กลุ่มอัล-เคดาในซีเรีย ซึ่งเดิมเคยเป็นพันธมิตรกัน ก็หันมาเป็นศัตรูรบกับไอเอสเสียเอง

ยุทธศาสตร์ “โหดไร้ขีดจำกัด” และสร้างศัตรูกับทั้งโลกโดยไม่สนใจใครหน้าไหน ซึ่งเหมือนกับเป็นการ “ทำลายตัวเอง” นี้ สร้างความสงสัยว่าไอเอสมี “ตรรกะ” อย่างไร เหตุใดจึงทำเช่นนี้?

นักวิเคราะห์หลายคนพยายามตีความสารต่างๆ ที่ไอเอสเผยแพร่ รวมทั้งนิตยสารภาษาอังกฤษ “ดาบิค” (Dabiq) ของไอเอส ซึ่งออกมาแล้ว 7-8 ฉบับ ทำให้พอมองเห็นโลกทัศน์ความเชื่อของไอเอสในเรื่องที่ว่านี้

นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ระบุว่า ไอเอสมีความเชื่อคล้ายกลุ่มคลั่งลัทธิที่เชื่อในวันสิ้นโลก (Apocalyptic cult) เชื่อว่าโลกมนุษย์ใกล้อวสาน และกองทัพไอเอสคือ “ทัพหน้า” ผู้เป็นตัวเร่งให้ถึงวันนั้นเร็วขึ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ศีลธรรมจรรยาใดๆ

ชื่อ “ดาบิค” คือเมืองหนึ่งในซีเรีย เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ศาสดามูฮัมหมัดเคยพยากรณ์ไว้ว่า “กองทัพอิสลาม” และ “โรม” (ยุคนี้อาจหมายถึงกองทัพตะวันตก) จะสัประยุทธ์กันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก และพระอัลเลาะห์กำหนดให้ฝ่ายอิสลามที่แท้ซึ่งเป็นฝ่าย “ธรรมะ” เป็นผู้ชนะฝ่าย “อธรรม” ในที่สุด

นิตยสารดาบิคฉบับเร็วๆนี้ระบุว่า “เมื่อโลกรุกคืบเข้ามาสู่มหาสงครามที่ดาบิค ทางเลือกที่จะยืนอยู่ข้างๆ เพียงเป็นผู้สังเกตการณ์ไม่มีอีกต่อไป” ซึ่งอาจตีความได้ว่า “เจ้าต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไอเอสหรือฝ่ายผู้ทำสงครามศาสนา (crusaders) และพวกนอกศาสนา (Infidels)”

ส่วนในวีดิโอแสดงการฆ่าตัดศีรษะนายปีเตอร์ คาสซิก ชาวอเมริกันเมื่อเดือน พ.ย.2557 “ญีฮัด จอห์น” นักรบไอเอสชาวอังกฤษที่มีผ้าปิดหน้าผู้เป็นเพชฌฆาตก็กล่าวว่า “เราฝังผู้ทำสงครามศาสนารายแรกในดาบิค, ใจจดจ่อเฝ้ารอศัตรูที่เหลือมาถึง” ซึ่งนักวิเคราะห์ตีความว่า ไอเอสต้องการให้กองกำลังภาคพื้นดินของตะวันตกบุกซีเรีย ซึ่งนั่นจะเป็นข้อยืนยันคำทำนายของศาสดามูฮัมหมัดเรื่องเมืองดาบิค

แม้โลกตะวันตกจะเห็นว่าศรัทธาความเชื่อของไอเอสไร้สาระ แต่การพยายาม “เข้าใจ” ตรรกะของพวกเขาให้ถ่องแท้ อาจช่วยให้รู้ซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหา นำมาซึ่งวิธีแก้ปัญหาได้ถูกจุดยิ่งขึ้น

แทนที่จะรบราฆ่าฟันกันอย่างมืดบอดเช่นทุกวันนี้!

บวร โทศรีแก้ว

21 ก.พ. 2558 08:53 21 ก.พ. 2558 08:54 ไทยรัฐ