วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทนายปูชง20พยานหักปปช.เชื่อศาลฎีกาไม่ตัด

‘บิ๊กตู่’ปรามสื่ออย่าวิจารณ์มั่ว‘บวรศักดิ์’เร่งกม.ปรองดอง!ถกพลังงานไม่จบตั้งกก.ร่วม

“บิ๊กป๊อก” ขึงขังไม่มีข้อยกเว้นให้คนทำผิดจำนำข้าว ยังไม่พบคลื่นใต้น้ำเคลื่อนไหวผิดปกติ ปธ.แผนกคดีอาญาฯแย้มขั้นตอนประทับรับฟ้องจบ 19 มี.ค. ทีมทนายระดมถกมุมกฎหมายชงพยานบุคคล 20 ปากสู้ เชื่อศาลฎีกาฯจะไม่ตัดทิ้ง มั่นใจหักล้างข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ได้ “บิ๊กตู่” ซัดกลุ่มจุดกระแสป่วนเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ปรามสื่ออย่าวิจารณ์มั่วซั่ว กมธ.ยกร่างฯงดสื่อเข้าฟังหมวดปรองดอง เคาะ 15 อรหันต์เป็นกรรมการปรองดอง แอบหวั่นไม่มีคนรับเผือกร้อน สนช.ส่งการบ้านประกอบการยกร่างฯ “บวรศักดิ์” กำชับให้เร่งปั๊มกฎหมายลูก สองเดือน ก.ม.ปรองดองต้องคลอด เวทีพลังงานร้อน ทหาร-ตร.คุมเข้ม “ประยุทธ์” เรียก “ณรงค์ชัย” ติวเข้ม สุดท้ายไร้ข้อสรุปให้ตั้งกรรมการร่วมทอดเวลา นายกฯพอใจยกนิ้วกดไลค์ “ประวิตร” โยนทำโพลชี้ขาด สื่อสหรัฐฯยุตัดงบหนุนการทหาร

หลังจากอัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ฐานปล่อยปละละเลยทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์เรียกระดมทีมถกแง่กฎหมายเพื่อหามุมหักล้างข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.

“บิ๊กป๊อก” ขึงขังคนผิดห้ามโวย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ก.พ.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ว่า สังคมต้องเรียนรู้ว่าทุกเรื่องต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตนแม้จะเป็นรัฐมนตรีแต่ถ้ากระทำผิดกฎหมายหรือไปโกงใคร ก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ดังนั้นใครที่มีคดีความต้องถูกดำเนินคดีไม่มีข้อยกเว้น แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกดดันเร่งรัดทำคดีดังกล่าว ขณะนี้เมื่อเรื่องอยู่ที่ศาลก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม “แม้แต่ผมเองก็อย่าโยงว่าเป็นบิ๊กป๊อก ต่อให้ทำผิดก็ต้องโดน”

ยังไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ

เมื่อถามว่าอัยการสูงสุดระบุว่าการอนุญาต น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ เป็นอำนาจการพิจารณาของ คสช. พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า เมื่อส่งฟ้องคดีไปที่ศาลฎีกาฯ อำนาจการพิจารณาก็ขึ้นอยู่กับทางศาล เมื่อถามว่าได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม หรือมีคลื่นใต้น้ำในจังหวัดใดบ้างหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่มี และไม่ได้รับรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในจังหวัดใด หากมีกลุ่มคนเคลื่อนไหวก่อกวน หน่วยงานความมั่นคงจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยในส่วนของจังหวัดทางผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข ประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้

ทีมทนายมั่นใจหักล้างข้อหาได้

ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ทีมทนายความจะเริ่มประชุมเพื่อหารือเตรียมความพร้อมหาแนวทางต่อสู้คดี ช่วงบ่ายวันที่ 21 ก.พ. แต่ยังไม่เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาร่วมประชุมด้วย แค่เตรียมความพร้อมเฉพาะทีมทนายก่อน

นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า พยานหลักฐานบางส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ได้พิจารณา เราจะนำเสนอให้ศาลฎีกาฯ พิจารณา มั่นใจว่าพยานหลักฐานที่มีสามารถหักล้างข้อกล่าวหา และต่อสู้พยานหลักฐานของ ป.ป.ช.ได้ จะแสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ใส่ใจในโครงการรับจำนำข้าวเป็นอย่างดี มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามตรวจสอบการดำเนินโครงการนี้ และมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปกว่า 100 ราย ส่วนตัวเชื่อว่าโครงการอะไรก็ตามที่รัฐบาลทำ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์รถไฟฟรี รวมถึงโครงการรับจำนำข้าว ล้วนเป็นการทำเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ต้องการแสวงหากำไร ฉะนั้นไม่อยากให้ใช้คำว่าขาดทุน แต่เป็นการอุดหนุนประชาชนมากกว่า สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกครั้งที่เข้าร่วมประชุมกับทีมทนายความ ไม่ได้แสดงความอึดอัดอะไร ท่านให้เกียรติทีมทนายความเสมอ ยอมรับในข้อกฎหมาย อะไรที่เห็นต่างกันก็พูดคุยจนได้ข้อสรุปเป็นแนวทางเดียวกัน

เชื่อศาลฎีกาจะดูทั้งหมดไม่ตัดทิ้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมทีมทนายต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวในระยะหลัง บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด เพราะทนายหลายคนรู้สึกว่าการต่อสู้คดีไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักกฎหมายที่ควรจะเป็น แม้จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครอบคลุมแน่นหนาแล้ว แต่กลับแพ้คดีทุกครั้งไป อย่างไรก็ตามทีมทนายความมีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยเชื่อว่าศาลฎีกาฯจะรับพิจารณาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยานเอกสาร หรือพยานบุคคลที่เตรียมไว้กว่า 20 ปาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.ถูกตัดทิ้งไปจำนวนมาก

ปธ.คดีอาญาฯชี้รับฟ้องจบ 19 มี.ค.

นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวว่า เมื่ออัยการยื่นฟ้องแล้วตามข้อกฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือว่าเป็นจำเลยตามชื่อที่ฟ้อง แต่ในทางปฏิบัติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะนัดประชุมเพื่อคัดเลือกองค์คณะจำนวน 9 คน เมื่อได้องค์คณะครบถ้วน จากนั้นองค์คณะจะร่วมกันพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นการฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะประทับรับฟ้องหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีแล้ว จะถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลยโดยสมบูรณ์ โดยนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา วันที่ 24 ก.พ. เพื่อพิจารณาคัดเลือกองค์คณะ 9 คนขึ้นมาพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว ส่วนองค์คณะจะใช้เวลาพิจารณาคำฟ้องของโจทก์นานเท่าใด ขึ้นอยู่กับองค์คณะว่าจะนัดพร้อมประชุมกันเมื่อใด ก่อนจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องหรือไม่ต่อไป แต่สุดท้ายแล้วกระบวนการทั้งหมดคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 19 มี.ค.นี้

ปชป.แขวะให้มั่นใจฝ่ายตุลาการ

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในฐานะนักกฎหมายดีใจที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์และทีมทนายยืนยันจะสู้คดีนี้ตามกระบวนการยุติธรรม ตามครรลองของบ้านเมือง เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่ทุกข้อเท็จจริงที่ถกเถียงท้ายที่สุดแล้วจะยุติโดยความเป็นธรรมด้วยอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจที่ประชาชนยอมรับและเชื่อถือ เชื่อว่าจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามระบบการไต่สวนที่ศาลจะรับฟัง

“บิ๊กตู่” เตือนทุกฝ่ายให้ใช้เหตุผล

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า ขณะนี้เรื่องการปฏิรูปกำลังเดินหน้าอยู่ ทั้งเรื่องปัญหาปากท้องประชาชน การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความยั่งยืนในระยะแรก ตลอดจนการดำเนินนโยบายตามโรดแม็ปของ คสช.และรัฐบาล ทุกฝ่ายน่าจะใช้เหตุผลเข้ามาช่วยกัน ร่วมมือกันทำงานกับรัฐบาล หากใช้วิธีทางการเมืองเข้ามาสร้างกระแส หรือสร้างประเด็นความขัดแย้งอีก อาจเป็นอุปสรรคที่จะบรรลุเป้าหมายตามเวลาที่เราต้องการ เพราะว่าเรื่องที่ต้องดำเนินการมีมากมาย ทุกอย่างเราต้องทำด้วยความรอบคอบ ไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาวต่อไป

ปรามสื่ออย่าจ้องวิจารณ์มั่วซั่ว

นายกฯกล่าวอีกว่า สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน คอลัมนิสต์ บุคคลฝ่ายการเมือง หรือนักวิชาการ ขอความกรุณาให้มีข้อมูลครบ ทำการบ้าน ดูในส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล และตรวจสอบความถูกต้อง เพราะเป็นจรรยาบรรณของมนุษย์ ของคนที่ดี ของสื่อที่ดี สื่อที่มีคุณภาพ ไม่อย่างนั้นสร้างความเข้าใจผิด และสร้างมวลชนขึ้นมา ทำให้เกิดปัญหา เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลในการทำงาน และตนก็ต้องมาตอบคำถามซ้ำๆในเรื่องที่เคยตอบไปแล้ว หรือเรื่องที่เคยทำหรือทำจบไปแล้ว หากไม่ฟังกันไม่เข้าใจกัน ก็นำมาพูดกลับไปกลับมาอยู่แบบเดิม บางครั้งก็ทำให้การทำงานสะดุดเหมือนกัน

ไม่ปกป้องคนผิดเพราะความรัก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ทั้งเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การปรองดอง การนิรโทษกรรม การดำเนินการทางกฎหมายต่างๆ มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นอยากให้รัฐทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เข้าใจว่าทุกคนหวังดี อยากให้บ้านเมืองสงบ แต่ต้องคำนึงถึงกติกาบ้างคิดถึงกฎหมายด้วย หากเราพูดถึงเรื่องปรองดองอย่างเดียว เรื่องกฎหมายก็มีปัญหา ถ้าจะพูดถึงการนิรโทษฯก็ต้องต่อมาจากกฎหมายเช่นเดียวกัน หากจะปรองดองกัน อย่างแรกต้องลดการพูดจาให้ร้ายซึ่งกันและกัน ปล่อยให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการ อย่าไปใช้ความชอบส่วนตัวมาเป็นเหตุผล แม้จะเป็นคนที่ท่านชอบแต่ถ้าทำความผิด ก็ผิดอยู่ดี ต้องสร้างบรรทัดฐานให้กับประเทศ ให้กับทุกคนที่ต้องเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด

ปัญหาคาราคาซังเพราะไม่รับผิด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า หากวันนี้ยังไม่ยอมรับความผิดกันเลย หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิดมากผิดน้อย ผิดแค่ไหน เจตนาไม่เจตนาอย่างไร คิดว่ายังเป็นปัญหาอยู่ทั้งสิ้น ฉะนั้นต้องนำกฎหมายมาดู และใช้หลักเกณฑ์ของความเป็นธรรม ความชอบธรรม ความโปร่งใส การยอมรับเหล่านี้คงต้องฝากหลายส่วนด้วยกัน ทั้งในส่วนของภาครัฐ กระบวนการยุติธรรม และเอกชนประชาชนที่มีส่วนร่วม ต้องไปหาทางกันมาว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบสุข อย่านำมาเกี่ยวพันกัน เรื่องของกฎหมาย เรื่องของนิรโทษฯ เรื่องของการปรองดอง เหล่านี้ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน เราต้องนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย ซึ่งอาจจะอยู่ตรงกลางอยู่ในขณะนี้

ซัดกลุ่มป่วนเพื่อผลประโยชน์

นายกฯยังกล่าวอีกว่า หากวันนี้เรามีความขัดแย้งในประเทศมาก หรือกลับไปสู่ความขัดแย้งเก่าๆ สิ่งที่เราต้องเดินหน้าก็ไปไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเกิดประโยชน์กับใคร หลายฝ่ายต้องการสร้างความขัดแย้งเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเอง ฉะนั้นเราเป็นคนไทยอย่าโกรธกันจนเกินไป หรือเกลียดกันจนกระทั่งให้อภัยกันไม่ได้ เราต้องตั้งสติใหม่ และลดความขัดแย้งลงให้ได้ ข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน อย่าให้ลุกลามสร้างความเกลียดชังมากขึ้น ฝากถึงทุกคนให้ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรประเทศชาติจะปลอดภัย ประชาชนเป็นสุข ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าประชาธิปไตยในเวลานี้ คำว่าประชาธิปไตยก็เป็นไปตามโรดแม็ปทุกอย่าง ยังไม่มีอะไรที่ผิดเพี้ยนไปเลย และวันนี้ต้องยอมรับในกติกาของกระบวนการยุติธรรม อย่ากล่าวอ้างกันว่า 2 มาตรฐาน หรือว่าเร่งรัด เรื่องต่างๆก็ขึ้นอยู่กับคดี หลักฐานพร้อม หรือคดีใดก็ตามที่มีความเสียหายเป็นจำนวนมาก อันนี้เขาคงนำไปพิจารณาก่อน

ปล่อยตามธรรมชาติไม่เร่งรัดคดี

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีทุจริตคอร์รัปชันว่า วันนี้ให้ดำเนินการให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หลายคดีอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก เช่น คดียักยอกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คดีสหกรณ์ยูเนี่ยน รวมถึงการทุจริตจัดซื้อจัดหา ก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 มีอยู่หลายคดี ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนติดตาม ไม่ควรไปเร่ง หรือไปตัดสินกันเสียก่อน ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย อย่าสร้างความสับสนและสร้างความเกลียดชังกันไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเรื่องการปราบอาชญากรรม ยาเสพติด ทุกคดีให้เป็นไปอย่างยุติธรรม ยึดกฎหมายเป็นหลัก ส่วนการดำเนินงานของส่วนราชการและเอกชนในโครงการต่างๆ ส่วนไหนที่ดำเนินการอยู่แล้วก้าวหน้าก็ทำต่อไปให้เสร็จโดยเร็ว มีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล หากใครมีข้อมูลหรือข่าวอะไรขอให้ส่งมา ตนจะสั่งให้ตรวจสอบทั้งหมด

งดสื่อฯเข้าฟังหมวดปรองดอง

วันเดียวกันเวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมอาคารรัฐสภา 3 มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 ว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำหน้าที่สานต่องานปฏิรูปหลังจากพ้นวาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดปัจจุบัน และพิจารณาในเนื้อหาหมวด 3 ว่าด้วยการปรองดอง ซึ่งสาระสำคัญตามที่อนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เสนอมีทั้งสิ้น 3 มาตรา ได้แก่ มาตราแรกว่าด้วยการให้มีคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ มาตรา 2 ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของกรรมการ และมาตรา 3 ว่าด้วยอายุการดำรงอยู่ของกรรมการปรองดอง ซึ่งที่ประชุมไม่ให้สื่อมวลชนร่วมฟังการพิจารณา โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการสื่อสารสู่สาธารณะที่เกิดความเข้าใจผิด

สรุปตั้ง 15 อรหันต์ กก.ปรองดอง

ต่อมานายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการไม่เกิน 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองหรือความขัดแย้ง และผู้ซึ่งเป็นผู้นำความขัดแย้ง มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเสนอแนะแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐสภา ส่งเสริมการเรียนรู้และใช้กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน และสร้างเครือข่ายสร้างความปรองดองในภาคส่วนต่างๆ เป็นคนกลางประสานระหว่างผู้นำความขัดแย้งทุกกลุ่ม รวบรวมข้อเท็จจริงและให้การเยียวยาความเสียหาย เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลซึ่งให้ความจริงอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดำเนินงาน และผู้กระทำซึ่งได้แสดงความสำนึกผิดต่อคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติแล้ว

หวั่นไม่มีใครอยากรับเผือกร้อน

เมื่อถามว่ากระบวนการคัดเลือกกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ 15 คนจะมีวิธีการอย่างไร นายคำนูณตอบว่า รายละเอียดจะไปกำหนดอยู่ในกฎหมายลูก เบื้องต้นเขียนไว้กว้างๆว่าคณะกรรมการฯมีไม่เกิน 15 คน ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีใครอยากเข้ามารับเผือกร้อน เพราะมีแต่จะโดนโจมตีจากทุกฝ่าย อีกทั้งจนถึงเวลานี้ก็ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองคือคู่ขัดแย้ง สุดท้ายหากหาไม่ได้ก็อาจต้องถึงขั้นไปขอร้องให้ช่วยมาเป็น ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างฯจำเป็นต้องบัญญัติเรื่องการปรองดองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีทางเดินต่อไป

ยันไม่มีอำนาจเหนือ 3 เสาหลัก

เมื่อถามอีกว่า คณะกรรมการฯจะมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ หรือไม่ นายคำนูณกล่าวยืนยันว่า ไม่ใช่ คณะกรรมการฯชุดนี้มีอำนาจเฉพาะ 2 เรื่อง คือ ดำเนินการและพิจารณาส่งเรื่องความปรองดองไปยังนายกรัฐมนตรี ครม. และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีการอภัยโทษก็เป็นไปตามขั้นตอน ที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. คณะกรรมการฯชุดนี้ไม่มีอำนาจพิเศษแต่อย่างใด

“สุรชัย” มอบพิมพ์เขียวฉบับ สนช.

ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. นำรายงานความคิดเห็นของ สนช. และคณะกรรมาธิการ 22 คณะ เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ระยะที่ 2 เสนอต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดยนายสุรชัยกล่าวว่า รายงานที่ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯมี 3 เล่ม ได้แก่ 1.การรวบรวมความเห็นทั้งหมดจากสมาชิก สนช. และกรรมาธิการ 18 คณะ เป็นรายประเด็น 2.การเจาะเฉพาะประเด็น เรื่องผู้นำการเมืองที่ดี สถาบันการเมือง 3.การเจาะเฉพาะประเด็น เรื่อง ครม. รัฐสภา รวมถึงการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และแนวทางสร้างความปรองดอง หวังว่า กมธ.ยกร่างฯจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการจัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการชุดนี้จะรวบรวมความเห็นการแก้รัฐธรรมนูญในระยะที่ 3 เพื่อส่งให้ กมธ.ยกร่างฯต่อไป คาดจะส่งความเห็นระยะ 3 ได้เดือน เม.ย.

“บวรศักดิ์” กำชับ สนช.เร่งทำ ก.ม.

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีความเห็นของสนช. สปช. พรรคการเมือง และหน่วยงานต่างๆมาวางไว้แล้ว หากเรื่องใดที่มีความเห็นหลากหลาย เช่น เรื่อง กกต. ก็จะไม่ลงไปในรายมาตรา แต่จะนำความเห็นมาพิจารณาให้ได้ข้อสรุปก่อน ยืนยันว่าพิจารณาความเห็นของทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พิธีการ และพร้อมเปิดรับฟังไปตลอดจนถึงปลายเดือน มิ.ย. ก่อนเสนอร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายต่อ สปช. วันที่ 23 ก.ค. อย่างไรก็ตาม กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.จะจัดทำกฎหมายหลายฉบับ เพื่อส่งให้ สนช.พิจารณา ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกทั่วไป เช่น กฎหมายสร้างความปรองดองแห่งชาติ กฎหมายองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กฎหมายสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ จึงอยากให้ สนช.เร่งพิจารณา

2 เดือน ก.ม.ปรองดองต้องคลอด

นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า การพิจารณายกร่างกฎหมายสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช. เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ มี พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ และนายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นรองประธานฯ รวมถึงมีตัวแทน สปช. สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมยกร่าง เพื่อความรวดเร็ว คณะอนุ กมธ.ชุดนี้จะไปศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของประเทศต่างๆ เช่น แอฟริกาใต้ ไอร์แลนด์เหนือ รวันดา คาดว่าจะเสร็จไม่เกิน 2 เดือน โดยมีเนื้อหาครบทุกกระบวนการทั้งการเยียวยา การชดใช้

จี้บอกเหตุผลให้ชัดลดจำนวน ส.ส.

ขณะที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงโมเดลการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะให้มี ส.ส.จำนวน 350 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบแบ่งเขต 250 คน และมาจากระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ว่า จำนวน ส.ส. 350, 450 หรือ 550 คน มันแตกต่างกันอย่างไร การให้มี ส.ส. 350 คนดีกว่าเก่าอย่างไร การเมืองจะดีขึ้นอย่างไร จะช่วยประหยัดงบประมาณหรืออะไร กมธ.ยกร่างฯต้องอธิบายให้ได้ คนที่ร่างไม่ได้มาจากการเป็นผู้แทนราษฎร ไม่รู้ว่าผู้แทนต้องทำงานกันอย่างไร ต้องดูแลพี่น้องประชาชนเท่าไหร่ พวกตนไม่ได้เป็น ส.ส.ที่มาจากสวรรค์ แต่มาจากมือของประชาชนก็ต้องดูแลประชาชน ยิ่งถ้าไม่อยากให้มีการซื้อเสียงก็ต้องหมั่นดูแล หมั่นทำความรู้จักชาวบ้าน ไปรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเขา ประชาชนในพื้นที่มีจำนวนมาก ถ้าไม่รู้จักใครเลย ไม่ใกล้ชิดกัน แล้วอยากเป็น ส.ส. ยิ่งจะเป็นช่องทางให้มีการซื้อเสียง

เวทีพลังงานร้อนทหาร–ตร.คุมเข้ม

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มอบหมาย ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และปลัด สำนักนายกฯเป็นประธานเวทีกลาง “เดินหน้าประเทศไทย เพื่อความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน” เพื่อรับฟังความเห็นการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 โดยตัวแทนจาก 2 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายแสดงเจตจำนงต่อรัฐบาล ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ และประชาชนเข้ารับฟังกว่า 300 คน มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ 500 นาย รักษา ความปลอดภัยและถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนคัดค้านการเปิดสัมปทาน ที่ลานจอดรถ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นห้องทำงานติดตามการถ่ายทอดสด ระหว่างนั้นไลน์มายัง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ให้แจ้งผู้ดำเนินรายการไม่ต้องเข้มงวดเรื่องเวลา เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเต็มที่

นายกฯเรียก “ณรงค์ชัย” ซักซ้อม

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นพูดคุยคือ 1.ถ้าวันนี้จะเดินระบบสัมปทาน ข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ มีช่องโหว่ที่เป็นจุดรั่วไหลหรือไม่ หรือถ้าเดินหน้าด้วยระบบแบ่งปันผลประโยชน์ มีกฎหมายรองรับแล้วหรือยัง แล้วถ้าต้องทำกฎหมายใหม่จะมีผลกระทบต่อระยะเวลาความมั่นคงทางพลังงาน 7 ปี หรือ 10 ปี อย่างไร และ 2.หากต้องเดินหน้าหรือชะลอ จะมีผลกระทบต่อการบริหารอย่างไร ใครรับผิดชอบ โดยข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะรวบรวมประเมินว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปเร็วที่สุด ซึ่งก่อน การหารือนายกฯเรียกนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงานเข้าพบ กำชับให้ตอบประชาชนถึงข้อสงสัยให้ได้ว่าอีก 7 ปีข้างหน้า พลังงานจะหมดจริงหรือไม่

“มาร์ค” ขอแก้ ก.ม.เพิ่มทางเลือก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ยื่นแสดงเจตจำนงต่อรัฐบาลว่า ธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจผูกขาดสูงมาก รัฐควรดูแลกลไกตลาดให้เป็นธรรม โดยรัฐวิสาหกิจที่มาจัดการพลังงาน ต้องเป็นของภาครัฐจริงๆ ไม่ใช่เป็นของเอกชน เพราะการให้เอกชนบริหารพลังงาน รายได้จะกลับคืนสู่ประชาชนจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มทางเลือก ให้กับรัฐ เพราะมีแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในเร็ววันนี้ แต่แหล่งสำรองในแปลงเหล่านั้นยังคงมีอยู่ ส่วนการใช้ระบบการแบ่งผลผลิต หรือจ้างผลิตทำได้หรือไม่ กฎหมายก็ไม่อนุญาตให้ทำ โดยเชื่อว่าการแก้กฎหมายยุคนี้ครึ่งปีเสร็จ การยืดเวลาออกไป 2 ปี จะกระทบต่อความมั่นคงก็ต่อเมื่อระยะเวลาดังกล่าว เปลี่ยนของที่มีค่าอยู่ใต้ดินหรือใต้ทะเลให้เป็นของที่ไม่มีค่าได้ ซึ่งไม่เชื่อว่าจะส่งผลอย่างนั้น

ฝ่ายรัฐบาลยันภัยถึงตัวแล้ว

นายมนูญ ศิริวรรณ กรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน สปช.ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล กล่าวว่า การเสนอ ให้แก้ไขกฎหมายก่อนแล้วค่อยเปิดสำรวจปิโตรเลียมเห็นด้วย หากทำได้จริง แต่ใครจะรับรองได้ว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 มีความล่าช้ามากพอสมควร เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ ถ้าไม่มีการสำรวจจะไม่ทราบความเสี่ยง ถ้าสำรวจแล้วพบหรือไม่พบก๊าซธรรมชาติก็จะได้รีบวางแผนพลังงานของประเทศบริหารความเสี่ยงได้ ทั้งนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าทำไมจะรอ 2 ปีไม่ได้นั้น การที่จะรู้ความเสี่ยงเร็วขึ้น 2 ปี เป็นสิ่งที่ดี เพราะขณะนี้ความขาดแคลนกระทบความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศกำลังเกิดขึ้นจริงแล้ว ภัยคุกคามด้านพลังงานเกิดขึ้นจริงแล้วไม่ใช่แค่มโนกันไป

“ณรงค์ชัย” สวน “มาร์ค” ร่วมสร้างปัญหา

ด้านนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ที่กล่าวในวงเสวนาว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง แต่ราคาค่ารถค่าแท็กซี่ไม่ลดลงและกลับเพิ่มขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริง เห็นได้ชัดว่าราคาน้ำมันเบนซินลดลงมาก ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงนั้น ยังถือว่าน้อยอยู่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีมติให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาไม่เป็นธรรม ดังนั้นรัฐบาลขณะนี้จึงต้องเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ส่วนราคาก๊าซที่ไม่ลดลง เพราะในอดีตมีการกดราคาไว้นาน ทำให้ปัจจุบันไม่สามารถทำให้ราคาถูกลงได้ ขอให้ประชาชนเข้าใจ โดยใช้เวทีนี้ให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริง

ไม่จบเปิดสัมปทานตั้ง กก.ร่วม

กระทั่งเวลา 14.00 น. ตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย เข้าหารือต่อกับ ม.ล.ปนัดดา และ พล.ต.สรรเสริญ ที่ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น ม.ล.ปนัดดาแถลงว่า ผลการหารือมีข้อตกลงร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันที่จะบริหารพลังงานมีประสิทธิภาพ 2.เห็นควรว่าจำเป็นต้องทบทวนข้อกฎหมายบางประการ เพื่อสร้างทางเลือกให้มากขึ้นในการบริหารทรัพยากรพลังงาน และ 3. ทั้ง 2 ฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกันในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 จึงเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อให้พิจารณาเสร็จก่อนวันที่ 16 มี.ค. และเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงต่อไป โดยคณะทำงานจะมีภาคราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีภาคส่วนการ เมืองเข้ามา และจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามการสัมปทานยังอยู่ในกรอบเดิม โดยคณะทำงานต้องเร่งทำงานเร็วที่สุด พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า ภาพรวมในวันนี้ นายกฯรู้สึกดีที่เวทีเกิดขึ้นได้ และหวังว่าฝ่ายที่คัดค้าน จะนำผลการหารือไปชี้แจงมวลชนให้รับทราบ

“บิ๊กตู่” พอใจยกนิ้วกดไลค์

จากนั้นในช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นรถเดินทางกลับ ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนออกจากตึก ได้เปิดกระจกทักทายผู้สื่อข่าวที่ยืนอยู่ โดยผู้สื่อข่าวได้ตะโกนถามว่า เวทีกลางเป็นอย่างไรบ้าง โอเคหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยกนิ้วโป้ง คล้ายแสดงสัญลักษณ์กดไลค์ พร้อมกับยิ้มและชี้นิ้วไปทางตึกไทยคู่ฟ้า

“ประวิตร” โยนทำโพลชี้ขาด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีหลังเวทีนี้แล้วจะมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีกหรือไม่ว่า คงรอดูวันนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ถ้าตกลงกันไม่ได้ ตน ว่าก็ทำโพลไปเลย จะได้หมดเรื่อง แต่ถ้าทำโพล แล้วอีกฝั่งไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร แต่ต้องถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

ออท.รัสเซียเข้าคารวะ “บิ๊กป้อม”

เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคีริลล์ มีไฮโลวิช บาร์สกี เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ในโอกาสเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ ไทย-รัสเซีย ซึ่งจะครบรอบ 120 ปี ในปี 2559 พร้อมหารือกระชับความร่วมมือทางทหารและความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และเชิญ รมว.กลาโหมเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 16-17 เม.ย.58 พร้อมกันนี้ได้หารือถึงความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การสนับสนุนรับซื้อพืชผลทางการเกษตรของไทย เช่น ข้าว ยางพารา ซึ่งรัสเซียยังมีความต้องการและพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่ง พล.อ.ประวิตรเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อหารือและพิจารณาในรายละเอียด ดำเนินการในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี

ขอบคุณที่เข้าใจสถานการณ์ไทย

พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรขอบคุณรัสเซีย ที่มีความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย และสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการดำเนินการตามโรดแม็ปเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ และการปฏิรูปประเทศ เพื่อกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย และขอขอบคุณ ออท.รัสเซียที่จะเสนอให้รัฐบาลรัสเซียสนับสนุนและกระตุ้นประชาชนชาวรัสเซียให้มาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น

สื่อสหรัฐฯยุตัดงบหนุนการทหาร

วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทบรรณาธิการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไทย โดยระบุว่านับเป็นเวลากว่า 9 เดือนที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของไทยถูกกองทัพยึดอำนาจ และรัฐบาลทหารปัจจุบันไม่มีผลงานปรากฏให้เห็นมากนัก เห็นได้จากระบบเศรษฐกิจซึ่งหยุดชะงัก การผลักดันแผนปรองดองแห่งชาติยังไม่คืบหน้า เพราะยังมีนักโทษการเมืองถูกคุมตัวเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการฟ้องดำเนินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมถึงกฎอัยการศึกที่ยังไม่ถูกยกเลิก ทำให้การชุมนุมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เข้าข่ายจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะกล่าวว่าตนไม่เหมือนรัฐบาลทหารในประเทศอียิปต์ เพราะไม่เคยฆ่าใครสักคน แต่หากพิจารณาแผนซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องการสกัดกั้นประชาธิปไตยเป็นการถาวร ก็จะเห็นว่าทั้งคู่ไม่ได้ แตกต่างกันมากนัก นอกจากนี้ การเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งออกไปเป็นปี 2559 ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและไทย และหากปีหน้าไทยยังไม่กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่สมควรอนุมัติงบประมาณสนับสนุนทางการทหาร

จี้เคลียร์เพิ่มอำนาจศาลทหาร

ด้านคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลหรือไอซีเจ องค์กรอิสระของสวิตเซอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลต่อกรณีที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่ให้เพิ่มอำนาจศาลทหารควบคุมพลเรือนและฝากขังผู้ต้องหาได้นานสูงสุด 84 วัน โดยระบุว่าอาจทำให้พลเรือนถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่มีตัวแทนทางกฎหมายมาดูแล นอกจากนี้ ไอซีเจขอเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงให้ชัดเจนตรงเนื้อหาที่ระบุว่า สั่งควบคุมผู้ต้องหาได้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็น

นศ.ถามหาจริยธรรม “สมคิด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้โพสต์รูปภาพและข้อความ มีการนำใบปลิวติดไว้ที่กล่องรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการกระทำอันฝ่าฝืนต่อจรรยาบรรณที่กำหนด ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยระบุข้อความในใบปลิวว่า “ผู้สอนกฎหมาย รับใช้ผู้ทำลายกฎหมายเสียเอง แล้วแบบนี้จรรยาบรรณอยู่ที่ไหน” โดยมีรูปของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไปเป็นสมาชิก สนช. อยู่ด้านล่าง

เรียก “บิ๊กป้อม” ถกความมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังจากมีเหตุระเบิดบริเวณสี่แยกอีซูซุ หน้าร้านโดโด้คาราโอเกะ ถนน ณ นคร ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสในช่วงบ่ายวันที่ 20 ก.พ. จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ได้เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าหารือ และรายงานสถานการณ์เพื่อสอบถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว โดย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เข้าพบก่อน จากนั้นเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม คาดว่าเป็นการหารือถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงต่างๆ โดยเฉพาะเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.นราธิวาส และเหตุเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ 16 ตก ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ระหว่างปฏิบัติภารกิจการฝึกร่วมผสมทางทหารคอบร้าโกลด์

“บิ๊กป๊อก” ขึงขังไม่มีข้อยกเว้นให้คนทำผิดจำนำข้าว ยังไม่พบคลื่นใต้น้ำเคลื่อนไหวผิดปกติ ปธ.แผนกคดีอาญาฯแย้มขั้นตอนประทับรับฟ้องจบ 19 มี.ค. ... 21 ก.พ. 2558 04:44 21 ก.พ. 2558 04:45 ไทยรัฐ