วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โค้งสุดท้าย ใครจะมาวิน?!? ส่อง 8 หนังดีเข้าชิงออสการ์

โค้งสุดท้าย ใครจะมาวิน?!? ส่อง 8 หนังดีเข้าชิงออสการ์

  • Share:

ใกล้เข้ามาทุกทีๆ สำหรับรางวัลระดับโลก ที่หลายคนให้ความสนใจแบบสุดๆ กับเวทีรางวัลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ และมีสายตาจากทั่วโลกจับจ้องมากที่สุด นั้นคือรางวัล Academy Awards หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ Oscar นั่นเอง และในปีนี้เป็นครั้งที่ 87 ของรางวัลนี้ซึ่งมีภาพยนตร์เข้าชิงถึง 8 เรื่องเลยทีเดียว มีทั้งหนังที่อยู่ในความคาดหวังของใครหลายๆ คน และหนังที่บางคนไม่คิดว่าจะติดโผ แต่ดันติดซะนี่ จะมีเรื่องอะไรกันบ้างไปติดตามกันเลย

AMERICAN SNIPER

AMERICAN SNIPER

American Sniper เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาด้วยรายได้มหาศาล และยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สูงถึง 6 สาขา ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเป็นกระแสหลักและใครๆ ก็พูดถึง กำกับโดย ปู่คลินต์ อีสต์วู้ด โดยมี แบรดลีย์ คูเปอร์ รับบทเป็น คริส ไคล์ ทหารหน่วยซีลที่ได้รับการยกย่องว่าเหนี่ยวไกสังหารศัตรูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางทหารของสหรัฐอเมริกา

กำกับโดยปู่คลินต์ อีสต์วู้ด

เป็นเรื่องราวของ คริส ไคล์ พลแม่นปืนสังกัดหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา (ซีล) ถูกส่งไปยังอิรัก เพื่อปฏิบัติภารกิจเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ ปกป้องพี่น้องทหาร โดยมีภรรยาที่เลี้ยงลูกสองคนเฝ้ารออยู่ที่บ้าน ภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังสือบันทึกความทรงจำและประสบการณ์ของ คริส ไคล์ เองในชื่อ American Sniper เดียวกันกับภาพยนตร์ ด้วยฝีมือความแม่นปืนทำให้เขาสามารถรักษาชีวิตเพื่อนทหารในสนามรบมานับไม่ถ้วน ความกล้าหาญของเขาเป็นที่เลื่องลือในหมู่เพื่อนทหารหน่วยซีล จนได้รับสมญานามว่า เดอะ เลเจนด์ แม้กระทั่งในแวดวงศัตรูชื่อเสียงของคริสก็โด่งดัง จนถูกตั้งฉายาจากฝ่ายศัตรูว่า ปิศาจแห่งราห์มาดี หรือ เดอะ เดวิลล์ ทำให้เขาถูกตั้งราคาค่าหัวถึง 2 หมื่นดอลลาร์ และกลายเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายต่อต้าน ถึงแม้ต้องแลกกับอันตราย และการต้องสูญเสียคนรอบข้างผู้เป็นที่รัก คริสก็ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจอันแสนทรมานในอิรักตลอดทั้ง 4 ครั้งที่ถูกส่งไป ทำให้เขากลายเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของหน่วยซีลที่ว่า อย่าทอดทิ้งใคร ในระหว่างที่เขากำลังจะได้กลับบ้านนั้น คริสก็ค้นพบว่า สงครามต่างหากที่เขาไม่สามารถทอดทิ้งไปได้ 

หลังจากที่เขาปลดประจำการจากการเป็นทหาร แต่เขาก็ยังไม่ลืมหน้าที่ช่วยเหลือสังคม คริสเข้าไปเป็นอาสาช่วยเยียวยาจิตใจของทหารผ่านศึกที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของคนที่เขาช่วยเหลือ 

แม้หลายคนที่เข้าไปดูแล้วออกมาอาจจะบอกว่า ไม่สนุกเท่าที่ควร เพราะหลายคนคิดว่าหนังนำเสนอแต่ชีวประวัติบุคคลมากกว่าสงคราม ออกจะไปในแนวดราม่าชีวิตครอบครัวมากกว่า แต่สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือผลสุดท้ายวีรบุรุษที่รอดมาจากสงครามกลับต้องมาตายบนแผ่นดินเกิด จากคนที่เขาตั้งใจจะช่วยเหลือ เพื่อล้างบางอย่างที่ติดตัวมาจากสงคราม แต่ไม่ว่าในมุมมองของใคร สงครามโหดร้ายเสมอ หนังถ่ายทอดภาพได้ดีมาก คนที่อยู่ในสมรภูมิพร้อมจะตายได้ทุกเวลา ภาพในสมรภูมิที่สมจริงและรู้สึกถึงสถานการณ์การตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรู ว่ามันอันตรายเพียงใด

THE IMITATION GAME

THE IMITATION GAME

สร้างมาจากเรื่องจริงอิงตามหนังสือชีวประวัติชื่อ Alan Turing: The Enigma เขียนโดย Andrew Hodges ซึ่งเป็นเรื่องราวของ อลัน ทัวร์ริ่ง ผู้คิดค้นเครื่องถอดรหัสอีนิกม่า สร้างทฤษฎีรองรับการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ทฤษฎีดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้จริงในสงครามระหว่างอังกฤษและอเมริกาในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพเรือเยอรมันได้นำเครื่องอีนิกม่ามาใช้ในการส่งข้อความ ในช่วงที่เขาเข้าร่วมโปรเจกต์ลับของรัฐบาลเพื่อรวมทีมนักคณิตศาสตร์จนไปถึงกระทั่งนักเล่นครอสเวิร์ด เพื่อถอดรหัสลับที่นาซีใช้ติดต่อสื่อสารกันเองในการวางกลยุทธ์ในการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 

เรื่องราวของ อลัน ทัวร์ริ่ง ผู้คิดค้นเครื่องถอดรหัสอีนิกม่า

ทัวร์ริ่งจึงต้องเข้าทำแบบทดสอบของกองทัพอังกฤษเพื่อที่จะเข้าไปประดิษฐ์เครื่องถอดรหัสโดยใช้ทฤษฎีของเขาเอง เครื่องมือถอดรหัสที่ทัวร์ริ่งประดิษฐ์ขึ้นสร้างความประหลาดใจให้เหล่าผู้บังคับบัญชาในกองทัพเป็นอย่างมาก

แม้ทุกอย่างเข้าที่ทัวร์ริ่งกลับต้องประสบกับวิกฤติตัวตน

รวมทั้งยังสร้างความประทับใจให้กับหญิงสาวนาม โจน คลาร์ก ผู้ซึ่งทัวร์ริ่งขอหมั้นและเตรียมแต่งงานด้วยในเวลาถัดมา แต่ถึงแม้ทุกอย่างจะดูเข้าที่เข้าทาง ทัวร์ริ่งกลับต้องประสบกับวิกฤติตัวตน เนื่องจากความจริงนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นรักร่วมเพศ ซึ่งในช่วงเวลานั้นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลงทัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง ชีวิตที่ควรจะสุขสบายกลับต้องทุกข์ทนกับโทษที่ได้รับนั่นคือการจับฉีดฮอร์โมนให้หมดสมรรถภาพทางเพศ หนังสะท้อนภาพให้เห็นว่า รหัสลับนาซีที่ซับซ้อนยังถอดแก้ได้ง่ายกว่าอคติในใจคน

นักแสดงนำในเรื่องคือ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์
คนดูแทบจะเชื่อว่า เบเนดิกต์ คือ อลัน ทัวร์ริ่ง ตัวจริง

โดยหนังเรื่องนี้ได้คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย และล่าสุดเข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขาเลยทีเดียว จากหนังเห็นได้ว่านักแสดงนำในเรื่องคือ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ เล่นดีมาก แม้กระทั่งลักษณะท่าทาง แววตา การเดิน การพูด การแสดงออกทางสีหน้า ที่สามารถสะกดคนดูอยู่หมัดทำให้เชื่อว่า เบเนดิกต์คือ อลัน ทัวร์ริ่ง ตัวจริง และ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ ที่เล่นเป็นคู่หมั้นของเบเนดิกต์ก็สามารถเล่นได้เข้าขากันสุดๆ ทำให้มีรายชื่อของทั้งคู่เข้าชิงพร้อมกัน แม้หนังเรื่องนี้จะไม่มีดราม่าในเรื่องความรักของหนุ่มสาว แต่หนังก็บีบหัวใจสุดๆ ทำให้คนดูต้องลุ้นไปตามๆ กันว่า สุดท้ายแล้วเบเนดิกต์จะเลือกทำเพื่อชาติ หรือเพื่อคนที่ตนเองรัก 

สุดท้ายเบเนดิกต์จะเลือกทำเพื่อชาติ หรือเพื่อคนที่ตนเองรัก

ด้านโปรดักชั่นต้องยกให้ทีมสร้างหนัง เพราะสามารถหาฟุตเทจสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาตัดต่อได้เหมือนจริงแบบสุดๆ แม้จะเป็นแค่องค์ประกอบของหนัง แต่ผู้กำกับและทีมสร้างก็ไม่ปล่อยให้องค์ประกอบเล็กๆ นี้หลุดมือไป หนังเรื่องนี้ครบองค์ของความเป็นหนังที่สื่อถึงสงคราม สันติภาพ ความรัก สิทธิมนุษยชน ความต่างทางเชื้อชาติ รสนิยมทางเพศ กลโกง เล่ห์เหลี่ยมการรบ ความศรัทธา และความเป็นมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเป็นหนังน้ำดีที่สมควรจะได้รับรางวัลออสการ์ประเภทหนังยอดเยี่ยมแห่งปีเลยทีเดียว

BIRDMAN

BIRDMAN

เมื่อผู้กำกับหนังเครียดๆ อย่าง Babel (2006) ผันมาทำหนังตลกร้าย "Birdman" ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เกี่ยวฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมในชุดรัดรูปสีฟ้า แต่เป็นหนังที่เกี่ยวกับการวิพากษ์ถึงความเน่าเฟะของวงการบันเทิง และตลกร้ายต่างๆ ที่แทรกซึมอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดย Birdman นี้ได้คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย และเข้าชิง Oscar ทั้งหมด 9 สาขา

หนังพูดถึงความเน่าเฟะของวงการบันเทิง และตลกร้ายต่างๆ

หนังเป็นการเล่าเรื่องของ ริกแกน ธอมป์สัน อดีตนักแสดงที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังจากกา­รที่เป็นนักแสดง และได้รับบทเป็น Birdman แต่ชื่อเสียงโด่งดังมันไม่ได้เป็นสิ่งยืนย­าวหรือถาวรเพราะทุกวันนี้เขามีชีวิตที่เรี­ยกได้ว่าตกอับแบบไม่มีใครมาสนใจเหลียวแล เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการแสดงละครบ­รอดเวย์ แต่แล้ว Birdman ก็กลับมาหาเขาอีกครั้งพร้อมกับทำให้เขานึกถึงวันที่เคยโด่งดัง ทำให้เขาต้องสู้กับอดีตเพื่อโอกาสที่จะกู้­ชื่อเสียงของเขา

เข้าชิง Oscar ทั้งหมด 9 สาขา

ริกแกน เป็นตัวละครหลักที่แสดงโดย ไมเคิล คีตัน มีหลายๆ อย่างที่เหมือนกันและอาจจะเรียกได้ว่าสะท้อนชีวิตของไมเคิลเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากการเป็น Batman ในปี 1992 เขาก็ไม่ได้มีผลงานแสดงที่โดดเด่นจนคนพูดถึงแต่อย่างใด ซึ่งความดังของริกแกนในการเป็น Birdman ก็เกิดขึ้นในปี 1992 เช่นเดียวกัน และหนังเรื่องนี้ก็เป็นการกลับมาของชื่อเสียงของทั้งอดีต Batman และ Birdman นั่นเอง

ไมเคิล คีตัน มารับบทนำใน เบิร์ดแมน

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากคือ การถ่ายภาพ long take ที่ลื่นไหลไปตลอดทั้งเรื่อง เปรียบเสมือนว่าคนดูกำลังเหาะดูเหตุการณ์ต่างๆ ของตัวละครอยู่ ดนตรีประกอบที่แน่นเด่นชัดในจังหวะอารมณ์ และการแสดงอันยอดเยี่ยมของนักแสดง โดยเฉพาะไมเคิล คีตัน และ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ที่เต็มไปด้วยพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

การถ่ายภาพ long take ที่ลื่นไหลไปตลอดทั้งเรื่อง

หนังได้รับคำชมอย่างล้นหลามหลังเปิดตัวฉายที่เทศกาลหนังเมืองเวนิส นอกจากนั้นบรรดานักแสดงนำของเรื่องซึ่งเคยผ่านหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาแล้วเช่นกัน ทั้ง ไมเคิล คีตัน (อดีตแบทแมน), เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (อดีตยักษ์เขียว ฮัลค์) และ เอ็มม่า สโตน (อดีตหวานใจสไปเดอร์แมน) ต่างก็ได้รับคำวิจารณ์กันในแง่บวก

SELMA

SELMA

สร้างจากเรื่องจริง เป็นเรื่องของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ในยุคที่การตีค่าของคนเพียงเพราะสีผิว ซึ่งในปัจจุบัน ผู้คนต่างก็ยกย่องเขา ในการผลักดันความเสมอภาคกันของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คิงกลายมาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดมากในสหรัฐฯ จนกระทั่งนิตยสาร ไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น "บุรุษแห่งปี" ในปี 1963 เป็นรางวัลที่น่าพอใจแน่นอน แต่กลับดูเป็นเรื่องเล็กไปเมื่อในปี 1964 เขาได้เป็นชายอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นี่คือหนังเหยียดผิวและเรียกร้องสิทธิเสรีภาพแบบเข้มข้นเรื่องหนึ่ง 

สร้างจากเรื่องจริง เป็นเรื่องของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์
David Oyelowo ในบท ดร.คิง

หนังมีการกำกับที่ขึงขังโดยผู้กำกับหญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกันอย่าง Ava DuVernay และ David Oyelowo ในบท ดร.คิง ก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างน่าชื่นชมด้วยการแสดงที่หนักแน่นและน้ำเสียงอันทรงพลังราวกับเป็นร่างทรงของ ดร.คิง ตัวจริง

ชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ดร.คิง ผู้ผลักดันความเสมอภาคกันของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และยุติการเหยียดผิว

เนื่องด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่กระแทกใจคนดูที่เป็นอเมริกันมากกว่าคนดูชาติอื่นๆ เลยทำให้หนังเรื่องได้มีโอกาสเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเข้าฉายในช่วงที่อเมริกากำลังเกิดการประท้วงเรื่องตำรวจทำร้ายคนผิวสีถึงตาย จึงเป็นหนังที่เข้ากับสถานการณ์ฝั่งอเมริกาในเวลานั้นมากๆ เลยทีเดียว ต้องรอลุ้นว่า Selma จะคว้าไปกี่รางวัล

BOYHOOD

BOYHOOD

คอหนังชาวไทยน่าจะได้ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้ว ว่า Boyhood ของ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ผู้กำกับและคนเขียนบทหนังรักตระกูล Before Trilogy คือ Before Sunrise (1995), Before Sunset (2004) และ Before Midnight (2013) ถูกฉายครั้งแรกในงานเทศกาล Sundance 2014 ทั้งคว้ารางวัลมาจากงาน Berlin International Film Festival ครั้งที่ 64 และงานอื่นๆ อีกมากมาย

ใช้นักแสดงคนเดียวกันตลอดทั้งเรื่องและใช้เวลาการถ่ายทำถึง 12 ปี
BOYHOOD ผลงานกำกับของ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์
เวลาในเรื่องอิงกับตัวนักแสดงตัวจริงที่โตขึ้นตามวันเวลา ยุคสมัย

โดยหนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงคนเดียวกันตลอดทั้งเรื่องและใช้เวลาการถ่ายทำถึง 12 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2002 จนมาจบลงที่ปี 2013 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบทอยู่ตลอดเวลาโดยอิงกับตัวนักแสดงตัวจริงที่โตขึ้นตามวันเวลา ยุคสมัย และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ เป็นหนังเล็กๆ ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงเรื่องนี้ เล่าถึงการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและความคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนถึงอายุ 18 ได้ละเมียดละไมสุดๆ พร้อมทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นหนังที่ใช้เวลาในการสร้างยาวนาน แต่เวลาทุกวินาทีที่บ่มเพาะมันออกมา ให้ผลลัพธ์สุดคุ้มค่าในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก สมแล้วที่นักวิจารณ์จำนวนมากยกย่องให้ Boyhood คือ "หนังที่ดีที่สุดของปี" 

เล่าถึงชีวิตและความคิดของเด็กชายอายุ 6 ขวบ จนถึงอายุ 18
เวลาทุกวินาทีที่บ่มเพาะออกมา ให้ผลลัพธ์สุดคุ้มค่า

THE THEORY OF EVERYTHING

THE THEORY OF EVERYTHING

เป็นหนังที่สร้างจากนิยายของ เจน ฮอว์กิ้ง อดีตภรรยาของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง จากการบันทึกความทรงจำเรื่อง Travelling to Infinity : My Life with Stephen เรื่องราวสุดรันทดของ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้ป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่เรารู้จักกันในนาม ASL ตั้งแต่อายุ 21 ปี ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็น ฮอว์กิ้งให้ความสนใจจุดกำเนิดจักรวาล เขาได้ศึกษาการทวนเข็มนาฬิกา ย้อนเวลากลับไปเพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่า Singularity และเป็นคนเขียน A Brief History of Time หนังสือทรงคุณค่าวงการศึกษาทั่วโลก

ความรักของสตีเฟ่นและเจน ที่ The Theory of Everything เน้นหนัก เปรียบดั่งภาพแทนของขั้วตรงข้ามทางอุปนิสัย สตีเฟ่นศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่เจนสนใจด้านภาษาศาสตร์ สตีเฟ่นไม่ศรัทธาในศาสนา ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เจนศรัทธาและเชื่อมั่นในพระองค์อย่างแน่วแน่ สตีเฟ่นป่วยเป็นอัมพาต ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนเจนสุขภาพร่างกายแข็งแรง ฝ่ายชายมีวาทศิลป์และเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน เขาไม่ปล่อยให้อาการทางกายทำลายความสุขในการดำรงชีวิต ทว่าฝ่ายหญิงซีเรียสและอมทุกข์ เนื่องจากต้องแบกรับภาระเกินตัว ทั้งดูแลสามี ดูแลลูก จนไม่มีเวลาหาความสุขใส่ตัวเอง เธอเลิกเข้าโบสถ์ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันอาทิตย์ที่เธอมักทำเสมอในสมัยยังสาว ยังอารมณ์ดี ไม่ขุ่นมัว มีความสุขกับการได้ทำสิ่งที่ชอบ แต่ความเบิกบานนั้นกลับถดถอย ตีคู่ไปกับอาการทางกายภาพที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ของสตีเฟ่น

จากนิยายของ เจน ฮอว์กิ้ง อดีตภรรยาของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

แต่ด้วยความรัก กำลังใจ และความมุ่งมั่นของ เจน แฟนสาวผู้ไม่เคยหวั่นไหว ทั้งสองจึงแต่งงานกัน และมีลูกด้วยกัน 2 คน โดยที่สตีเฟ่นไม่ย่อท้อในการต่อสู้กับโรคร้าย แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เมื่ออาการป่วยของสตีเฟ่นเริ่มแย่ลง แต่ก็มีเจนคอยดูแลอยู่เคียงข้างไม่ห่าง แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ โจนาธาน โจนส์ หนุ่มม่ายเข้ามาช่วยดูแลสตีเฟ่น และเจนก็เริ่มตั้งท้องลูกคนที่ 3 ดูเหมือนว่างานนี้แม้กระทั่งคนในครอบครัวเองก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ลูกในท้องของเจนเป็นลูกของใคร และถูกสงสัยจากคนในครอบครัวว่าเธออาจจะมีความสัมพันธ์กับโจนาธาน แต่เจนก็ยืนยันว่าโจนาธานไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน โจนาธานได้ยินทุกอย่างจึงได้ขอถอนตัวและเขาก็ได้สารภาพว่ามีใจให้กับเจน ซึ่งเจนก็บอกเขาว่า เธอก็รู้สึกเหมือนเขาไม่ต่างกัน แม้โจนาธานจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีก แต่สตีเฟ่นก็ขอร้องให้เขากลับมาช่วยดูแลครอบครัวอีกครั้ง

ในคืนที่สตีเฟ่นอาการทรุด ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เจนเป็นฝ่ายเข้าหาโจนาธาน ในแคมป์ที่พวกเขาจอดรถพักค้างคืนระหว่างที่เดินทางไปหาสตีเฟ่นที่บินไปดูว๊ากเนอร์ เจนได้กลับมาดูแลสตีเฟ่นอีกครั้ง และตัดสินใจยื้อชีวิตเขาโดยการแลกกับการที่สตีเฟ่นไม่สามารถพูดอะไรได้ตลอดชีวิต ในขณะที่โจนาธานเลือกเป็นฝ่ายเดินจากไป

ความรักที่ต้องยื้อยุด หรือปล่อยไปตามที่ใจต้องการ

หลังอยู่ด้วยกันมานาน 30 ปี ความเป็นขั้วตรงข้ามส่งผลให้เจนและสตีเฟ่นแยกทางกันในที่สุด เจนแต่งงานกับโจนาธาน ผู้มีนิสัยคล้ายคลึงกับเจน มีแนวคิดที่เข้าขา เป็นคนธรรมดาที่เข้ากันได้ และสตีเฟ่นเองก็รู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เขาควรทำ เขาควรปล่อยคนที่เขารักให้ได้ไปอยู่กับคนที่ดีกว่า ส่วนตัวเขาหันไปแต่งงานกับ อีเลน นางพยาบาลประจำตัว เธอผู้เติมเต็มอารมณ์ขัน เธอผู้ไม่ได้มองว่าความป่วยทางร่างกายเป็นอุปสรรคต่อชีวิตรัก แต่ใช่ว่าความรักของพวกเขาจะเดินเป็นเส้นขนาน เจนยังรักอดีตสามีสุดหัวใจ หลังเลิกรา พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อันที่จริง หากไม่ได้ความรักของเจน ปราศจากการสนับสนุนของเธอ ซึ่งยืนกรานอยู่เคียงข้างเขาในตอนที่อาการของสตีเฟ่นกำเริบ ซึ่งหมอเคยพูดไว้ว่าเขาจะอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น แม้จะถูกใครๆ ค้านหัวชนฝา ว่าจุดจบจะมาถึงในไม่ช้า แต่ชีวิตของฮอว์กิ้งก็อาจมาไม่ถึงจุดนี้ จุดที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังและตีพิมพ์งานเขียนออกมามากมาย

แม้ว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างที่จะชวนหนักสมอง ดูไปเครียดไป แต่ผู้กำกับ เจมส์ มาร์ช และมือเขียนบท แอนโทนี่ แมคคาร์เทน กลับพาคนดูโฟกัสในสิ่งที่มนุษย์ทุกคน เข้าถึงได้ง่ายนั่นคือ "ความรัก" ศูนย์กลางของหนังอยู่ที่ความรักของสตีเฟ่นกับภรรยาคนแรก เจน ไวลด์ ฮอว์กิ้ง บุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฮอว์กิ้ง ใครๆ ก็สามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับความรักได้เสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะมีวุฒิการศึกษาระดับใด จะเป็นคนปกติ หรือคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราอาจเปรียบหนังเรื่องนี้ได้ว่า เป็นงานวิจัยที่มีสนามวิจัย มุ่งศึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

ภาพยนตร์ที่มุ่งศึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

เมื่อพิจารณาแล้ว หนังเรื่อง The Theory of Everything เป็นหนังที่เข้าทางออสการ์มากๆ เพราะออสการ์ชอบหนังเกี่ยวข้องกับคนพิการเป็นทุนเดิม ยิ่งได้นักแสดงที่เปลี่ยนแปลงตัวเองทางร่างกายได้อย่างสมบทบาท จะยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์การคว้ารางวัลไปครองสูงขึ้นอีก หนังได้ เอ็ดดี้ เรดแมย์น มารับบทหนัก แปลงร่างเป็นฮอว์กิ้งที่ถึงจะป่วยกายแต่ไม่ป่วยใจ เพราะมีภรรยาสาวที่รักเขาสุดหัวใจอย่าง เจน อยู่เคียงข้าง โดยในตัวหนัง เอ็ดดี้ เรดแมย์น ทำได้เหมือนศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง มาก แม้กระทั่งสีหน้า ท่าทาง การพูด การขยับกล้ามเนื้อ ด้านฝ่ายหญิง แฟซิลิตี้ โจนส์ สวยสง่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ดูดี จนมากลายร่างเป็นหญิงแกร่งที่สุด เป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างให้สตีเฟ่น ทั้งๆ ตัวสตีเฟ่นช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย หรือไหนจะลูกอีกสามคนที่ต้องดูแล ดราม่าสอบผ่าน บทหนังดีเยี่ยม นักแสดงเล่นตีบทแตก ดูแล้วยกย่องศาสตราจารย์สตีเฟ่นมากขึ้น การเดินทางถึงจุดนี้ได้ เพราะความรัก รักของภรรยา รักในสิ่งที่เขาเรียนรู้ รักลูกๆ รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน อาจไม่โรแมนติกมากมายน้ำตาไหล แต่มันคือผลกระทบทุกอย่างที่ได้จาก "ความรัก"

THE GRAND BUDAPEST HOTEL

THE GRAND BUDAPEST HOTEL

หนังเป็นการว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของ กุสตาฟ เอช พนักงานแผนกคอนซิเอจระดับตำนาน ในโรงแรมทรงยุโรปที่โด่งดังในช่วงระหว่างสงคราม กับ ซีโร่ มุสตาฟา พนักงานประจำล็อบบี้ที่กลายมาเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้มากที่สุดของกุสตาฟ ซึ่งพวกเขาจะมาร่วมผจญภัยไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกับนำเสนอภาพแฟชั่นยุคเก่าผ่านภาพหนังที่สวยงาม จากฝีมือผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน 

เรื่องราวการผจญภัยของ กุสตาฟ เอช พนักงานแผนกคอนซิเอจระดับตำนาน

เวส แอนเดอร์สัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ทำหนังคอมเมดี้ได้หลุดโลกที่สุด แม้เนื้อเรื่องจะเป็นพล็อตเดิมๆ แต่ความอลังการของฉาก และโปรดักชั่นสีลูกกวาดแบบแสบทรวง ทำให้คนดูรู้สึกคุ้มค่าแล้ว เรียกได้ว่าจะทำหนังแต่ละเรื่อง เวส แอนเดอร์สัน มักจะเล่นใหญ่เสมอ

ผลงานการกำกับของ เวส แอนเดอร์สัน
เรื่องราวต่างระหว่าง ซีโร่ มุสตาฟา พนักงานประจำล็อบบี้ที่กลายมาเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้มากที่สุดของกุสตาฟ

โดย The Grand Budapest Hotel เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 9 สาขาด้วยกัน 

WHIPLASH

WHIPLASH

ผลงานจากผู้สร้าง Juno ภาพยนตร์ที่ได้รับเกียรติเปิดเทศกาลหนังซันแดนซ์ และได้รับรางวัล Grand Jury Prize มาครอง เรื่องราวของ แอนดรูว์ (รับบทโดย ไมลส์ เทลเลอร์ จาก Divergent) มือกลองหนุ่มวัย 19 ปี ที่ต้องการเป็นมากกว่าฉากหลังในวงดนตรี โดยความฝันในการเป็นมือกลองระดับโลกก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาถูกค้นพบโดย เทอเรนซ์ เฟลชเชอร์ (เจเค ซิมมอนซ์) ครูสอนดนตรีที่มีวิธีการสอนที่เข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเด็กคนนี้ 

มือกลองหนุ่มวัย 19 ปี ที่ต้องการเป็นมากกว่าฉากหลังในวงดนตรี

Whiplash เป็นหนังนอกกระแสสำหรับคนไทยพอสมควร ซึ่งเห็นได้จากการเข้าฉายเพียงไม่กี่โรงภาพยนตร์เท่านั้นในเมืองไทย แต่ Whiplash ก็สามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 5 สาขาด้วยกัน ในบรรดาผลงานที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมปีนี้ Whiplash อาจไม่ใช่ตัวเต็งแต่สถานะของมัน คือหนังที่มีคนรักมากมายมหาศาล

Whiplash หนังนอกกระแสที่ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 5 สาขา

ถ้าให้จัดอันดับหนังยอดเยี่ยมที่เข้าฉายในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา 2557 เชื่อว่า Whiplash จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องซึ่งติดอยู่ในลำดับต้นๆ และเชื่อว่าใครหลายๆ คนอาจยกให้เป็นอันดับต้นที่สุดของรายชื่อหนังดีประจำปีที่แล้วด้วยซ้ำ แน่นอนว่า ความดีนั้นได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อหนังทะลุเข้ารอบไฟนอลบนเวทีประกวดรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม งนี้ที่ขยับขยายมาจากหนังสั้นซึ่งตนเองเคยทำไว้

ได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ลุ้นรางวัลสำหรับ นักแสดงนำ เจ.เค.ซิมมอนส์

และที่ไม่เหนือความคาดหมายก็คือ "เจ.เค.ซิมมอนส์" ดาราชายผู้ผาดโผนอยู่บนเส้นทางการแสดงมาค่อนชีวิต ก็ได้มีโอกาสเข้าไปชิงในตำแหน่งนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมอีกด้วย เพราะถ้าไม่มีบทของ เจ.เค.ซิมมอนส์ หนังก็คงไม่สามารถมีตัวตนขึ้นมาหรือขับเคลื่อนต่อไปได้เลย

ภาพยนตร์ที่มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลมากสาขาที่สุดในปีนี้คือ ภาพยนตร์ตลกร้ายเรื่อง Birdman และภาพยนตร์อาชญากรรมตลกเรื่อง The Grand Budapest Hotel โดยเข้าชิงเรื่องละ 9 สาขา ตามด้วย ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่มีฉากของสงครามโลกครั้งที่ 2 The Imitation Game เข้าชิง 8 สาขา และ American Sniper กับ Boyhood ที่เข้าชิงเรื่องละ 6 สาขา.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้