วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอย “ดอน กิโฮเต้” สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ใน...โทเลโด้

เมืองโทเลโด้ ถ่ายจากจุดชมวิวมุมสูง.

“ซานโช่เอ๋ย พึงรู้ไว้ด้วยว่าผู้จะเป็นคนเหนือคนได้นั้นจักต้องเผชิญความลำเค็ญยิ่งกว่าผู้อื่น

ลมพายุลูกแล้วลูกเล่าที่เราประสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลังฝนซาฟ้าก็ใส.....

อีกมิช้านานสิ่งดีๆจักบังเกิดแก่เรา อันเป็นธรรมดาของโลกที่ชั่วเจ็ดทีย่อมดีเจ็ดหน เมื่อความทุกข์ยากอยู่คู่เรามานานแล้ว แต่นี้ไปความสุขก็คงอยู่มิห่างเรานัก”

บางถ้อยคำของบุรุษในจินตนาการแห่ง มิเกล เด เซรบานเตส ซาเบดรา ผู้แต่งนิยายเรื่อง ดอน กิโฮเต้ เรื่องราวของขุนนางต่ำศักดิ์ ในแคว้นลามันช่า ที่รักการอ่านนิยายอัศวินเป็นชีวิตจิตใจ หมกมุ่นคลั่งไคล้จนถึงแก่เสียสติ

และเพราะเรื่องราวของคนเสียสตินี่เอง ที่ทำให้เราต้องดั้นด้นมาถึง “ลามันช่า” เพื่อตามรอยฝันอันยิ่งใหญ่ของ แมน ออฟ ลามันช่า อัศวินผู้เสียสติในนิยายอายุกว่า 400 ปีเล่มนั้น

จากมาดริด เรามุ่งหน้าสู่โทเลโด้ เมืองหลวงเก่าของสเปน ในแคว้นลามันช่า ที่อยู่ห่างจากมาดริดไปแค่ 70 กิโลเมตร สามารถนั่งรถไฟหรือรถบัสมาได้ ใช้เวลาเพียง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

บรรยากาศในโทเลโด้วันที่เราไปถึงนั้น ดูเหงาๆ ยิ่งสภาพตัวเมืองเป็นเมืองเก่าก่อด้วยอิฐ หิน ดูแห้งๆแล้งๆ ยิ่งทำให้เหงาจับใจเข้าไปอีก

รถบัสวิ่งขึ้นไปจอดบนจุดชมวิวที่สูงที่สุด ทำให้เห็นสภาพเมืองโดยรอบ ที่แม้จะเหงา แต่ก็เป็นความเหงาที่ยิ่งใหญ่ แว่บหนึ่ง...ที่เรานึกถึง ดอน กิโฮเต้ ด้วยสภาพเมืองแบบในยุคกลาง อันเป็นยุคของอัศวินและการต่อสู้ โดยเฉพาะสเปน ซึ่งถือได้ว่าเคยเป็นประเทศที่รุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

โทเลโด้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Tajo ถ้าอ่านแบบสำเนียงสเปนจะอ่านว่า “ตาโฆ่” เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของคาบสมุทรไอบีเรีย ตามเอกสารเขียนไว้ว่า แม่น้ำสายนี้ยาวถึง 1,008 กม. ก่อนจะไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

ลักษณะของเมืองโทเลโด้ถ้ามองจากจุดชมวิวจะเหมือนกับเป็นเมืองที่อยู่บนเกาะกลางแล้วมีแม่น้ำล้อมรอบ เข้าตำราการยุทธ์ในสมัยก่อนที่ใช้น้ำเป็นคูเมืองป้องกันการโจมตีจากข้าศึกศัตรู

โทเลโด้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยโรมัน คริสต์ ยิว อิสลามเคยถูกยึดครองจากทั้งชาวคริสต์ ยิว แขกมัวร์ จนได้รับฉายาอีกอย่างว่า “เมืองสามวัฒนธรรม”

หลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้ว เราก็ลงมาจากจุดชมวิว เพื่อเข้าไปในตัวเมือง และด้วยความเป็นเมืองเก่า รวมทั้งเป็นเมืองมรดกโลก ถนนและบ้านเรือนในโทเลโด้จึงยังคงสภาพของอดีตไว้ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นถนน ยังคงปูด้วยหินก้อนใหญ่ๆ นึกถึงสมัยก่อนที่พวกอัศวินนักรบต้องขี่ม้าดังกุบกับๆ ไปตามซอยเล็กๆ

และอย่างที่บอก เนื่องจากโทเลโด้เคยถูกปกครองทั้งจากคริสต์ ยิว แขกมัวร์ ทำให้สถาปัตยกรรมของอาคารต่างๆมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ภายในเมืองมีทั้งโบสถ์แบบคริสต์ แบบยิว รวมถึงมัสยิดเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของเมืองโทเลโด้ไปแล้ว

เราเดินลัดเลาะผ่านประตูเมือง ข้ามถนนมาอีกฝั่งก็เจอกับมหาวิหารซานตามาเรียแห่งโทเลโด้ (Catedral Santa María de Toledo) ซึ่งเป็นมหาวิหารประจำเมือง แวะซื้อบัตรเข้าชมพร้อมจิบกาแฟแก้หนาว กลิ่นกาแฟกรุ่น ผสานกับบรรยากาศภายในร้านกาแฟที่ออกแบบเหมือนบ้านอัศวินมีทั้งดาบ มีด เกราะ ปืนโบราณ หุ่นจำลองอัศวิน ที่ทั้งโชว์และขายเป็นของที่ระลึก ยิ่งทำให้เข้าใจจินตนาการของ เซรบานเตส มากขึ้น เจ้าหน้าที่ที่ขายบัตรบอกว่า ดาบอัศวินของโทเลโด้นั้น เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ ตอนที่มีการสร้างหนังเรื่อง The Lord of The Rings คนที่จัดหาอุปกรณ์ประกอบการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มาหาซื้อดาบที่นี่เพื่อนำไปใช้ถ่ายทำหนังด้วย ดูน้ำเสียงคนเล่าจะภาคภูมิใจมาก

รับบัตรเสร็จเราก็เดินผ่านประตูเข้าไปในมหาวิหาร ไม่อยากเชื่อจริงๆว่า ทั้งความสวยงามและความละเอียดของประติมากรรมและศิลปะภายในมหาวิหารแห่งโทเลโด้จะยิ่งใหญ่และสวยงามเพียงนี้ อ่านเอกสารที่แจกมาพร้อมกับบัตรเข้าชม อธิบายไว้ว่า มหาวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างและต่อเติมมาเรื่อยๆ จนเสร็จสมบูรณ์ถึง 267 ปี คือ เริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ.1226 และเสร็จเมื่อ ค.ศ.1493 ซึ่งถ้านับเวลาตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน มหาวิหารแห่งนี้ก็มีอายุถึง 789 ปี

อาคารของมหาวิหารเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ภายในมหาวิหารมีทั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่มหึมา ที่แกะสลักเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ไว้อย่างละเอียด เก้าอี้สวดมนต์ของนักบวชหรือบาทหลวง แกะสลักด้วยลวดลายไม้ ด้านหลังจัดเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่มีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ของ ทำพิธีต่างๆของพระนักบวช และผลงานภาพเขียนของ El Greco จิตรกรชื่อดังคนหนึ่งของสเปน

เราใช้เวลานานมากในมหาวิหารเพื่อซึมซับกับความยิ่งใหญ่ อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยศรัทธาในความรักและความเสียสละของพระองค์ เช่นเดียวกับ การอธิษฐานต่อองค์พระตถาคตในพุทธศาสนาของเรา

เราเดินออกจากมหาวิหาร ลมหนาวพัดผ่านผิวกายจนสะท้าน ชั่วขณะความคิดหนึ่ง คิดถึงใครบางคนที่เคยมาด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้

คิดถึง ดุลสิเนอา แห่งโตโบโซ่ หญิงสาวที่ผู้คนมองอย่างไร้ค่า แต่กลับเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่อัศวินนักฝันยกย่องหนักหนาว่าเธอคือ นางในดวงใจ ที่เขาพร่ำเพ้อละเมอถึงตลอดช่วงชีวิต

ใกล้เที่ยง แวะหาแซนด์วิชรองท้องเบาๆ ก่อนเดินทางกลับสู่มาดริด เมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทเลโด้ จุดหมายแรกในมาดริด คือ อนุสาวรีย์ดอน กิโฮเต้ (don quixote sculpture) ภาพของวีรบุรุษขี่ม้าที่ในละครบอกว่าเป็นม้าหย็องกรอด ชื่อของมันคือ โรสินันเต้ หรือ “ม้าที่เคยทุร–ลักษณ์” แต่เขากลับภูมิใจที่จะขี่มันไปทุกที่ เพื่อต่อสู้กับเหล่าอธรรม ข้างๆกัน รูปปั้น ซานโช่ ปานซ่า ชาวนาพุงพลุ้ยที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ยอมติดตามดอน กิโฮเต้ ด้วยหลงเชื่อว่าจะได้เป็นผู้ปกครองดินแดนที่มีน้ำล้อมรอบ

ดอน กิโฮเต้ และ ซานโช่ เดินทางไปด้วยกันตลอด แม้โกรธเคืองกันสักกี่ครั้งกี่หนก็กลับมาคืนดีกันเสมอ เพราะเหตุที่ทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ การเชื่อในกันและกัน และการเคารพยกย่องอีกฝ่ายอย่างจริงใจ หนึ่งในเพลงประกอบละครเรื่องนี้ คือ “The imposible dream” ที่ต่อมาท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค นำมาประพันธ์เป็นเพลงไทยชื่อว่า “ความฝันอันสูงสุด” ที่สะท้อนถึงการต่อสู้กับเหล่าอธรรม แม้จะอยู่ท่ามกลางความยากแค้นขมขื่น เรายืนมองอนุสาวรีย์ของอัศวินในดวงใจนานแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าน้ำใสๆไหลออกมาที่ดวงตาอีกครั้ง แม้จะผ่านไปหลายร้อยปี แต่อัศวินไร้สติผู้นี้ไม่เคยตายไปจากความรู้สึก

ดอน กิโฮเต้ ยังนั่งอยู่ในหัวใจของคนผู้รักความยุติธรรมนับล้านทั่วโลก น่าเสียดายก็ตรงที่คนเรามักรู้ซึ้งถึงสิ่งที่มีค่า ในวันที่ไม่มีสิ่งนั้นให้จับต้องได้อีกแล้วเสมอ.

20 ก.พ. 2558 14:16 ไทยรัฐ