วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ ทุนนิยมสร้างสรรค์เพื่อสังคม

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง Social Enterprise วิสาหกิจเพื่อสังคม กันสักวันนะครับ จะเรียกว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ก็ได้ กำลังเป็นเทรนด์ใหม่มาแรงแซง CSR–Corporate Social Responsibility หรือ การรับผิดชอบต่อสังคม เพราะ CSR เป็นการให้ที่ไม่ยั่งยืน แต่ SE หรือ Social Enterprise เป็นการให้ที่ยั่งยืน

ผู้ที่กำลังผลักดันเรื่องนี้อย่างเข้มข้นก็คือ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ุ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ไปพูดที่ไหน บรรยายที่ไหน ต้องพูดเรื่องโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ

วันก่อน ดร.สถิตย์ ไปบรรยายให้ นักศึกษาหลักสูตรความมั่นคงระดับสูง สวปอ.มส.6 ที่ วปอ. ก็บรรยายเรื่องโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ ดร.สถิตย์ ได้เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง CSR กับ SE ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า CSR ก็เหมือนการให้ปลากับชุมชนที่ยากจน ต้องให้กันตลอดไป แต่ SE เป็นการให้เบ็ดตกปลาแก่ชุมชน สอนให้คนในชุมชนรู้จักการตกปลา รู้จักการนำปลาไปขาย ทำให้ความช่วยเหลือเกิดความยั่งยืน

ความจริง กิจการเพื่อสังคม หรือ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ ในเมืองไทยมีมานาน ถ้าท่านนึกไม่ออก ผมบอกไปท่านร้องอ๋อทันที

โครงการดอยตุง ของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาพื้นที่ “ดอยตุง” จังหวัดเชียงรายกว่า 93,000 ไร่ เพื่อช่วยเหลือชาวเขายากจนที่ยังชีพด้วยการปลูกฝิ่นกัญชาที่ผิดกฎหมาย ใน 6 เผ่า 29 หมู่บ้านกว่า 11,000 คน ให้พ้นจากความยากจน ด้วยการพัฒนาพื้นที่ดอยตุงทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จนวันนี้ พื้นที่ดอยตุง กลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่สำคัญ ผลิตสินค้าเกษตรยี่ห้อดอยตุงออกสู่ตลาดมากมาย ไม่มีการปลูกฝิ่นกัญชาอีกต่อไป และยังพัฒนา “อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง” จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ รวมทั้ง ไร่แม่ฟ้าหลวง ทำให้สินค้ายี่ห้อ “ดอยตุง” กลายเป็นแบรนด์ที่ติดตลาด สร้างรายได้ให้ชาวเขาอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

บิลส์ เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก เคยพูดถึง โซเชียล เอ็นเตอร์-ไพร๊ซ ที่ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ในปี 2008 แต่เขาเรียกว่า Creative Capitalism หรือ ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ เรียกร้องให้บริษัทที่รํ่ารวยสละทรัพยากรคนและเงินทุนเพียง 5% ของรายได้ เพื่อช่วยเหลือคนยากจนอีกหลายพันล้านคนในโลกเบี้ยวใบนี้

ดร.สถิตย์ ได้ยกตัวอย่าง โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ ในเมืองไทยหลายตัวอย่างในวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เช่น บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด ซึ่งเป็น กิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยผ่านการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน รวมทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และลดการย้ายถิ่นฐานของคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

บริษัท โลเคิล อไลค์ ได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนแรกจาก นักลงทุนเพื่อสังคม จำนวน 1.2 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ถึง 4.2 ล้านบาท โดยมีรายได้ 70% กลับคืนสู่ชุมชนภายในระยะเวลา 14 เดือน และกิจการยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เพราะไทยเป็นประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 12 ของโลก

ปัจจุบันประเทศไทยมีชุมชนที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวมากกว่า 200 ชุมชน ในปี 2558 นี้ โลเคิล อไลค์ ยังต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายจำนวนชุมชนอีกมาก เป็นโครงการที่ภาคธุรกิจสามารถเข้าไปส่งเสริมได้

กาแฟอาข่า ร้านกาแฟที่จำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วบรรจุหีบห่อ ก็เป็น วิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อช่วยแก้ปัญหากาแฟชาวเขา ที่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้ปลูกกาแฟมีรายได้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย

โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร๊ซ คือ “ทุนนิยมสร้างสรรค์” ที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนยากจน มีรายได้อย่างยั่งยืน ดีกว่าการให้อย่างเดียว แต่ไม่ยั่งยืน ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ อยากเห็นบริษัทไทยที่รํ่ารวยเดินไปด้วยกัน เพื่อสร้างสังคมไทยที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

20 ก.พ. 2558 13:28 20 ก.พ. 2558 13:28 ไทยรัฐ