วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สูตรเด็ดแก้ปัญหา “คอร์รัปชัน”

ที่สุดอัยการก็ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาละเลยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการทุจริต

จากนี้ประธานศาลฎีกาก็จะเรียกประชุมใหญ่ เพื่อเลือกองค์คณะผู้พิพากษา 9 ท่าน เพื่อพิจารณาคดีนี้ภายใน 14 วัน

เมื่อได้องค์คณะครบ 9 ท่าน ก็จะมีการตั้งผู้รับผิดชอบสำนวนคดี และจะมีการชี้ว่าจะรับพิจารณาตามสำนวนคำฟ้องของอัยการหรือไม่

ถ้าไม่รับฟ้องก็จบ แต่ถ้ารับพิจารณาก็ว่ากันไปตามกระบวนการ

ได้มีการกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะชี้ขาดในวันที่ 19 มี.ค. หรือเร็วกว่านั้นก็ได้ ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น

แน่นอนว่าคดีนี้ ป.ป.ช.ถูกมองหรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า 2 มาตรฐาน ไม่ให้ความเป็นธรรม กลั่นแกล้งซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากคดีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง

ประเด็นที่อยากจะพูดถึงก็คือ การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังออกแบบกันอยู่ คงจะต้องคงเอาไว้เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการ เพียงแต่จะต้องมีการปฏิรูปในส่วนของอำนาจหน้าที่ การปฏิบัติงานและบทลงโทษต่างๆ

พูดง่ายๆว่าเป็นการจัดระเบียบกันใหม่

มีเสียงพูดกันเสมอว่า ป.ป.ช.พิจารณาล่าช้าไม่ทันกาล

เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนโกงไม่เกรงกลัว และอีกด้านหนึ่งก็เพราะความล่าช้าทำให้ถูกมองว่า ปกป้องฝ่ายหนึ่ง ไล่ล่าอีกกลุ่มหนึ่ง อันเป็นผลให้เกิดปัญหาในด้านความยุติธรรม

จึงมีการเสนอแนวคิดในรูปแบบต่างๆ เช่น ให้มีการลงโทษรุนแรงมากขึ้น ไม่มีอายุความในคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ด้วยแนวคิดเป็นคาถาที่ว่า “รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด”

3 คำนี้ หากนำไปปฏิบัติเชื่อว่าจะทำให้การพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว การลงโทษที่รุนแรงจะทำให้คนโกงเกิดความเกรงกลัว ความเด็ดขาด การเอาจริงเอาจังไม่ไว้หน้าใครทั้งส้ิน หากยึดหลักนี้ เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างชะงัด

นอกจากนั้น จะต้องให้นักการเมือง ครม. และข้าราชการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยการประกาศเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ได้รับรู้ทั่วกันว่าบุคคลที่ต้องแจ้งบัญชีนั้นมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าใด

หากงอกเงยขึ้นมา ไปได้มาจากไหน หรือที่หายไปนั้นเอาไปทำอะไร

เท่ากับว่าให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย

นอกจากนั้น องค์กรที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ จะต้องรายงานผลการดำเนินการสอบสวนต้องแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ ว่ามีคดีความที่กำลังพิจารณานั้น มีคดีอะไรบ้าง ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว คดีต่างๆจะหมดอายุความเมื่อใด มีอุปสรรคปัญหาอะไรระหว่างพิจารณา

ด้วยหลักคิดดังที่กล่าวมาแล้ว น่าจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรตรวจสอบในเรื่องทุจริตเกิดความโปร่งใส และได้รับความเชื่อถือโดยมีประชาชนได้รับรู้และติดตามคดีได้

หรือหากมีอุปสรรคติดขัดตรงไหน ก็จะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที เช่นว่าหน่วยงานไหนไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้ข้อมูลก็จะได้เล่นงานกันอย่างตรงไปตรงมา

ทำให้มีการดำเนินการเร่งรัด รวดเร็วและไม่ต้องเป็นขี้ปากอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จนเกิดความสับสนกันไปหมด กลายเป็นปัญหาเรื่องความยุติธรรมอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

แทนที่จะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมตามปกติ แต่กลับกลาย เป็นประเด็นทางการเมือง ตั้งแง่กันไปหากเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหาย

ที่สำคัญก็คือ ทำให้นักการเมือง–ข้าราชการเกิดความเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิด.

“สายล่อฟ้า”

20 ก.พ. 2558 13:13 20 ก.พ. 2558 13:13 ไทยรัฐ