วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใครดีใครอยู่! 'กิเลนผยอง' หวังล้างอาถรรพณ์ 4 ปี ไม่ชนะ 'ปราสาทสายฟ้า'

เริ่มเปิดฉากมาได้เพียงสัปดาห์แรก การแข่งขันศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ที่หลายคนรอคอย ก็ไม่ทำให้แฟนบอลไทยต้องผิดหวัง เมื่อมีเรื่องราวประเด็นความน่าสนใจให้พูดถึงกันโดยตลอด แต่เหมือนว่า นั่นจะเป็นเพียงแค่การโหมโรงเท่านั้น เพราะในสัปดาห์นี้ มีคิวที่สองยอดทีมแห่งยุค ต้องโคจรมากัน ชนิดที่หลายคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว กับศึกแห่งศักดิ์ศรี ที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเปิดบ้าน พบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด…

สำหรับสถิติการพบกันของทั้งสองทีม พบกันมาแล้วทั้งสิ้น 16 นัด โดยเริ่มนัดแรกในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ปี 2009 ซึ่งในปีนั้นเป็นทีมกิเลนผยอง ที่ทำได้ดีกว่า เมื่อเป็นฝ่ายชนะแบบไปกลับทั้งสองนัด โดยนัดแรกเปิดบ้านเอาชนะไป 1-0 ก่อนจะออกไปย้ำแค้นที่ ไอโมบาย สเตเดี้ยม ด้วยการเฉือน บุรีรัมย์ ไปอย่างสนุก 2-1 และสถิติที่น่าสนใจคือ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถสะกดคำว่า "ชนะ" เหนืออริร่วมลีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำร้ายกว่านั้น ในรอบ 10 หลังสุด เป็นฝ่ายบุรีรัมย์ที่เป็นฝ่ายกำชัยไปได้ถึง 5 นัด และเสียประตูให้กับทีมดังย่านนนทบุรี เพียงแค่ 4 ลูกเท่านั้น

ส่วนความพร้อมของทั้งสองทีม ในฤดูกาล 2015 ที่จะพบกันเป็นเกมแรก ที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม หากจะวัดกันในเรื่องของขุมกำลัง ต่างก็ไม่เป็นสองรองกัน โดยเฉพาะฝีปากของทั้งสองทีม ต่างก็คมไม่แพ้กัน เมื่อ ดราแกน ทาลายิช กุนซือปากหวานของทีมเจ้าบ้าน ได้ออกมาเปิดสงครามยกแรก ด้วยการบอกว่า บุรีรัมย์ เป็นทีมที่ดี แต่ก็ยังเป็นทีมอันดับสองของประเทศ รองจาก เมืองทอง ในขณะที่ "เฮดของเฮดโค้ช" แห่งทีมปราสาทสายฟ้า นายใหญ่ขวัญใจกองเชียร์ GU12 ออกมาสวนนิ่มๆ ว่า "ถึงเป็นทีมอันดับสอง แต่ก็ไม่เคยแพ้ทีมอันดับหนึ่ง"

ด้านขุมกำลังนักเตะนั้น เริ่มกันที่ผู้รักษาประตู ชั่วโมงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "เจ้าตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ในนาทีนี้คือมือหนึ่งของสยามประเทศ เขามีประสบการณ์ในระดับสูง กับทั้งทีมชาติและสโมสร รวมถึงผ่านความกดดันในการเล่นเกมบิ๊กแมตช์ไทยลีกมานับไม่ถ้วน ส่วนนายด่านของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่าง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน หากไม่ดีจริง ก็ไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์เป็นว่าเล่น อีกทั้งผลงานใน เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ก็ไฉไลไม่แพ้ใคร แต่สิ่งที่ทำให้เขายังไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในนามทีมชาติ ก็คือ ฟอร์มการเล่นที่แกว่งเป็นระลอก มีลูกเหวอให้เห็นอยู่เป็นระยะ ในเกมลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้อาจจะเลยจุดพีคไปแล้ว แต่ประสบการณ์ที่โชกโชน น่าจะช่วยให้เกมนี้เป็นอีกเกมที่น่าสนใจ สำหรับการทดสอบฝีมือของผู้รักษาประตูชั้นแนวหน้าของเมืองไทยทั้งสองคนอย่างแท้จริง

ส่วนกองหลัง ปีนี้ไม่มีการเสริมทีมแบบหวือหวามากนัก ยกเว้นการเข้ามาของ นาโออากิ อาโอยามะ อดีตกองหลังทีมชาติญี่ปุ่นชุดเล็ก ที่ย้ายจาก เวนท์โฟเรต์ โคฟุ ในเจลีก มายัง เอสซีจี สเตเดี้ยม ในวัยที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถึงแม้ว่าจะเคยผ่านเกมใหญ่ในเจลีกมาแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองว่า ปราการหลังรายนี้จะทำได้ดีในเกมที่มีความกดดันสูงที่สุดในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับคู่กับพาร์ทเนอร์แดนหลัง ซึ่งอาจจะเป็น อาทิตย์ ดาวสว่าง หรือ คิม ดองจิน แต่การเล่นที่เข้าขาและการสื่อสารที่ลงตัว น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจว่า ดีกรีเจลีกจะทำได้ดีเพียงใด ขณะที่ทีมเยือน การเล่นหลังสามคน น่าจะเป็นแท็กติกที่ค่อนข้างแน่นอน ในการรับมือ ทีมเมืองทอง โดยเฉพาะ อันเดรส ตูเนซ ที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เข้ามาปิดช่องโหว่ที่ ออสมาร์ อิบันเญซ ทิ้งไว้ได้เป็นอย่างดี ร่วมถึง ชิติพัทธ์ แทนกลาง และ กรวิทย์ นามวิเศษ ก็น่าจะไม่พลาดลงคุมเกมรับด้วยเช่นกัน

ขยับขึ้นมาที่แดนกลาง ทีมเจ้าบ้าน หากไม่ผลิกโผ ดัสกร ทองเหลา และ สารัช อยู่เย็น น่าจะยืนคุมแผงมิดฟิลด์ให้กับเจ้าบ้าน ส่วนบุรีรัมย์ การเข้ามาของ โก ซุลกี ช่วยทำให้เกมในแดนกลางของทีมแชมป์เก่าดูเนียนตา พร้อมทั้งทำให้ สุเชาว์ นุชนุ่ม และ ประกิต ดีพร้อม ได้ขับเคลื่อนเกมรุกได้อย่างสบายใจมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างคือ การเจอกันในช่วงหลัง เมืองทองไม่สามารถชนะบุรีรัมย์ได้เลยในแผงมิดฟิลด์ และการเอากันชนะกันในพื้นที่ตรงกลางสนาม ก็สามารถชี้ขาดเกมได้เลยทีเดียว และนั่นคือสมการที่ ดราแกน ทาลายิช ต้องตีโจทย์ให้แตก หากต้องการกำราบปราสาทสายฟ้าให้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ขณะที่กองหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่จะได้วัดคุณภาพของดาวยิงเลือดแซมบ้า โดยเฉพาะ บุรีรัมย์ ที่หนีบเอา กิลเบอร์โต มาเชนา และ ดิเอโก หลุยส์ ซานโต เข้าสู่ถิ่นไอโมบาย เพื่อเป้าหมายในศึกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก แต่หากในเกมลีกโชว์ฟอร์มไม่คมชัดในระดับเอชดี แล้วจะไปหวังอะไรได้ในเกมที่ใหญ่ว่าในระดับเอเชีย ดังนั้น ถ้าเกมนี้ทั้งสองคนไม่สามารถฉายฟอร์มกลบรัศมีของ คลีตัน ซิลวา ได้ ก็คงจะเห็นอนาคตของทีมปราสาทสายฟ้าในถ้วยเอเชียได้ว่า จะไปได้ไกลแค่ไหนในรอบแบ่งกลุ่ม และการกลับคืนสู่ทีมของ ธีรศิลป์ แดงดา ที่หมายมั่นปั้นมือในการพังประตูทีมบุรีรัมย์ ให้ได้ เพื่อเรียกความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากไปนั่งชมเกมลา ลีกา ที่เก้าอี้ริงไซด์ข้างสนามนานถึงครึ่งฤดูกาล และนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลกิเลนผยอง ต้องการเห็นมากที่สุดในเกมนี้ก็ว่าได้

รวมถึงเกมนี้ หากใครเป็นฝ่ายกำชัยไปได้ ก็จะสามารถคุยได้ถึงปลายปี เพราะทั้งคู่จะกลับมาเจอกันอีกครั้งในนัดรองสุดท้าย และอาจเป็นเกมตัดสินแชมป์เลยก็ว่าได้ หากทีมใดทีมหนึ่งไม่หลุดวงโคจรไปเสียก่อน

หากจะวัดกันจากตัวผู้เล่นและฟอร์มในนัดเปิดสนาม ทีมปราสาทสายฟ้า น่าจะเป็นต่อเจ้าบ้านอยู่เล็กน้อย เพราะในเกมที่คู่คี่สูสี ประสิทธิภาพของดาวเตะต่างชาติ คือ ดัชนีชี้วัดของเกมได้ในหลายๆ นัดที่ผ่านมา ดังนั้น หาก เมืองทอง ไม่สามารถคุมแดนกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ และกองหลังหยุดเกมรุกของคู่ดูโอแซมบ้าของบุรีรัมย์ไว้ไม่ได้ เชื่อว่าโอกาสที่บุรีรัมย์จะมีแต้มติดมือกลับบ้าน ค่อนข้างมีสูงเลยทีเดียว และนัดนี้น่าจะเป็นการยืดสถิติของแชมป์เก่าที่ไม่แพ้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ต่อไปอีกหนึ่งนัดด้วยเช่นกัน

สำหรับเกมไทยพรีเมียร์ลีก คู่ระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ปะทะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. เวลา 19.00 น. ที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสดทางทรูวิชั่น ช่องทรูสปอร์ต 2 และ ทรูสปอร์ต เอชดี 2

เริ่มเปิดฉากไทยลีกเพียงแค่สัปดาห์ที่สอง ก็มีบิ๊กแมตช์ของสองยอดทีมแห่งยุคต้องโคจรมาเจอกันชนิดที่หลายคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว กับศึกแห่งศักดิ์ศรี ที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเปิดบ้าน พบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด… 20 ก.พ. 2558 08:08 20 ก.พ. 2558 17:53 ไทยรัฐ