วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผุดท่อส่งน้ำเชื่อม 2 อ่างฯใหญ่ รับมือภัยแล้งภาคตะวันออก

อีสท์วอเตอร์ กรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาค ลงนาม MOU เพิ่มเสถียรภาพแหล่งน้ำภาคตะวันออก เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ รับมือปัญหาขาดแคลนน้ำ ยันไม่กระทบเกษตรกร…

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2558 กรมชลประทาน ได้จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การดำเนินการสูบผันน้ำท่อส่งน้ำเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็น 1 ใน 13 โครงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2548 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเร่งด่วน และยังทำให้พื้นที่จังหวัดระยองมีเสถียรภาพด้านแหล่งน้ำมากยิ่งขึ้น

สำหรับการผันน้ำจากอ่างฯ ประแสร์ มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง นั้น จะใช้ทั้งระบบท่อส่งน้ำและลำน้ำธรรมชาติ จากการก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2552 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,677 ล้านบาท และกรมชลประทานได้รับมอบโครงการเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2553 แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการผันน้ำได้จนนำมาสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในที่สุด


นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่จะไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานจากอ่างฯ ประแสร์อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการผันน้ำส่วนเกินความต้องการ ซึ่งปกติในแต่ละปีภาคการเกษตรจะใช้น้ำประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร อุปโภคและรักษาระบบนิเวศอีก 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่จะผันมาอ่างฯ คลองใหญ่ประมาณปีละ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว ก็ยังน้อยกว่าปริมาณความจุของอ่างฯ ประแสร์ที่สามารถจุได้ถึง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังมีโครงการที่จะเพิ่มปริมาณความจุในระดับกักเก็บสูงสุดเป็น 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2558 นี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ กำหนดให้การประปาส่วนภูมิภาคและอีสวอเตอร์จัดทำแผนการใช้น้ำที่สูบผันด้วยระบบท่อส่งน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และมอบหมายให้อีสท์วอเตอร์เป็นผู้ดำเนินการสูบผันน้ำทั้งระบบ โดยในปีที่ 1 สามารถนำน้ำไปใช้ได้หน่วยงานละไม่เกินปีละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และปีที่ 2-5 หน่วยงานละไม่เกินปีละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทานจะจัดทำแผนการสูบผันน้ำให้ทั้ง 2 หน่วยงานดำเนินการสูบน้ำตามแผน พร้อมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการระบบท่อส่งน้ำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดหาบุคคลเข้าทำการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบท่อส่งน้ำ และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมระบบท่อส่งน้ำที่ชำรุดเสียหายอันเกิดจากการใช้งานตามปกติ นอกจากนี้การประปาส่วนภูมิภาคและบริษัทอีสท์วอเตอร์จะต้องรับผิดชอบค่ากระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ณ โรงสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ตามสัดส่วนปริมาณน้ำที่วางแผนการใช้รายเดือน ตลอดจนจะต้องชำระค่าชลประทาน ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 รวมถึงต้องร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมหรืองบประมาณด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility : CSR) อีกด้วย

นอกจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณสถานีสูบผันน้ำ ดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานตลอดเวลา พร้อมจัดทำระบบป้องกันน้ำรั่วไหลไปทำความเสียหายเดือดร้อนแก่บุคคลภายนอกซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง และต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสูบผันน้ำทั้งทรัพย์สินของทางราชการ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอีกด้วย โดยบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2558 ถึง 30 เม.ย.2563.


อีสท์วอเตอร์ กรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาค ลงนาม MOU เพิ่มเสถียรภาพแหล่งน้ำภาคตะวันออก เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ รับมือปัญหาขาดแคลนน้ำ ยันไม่กระทบเกษตรกร… 19 ก.พ. 2558 16:33 ไทยรัฐ