วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ครม.ไล่บี้ทุกส่วนราชการ ขู่เบิกงบล่าช้าจะโยกใช้ลงทุนโครงการอื่น

ครม.ไล่บี้ทุกส่วนราชการ ขู่เบิกงบล่าช้าจะโยกใช้ลงทุนโครงการอื่น

  • Share:

ครม.เห็นชอบตามสำนักงบประมาณเสนอมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบให้รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงไล่บี้ปลัดกระทรวง อธิบดี ให้ทำงานตามแผน และให้ยึดเป็นตัวชี้วัดผลงานด้วย วางข้อกำหนดให้ส่วนราชการที่ไม่สามารถเริ่มดำเนินโครงการหรือก่อหนี้ผูกพันได้ ภายใน 31 มี.ค.นี้ และคาดว่าจะเบิกจ่ายไม่ทัน 30 ก.ย. 2558 ต้องปรับแผนไปทำโครงการอื่นแทน

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานว่า ครม.ได้เห็นชอบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายประจำปี 2558 เพิ่มเติม ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ภายหลังจากการประชุม ครม.สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นประธานการประชุม ครม.แทนนายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งสาระสำคัญที่สำนักงบประมาณเสนอและ ครม.เห็นชอบในครั้งนี้ มีข้อกำหนดให้ส่วนราชการที่ไม่สามารถเริ่มดำเนินโครงการ หรือก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 31 มี.ค.58 และคาดว่าจะเบิกจ่ายไม่ทันภายในวันที่ 30 ก.ย. 2558 ต้องปรับแผนโอนเงิน ไปดำเนินการโครงการอื่นแทน และให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นดัชนีชี้วัดผลการทำงานของหัวหน้าส่วนราชการด้วย

“จากนี้ไป สำนักงบประมาณจะนำเสนอความคืบหน้าในกระบวนการใช้งบประมาณของแต่ละโครงการ ในแต่ละหน่วยงานส่งให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปทำการตรวจสอบและเร่งรัดปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมต่างๆให้เร่งปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผน ซึ่งที่ผ่านมา แม้สำนักงบประมาณจะมีมาตรการเร่งรัดการใช้งบแต่ไม่เคยเป็นไปตามเป้าหมาย จึงต้องขอรับความร่วมมือจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ปลัดกระทรวง และอธิบดี เพื่อให้เบิกจ่ายงบตรงตามแผน”

นายสมศักดิ์กล่าวว่า การปรับแผนครั้งนี้ต่างจากปีก่อนๆ ที่ปรับแผนทันทีหลังจากสิ้นสุดไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ขณะที่ในอดีตจะเสนอ ครม.ให้ปรับแผนในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.แต่เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณของปีนี้ มีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจัดซื้อ จัดจ้าง จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณล่าสุดจนถึงวันที่ 13 ก.พ.58 มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 1.01 ล้านล้านบาท คิดเป็น 39.6% จากงบประมาณรายจ่าย 2.575 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 950,000 ล้านบาท คิดเป็น 44.8% เกินจากที่ตั้งเป้าไว้ 43.99% ด้านรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายไป 67,000 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของงบประมาณลงทุนทั้งหมด ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 120,000 ล้านบาท ขณะที่ ครม.วางเป้าหมายเบิกจ่ายงบลงทุนตลอดทั้งปีงบประมาณไว้ 87% ของวงเงินงบประมาณลงทุนทั้งสิ้นกว่า 450,000 ล้านบาท

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายประกอบด้วย การให้ส่วนราช การ รัฐวิสาหกิจที่ได้รับความเห็นชอบแผนการใช้งบประมาณแล้ว แต่โครงการหมดความจำเป็น ซ้ำซ้อน หรือดำเนินการแล้วมีงบประมาณเหลือจ่ายและคาดว่า ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันโครงการได้ภายใน 31 มี.ค.58 และไม่สามารถเบิกจ่ายได้ภายใน 30 ก.ย.58 ให้ปรับแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แล้วโอนเปลี่ยน แปลงงบประมาณจากโครงการเดิม ไปดำเนินการโครงการใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การปรับแผนเปลี่ยนรายการงบประมาณ สามารถนำไปเพื่อชำระหนี้ค่า สาธารณูป-โภค หรือชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างตามแบบสัญญาปรับราคาได้ (ค่า K) รวมถึงโครงการที่มีการสำรวจออกแบบพร้อมแล้ว ในการขอตั้งงบประมาณในปี 2559 แต่การปรับแผน โอนงบประมาณไม่ควรโอนงบไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อยานพาหนะ และจ้างบุคลากรให้เกิดภาระงบประมาณในอนาคต ทั้งนี้ หลังจากมีการปรับแผนแล้วให้เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบภายใน 30 เม.ย.58 และกรณีงบกลาง ที่ส่วนราชการมีเงินเหลือจ่ายให้ส่งคืนสำนักงบประมาณ

นอกจากนี้ ครม.ยังได้รับรายงานความคืบหน้าการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุน 9 หน่วยงานเช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทางหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมชลประทานและ กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ซึ่งมีงบประมาณรวมกันมากกว่า 50% ของงบลงทุนทั้งประเทศ ณ วันที่ 6 ก.พ.58 เบิกจ่ายไปแล้ว 31,000 ล้านบาท คิดเป็น 12.73% ของวงเงิน 244,000 ล้านบาท โดยหลังจากมีแผนการเร่งรัด สามารถเบิกจ่ายได้ 170,000 ล้านบาท คิดเป็น 69.86% รวมงบลงทุนการเบิกจ่ายปกติ และแผนการเร่งรัด ทำให้ทั้ง 9 หน่วยงานสามารถเบิกจ่ายไปแล้ว 202,000 ล้านบาท คิดเป็น 82.59%

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีประเด็นหนึ่งที่สำนักงบประมาณเสนอแต่ ครม.ไม่อนุมัติ คือ ข้อเสนอให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่คาดว่าจะไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายใน 31 มี.ค. 2558 แต่ยังจำเป็นต้องทำโครงการให้พิจารณาเปลี่ยนวิธีการจากจ้างเหมาภาคเอกชน เป็นดำเนินการเอง หรือขอสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีศักยภาพในการก่อสร้าง โดยประเด็นนี้หากมีเกิดขึ้นให้นำเข้ามาหรือใน ครม.ก่อน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้