วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปราบพยศกระทิงเปลี่ยว ทดสอบครั้งแรกใน LAMBORGHINI HURACAN LP610-4 (ตอนที่1)

Huracan คือรถที่ Lamborghini ตั้งใจสร้างขึ้น เพื่อเข้ามาแทนที่ความสำเร็จของ Gallardo ด้วยรูปทรงที่เฉียบคมคล้ายกับลิ่ม พร้อมด้วยเครื่องยนต์ V10 ความจุ 5.2 ลิตร แชสซี อะลูมิเนียมผนวกคาร์บอนไฟเบอร์ลอกเอาจุดดีของรุ่นที่แล้วมาผสานกับเทคโนโลยีอันก้าวไกลของวัสดุผสมที่มอบความเบา และความแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน ดูๆ ไปแล้ว Huracan ก็คือสายเลือดของ Gallardo เพียงแต่กระทิงตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ตัวเก่ามีเรี่ยวแรงทะลุไปถึง 600 แรงม้า โครงสร้างบางส่วนยึดโยงกับความเป็นไดนามิก ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพัฒนาขึ้นมาใหม่หมด ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่คอยประคบประหงมพวกคนรวยที่ขับรถไม่เก่งกลายสภาพเป็นนักแข่ง


Lamborghini Huracan LP610-4 ถูกออกแบบใหม่หมดทั้งคันจากสำนักงานของวัวกระทิงในอิตาลี มันถูกปรับทั้งภาพลักษณ์มุมมอง ลามจนไปถึงการปรุงแต่งสภาพการควบคุมให้ดีขึ้นกว่าสิ่งที่ Gallardo เคยทำมา ภายใต้การควบคุมที่ดีขึ้น ประสานไปกับรูปทรงที่มีส่วนผสมระหว่าง Gallardo และ Avantador ด้วยการเน้นไปที่เหลี่ยมมุมของแอร์โรพาร์ตและความคมเข้มของเส้นสายรอบๆ ตัวถัง ชื่อ Huracan นั้นได้มาจากชื่อของวัวกระทิงในสนามสู้วัวที่ประเทศสเปน โดยย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1879 วัวชื่อ Huracan ได้สร้างสิ่งที่ทำให้คนที่เข้ามาดูการสู้วัวจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต ด้วยการยืนหยัดต่อสู้กับมาธาดอร์อย่างทรหดอดทน ซึ่งต่อมาถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของสนามสู้วัวในเมืองมาดริด ความอึดของวัวกระทิง Huracan ได้กลายมาเป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานมากกว่าร้อยปี ย้อนกับมาดูกันที่ส่วนประกอบกับรายละเอียดต่างๆ ของวัวตัวใหม่ วัสดุพวกคาร์บอนคอมโพสิตถูกใช้ทำเป็นเปลือกตัวถัง สำหรับแชสซีประกอบไปด้วยอะลูมิเนียมอัลลอยผสมกับคาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีน้ำหนักเบา และในบางจุดใช้แมคนีเซียมในการเพิ่มความแกร่งให้กับโครงสร้าง ห้องโดยสารขึ้นรูปด้วยการนำเอาชิ้นแคฟล่าห์มาผ่านกรรมวิธีอบด้วยแรงดันสูง เพื่อทำให้มีความแข็งแรงคงทน และกระจายแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,442 กิโลกรัม เบากว่า Gallardo เล็กน้อย แต่ส่งผลไปถึงการควบคุมและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิด ช่องรับอากาศบริเวณชายล่างเพื่อนำเอาอากาศไประบายความร้อนมีค่าทางไดนามิก และส่งผลทั้งมุมมองที่สวยงามกับประสิทธิภาพของการดักลม


การถือกำเนิดเกิดขึ้นของ Huracan ต้องย้อนเวลาถอยหลังไปยังปี ค.ศ. 1996 ผู้บริหารของ Lamborghini เดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจาก Audi ค่ายรถยนต์สัญชาติเยอรมัน โดยขอความร่วมมือในการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังร่วมกัน จากการพูดคุยกันในตอนนั้นอีกสองปีต่อมาในปี ค.ศ. 1998 แบรนด์ Volkswagan Group ได้ซื้อกิจการทั้งหมดของแบรนด์กระทิงดุ หลังจากนั้น ทีมวิศวกรของ Lamborghini และ Audi ต้องใช้เวลาอีก 5 ปี ก่อนที่ Gallardo สปอร์ตคาร์เครื่องกลางลำภายใต้การกำกับดูแลของ Audi ก็ถูกเข็นออกจากโรงงานเพื่อวางขายในตลาดซุปเปอร์คาร์ นับจาก Gallardo รุ่นแรกออกขายอีกสิบปีต่อมา ยอดขายของรถรุ่นนี้ทำตัวเลขสูงกว่ายอดขายรวมของแบรนด์กระทิงดุในช่วง 40 ปีก่อนหน้านี้ รถรุ่น Gallardo มีจำนวนการขายมากถึง 50% เมื่อนับจากซุปเปอร์คาร์ทั้งหมดที่ Lamborghini ขายไปตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1965 จนถึงปัจจุบัน


ความสามารถของ Gallardo ตามมาด้วยความนิยมของลูกค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าแปลกใจ มันเกิดขึ้นจากประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมของ Lamborghini Gallardo ซึ่งทำให้รถรุ่นน้องที่ถูกเข็นตามออกมาขายอย่าง Huracan ต้องพบกับโจทย์ยากๆ ที่จะต้องทำให้ดีกว่ากระทิงเปลี่ยวรุ่นพี่ เทคโนโลยีใหม่ทำให้สมรรถนะของ Huracan นั้นเหนือชั้นกว่า Gallardo เทคนิคใหม่ๆ ทำให้ Lamborghini สร้างรถที่ดีกว่าเก่าได้แบบไม่ล่าช้ามากจนเกินไป Huracan เป็นรถที่เกาะถนน ซึ่งใช้วิ่งได้ดีทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง นับเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ซุปเปอร์คาร์อย่างแท้จริง ในช่วงของการค้นคว้าและพัฒนาตัวรถที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง Audi และ Lamborghini โดยใช้โครงสร้างหลักที่มีน้ำหนักเบาซึ่งมีส่วนผสมระหว่างอะลูมิเนียมอัลลอยกับคาร์บอนไฟเบอร์ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการร่วมมือลงแรงในครั้งนี้คือแพลตฟอร์มใหม่ของ Huracan ที่มีส่วนผสมของความล้ำสมัย รูปแบบของความเป็นไดนามิก ค่าของความแกร่งที่สามารถทนทานต่อแรงบิดตัวที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 50% เมื่อเทียบกับ Gallardo นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่นับเป็นครั้งแรกในวงการซุปเปอร์คาร์ที่ถูกบรรจุอยู่ใน Huracan มันคือ Piattaforma Inerziale ทำหน้าที่เหมือนประสาทส่วนกลางของรถ ระบบ LPI ใช้ไจโรสโคปสามตัว กับ Accelerometer อีกสามตัวติดตั้งไว้ที่จุดศูนย์ถ่วงของ Huracan ระบบจะควบคุมทุกอย่างในแบบ Real-time ระบบ Lamborghini Piattaforma Inerziale นั้นเป็นระบบที่แม่นยำ และส่งงานตรงไปสู่การเคลื่อนไหวของรถ (อัตราเร่งไปยังแกน X, Y, Z คอยควบคุมอาการต่างๆ โดยเฉพาะการโยนตัว อาการหัวทิ่ม และอาการหน้าเชิด) ใช้เซ็นเซอร์หลายตัวฝังอยู่ในรถ เช่น เซ็นเซอร์จับอัตราเร่งจำนวน 3 ตัว บวกกับเซ็นเซอร์วัดระนาบองศาอีก 3 ตัวถูกติดตั้งอยู่ที่จุดศูนย์ถ่วงของรถที่จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านช่องทาง FlexRay CAN-bus ไปยังระบบ ESC, 4WD, LMR, LDS ผลที่ได้คือรถที่สามารถตอบสนองและเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยสมรรถนะสูงสุดในทุกสถานการณ์ ระบบนี้เป็นการประยุกต์ใช้มาจากอากาศยาน และเป็นการนำมาใช้เป็นครั้งแรงในรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์อย่าง Huracan


ระบบประสาทส่วนกลาง Piattaforme Reggiani จะส่งข้อมูลโดยตรงไปยังพวงมาลัยไฟฟ้า ช่วงล่าง ระบบขับเคลื่อน ระบบช่วยทรงตัว ESP เกียร์คลัตช์คู่และเครื่องยนต์ V10 โดยไม่ผ่านการควบคุมจาก ECU การตอบสนองอย่างฉับพลันนั้นรวดเร็วกว่าการสั่งงานในรถยนต์ทั่วๆ ไป แบบเทียบกันไม่ติด บางแง่มุมทางวิศวกรรม รถ Huracan จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วในทุกกรณี คล้ายกับระบบ SSC ของ Ferrari ซึ่งใช้ Algorithm มากกว่าเซ็นเซอร์ในการคาดเดาลักษณะของการแสดงออก การควบคุมในลักษณะดังกล่าวไม่มีใน Gallardo เนื่องจาก Huracan ผู้น้องถูกสร้างขึ้นบนความสลับซับซ้อนของระบบเฝ้าระวังที่เหนือชั้นกว่า Gallardo เพื่อทำให้ทุกๆ คนสามารถขับรถคันนี้ได้ แม้แต่ยายของคุณเองก็ยังขับมันได้อย่างคล่องแคล่วราวกับนักแข่งรถ ช่วงล่างแบบดับเบิ้ลวิชโบนที่ผนวกเข้ากับโช้คอัพแบบปรับระดับได้ ชุดบังคับเลี้ยวแบบแรคแอนพีเนียรผสานกลไกไฟฟ้าสามารถปรับอัตราทดและน้ำหนักผกผันไปตามสภาพการขับและขึ้นตรงกับโหมดทั้งสามรูปแบบ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลาพัฒนาโดย Audi สามารถถ่ายเทแรงบิดระหว่างล้อหน้า และหลังในแบบ 30-70% / 50-50% / 0-100% ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมองกลที่ใช้ควบคุมซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองตรวจจับสภาพเส้นทาง ความลื่นของพื้นผิวถนน ความเร็ว มุมและองศาของล้อขณะเข้าโค้งหรือวิ่งทางตรง ฯลฯ

เครื่องยนต์วางกลางลำตัวแบบซุปเปอร์คาร์ เป็นเครื่องยนต์แบบ V10 ปริมาตรความจุ 5.2 ลิตร ให้กำลังมากถึง 610 แรงม้า มากกว่าเครื่อง V10 ของ Gallardo LP570/4 ที่มีเรี่ยวแรง 570 แรงม้า สำหรับแรงบิดสูงสุดของ Huracan อยู่ที่ตัวเลข 560 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ V10 แบบหายใจเองโดยไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศยังถูกปรับให้มีแรงบิดในรอบเครื่องยนต์เกือบจะสูงสุดเพื่อความมันส์ยามลากกันยาวๆ เครื่องยนต์ V10 พัฒนาโดยช่างและวิศวกรของ Lamborghini กับ Audi วางระบบควบคุมการทำงานของเครื่องที่มีความก้าวล้ำซึ่งมีชื่อเรียกว่า IDS Iniezione Diretta Stratificata เป็นระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้าแบบไดเรคอินเจคชั่นฉีดตรง ระบบขับเคลื่อนมีการติดตั้ง Auto Start/Stop ทำให้ค่าการปล่อย CO2 และระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษตรงตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 3.1 วินาที ดีขึ้นมานิดเดียวเมื่อเทียบกับ Gallardo ที่ทำเวลา 0-100 ได้ 3.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของ Huracan ปาเข้าไป 332 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากมีถนนให้ซ่ายาวพอก็กดกันได้เลย เครื่องยนต์ V10 ตัวใหม่ของ Huracan สามารถสร้างพละกำลังได้มหาศาลจากความจุ 5.2 ลิตรโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอัดอากาศใดๆ ทั้งสิ้น เครื่อง V10 พัฒนาจากเครื่องยนต์ของ Gallardo อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 3.1 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 9.9 วินาที ต้องขอบคุณเทคโนโลยีระบบ Stop & Start ที่ทำให้การบริโภคเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยตามมาตรฐาน ECE ของมันได้ลดลงมาเป็น 12.5 ลิตรต่อ 100 ก.ม. หรือ 8 ก.ม./1 ลิตร และคายคาร์บอนเพียง 290 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร มาตรฐานมลพิษ EURO-6 เครื่องยนต์สมรรถนะสูงตัวนี้ยังประหยัดเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้ที่ 12.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร การพัฒนาที่เข้มข้นขึ้นบวกกับระบบ Stop & Start ที่เป็นระบบสแตนดาร์ด เมื่อเทียบกับ Gallardo แล้วจะมีความประหยัดมากกว่า โดยมีตัวเลขของอัตราสิ้นเปลืองต่างกันถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ความจุ 5,204 ซีซี ขนาดลูกสูบ 84.5 มม. และช่วงชัก 92.8 มม. เครื่องยนต์ V10 จะจุดระเบิดสลับกันที่ 54 และ 90 องศา ด้วยเพลาข้อเหวี่ยงโลหะฟอร์จแบบร่วมแกน ในโครงสร้างนี้ ก้านสูบจากลูกสูบฝั่งตรงกันข้ามจะวิ่งโดยใช้เพลาข้อเหวี่ยงร่วมกัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก ก้านสูบโลหะฟอร์จและลูกสูบอะลูมิเนียมฟอร์จเป็นวัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา

ห้องข้อเหวี่ยงผลิตจากอะลูมิเนียมซิลิคอนอัลลอย โดยกระบวนการไดแคสต์ด้วยแรงดึงดูดแรงดันต่ำที่จะทำให้โครงสร้างของวัสดุออกมาอย่างมีเสถียรภาพ ส่วนผสมซิลิคอนที่เข้มข้นทำให้กระบอกสูบมีความต้านทานต่อการสึกหรอได้อย่างดี โครงสร้างแผ่นเหล็กสำหรับตั้งเครื่องช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห้องข้อเหวี่ยงและทำให้มีการสั่นสะเทือนที่พอเหมาะ และแท่นรองเหล็กหล่อลดอัตราการขยายตัวและหดตัวทำให้ลดภาระของลูกปืนเพลาข้อเหวี่ยง อ่างน้ำมันเครื่องแบบแห้งที่มีแท็งก์เก็บน้ำมันเครื่องที่แยกกันนั้นเป็นเรื่องปกติในวงการรถยนต์ การกระทำนี้ทำให้เครื่อง V10 อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและยังสามารถรับสารหล่อลื่นได้อย่างเพียงพอไม่ว่าจะอยู่ในภาวะที่มีการเร่งอย่างหนักหน่วงก็ตาม แรงดันของปั๊มสารหล่อลื่นนั้นจะแปรผันตามโหลดที่มีจากเครื่องเพราะฉะนั้นมันจะสัมพันธ์กันได้อย่างเหมาะสม เพลาลูกเบี้ยวสี่ก้านสามารถปรับองศาข้อเหวี่ยงได้ 42 องศา เพื่อปรับวาล์วผ่านลูกกลิ้งที่สัมผัสกับลูกเบี้ยว มันจะทำงานผ่านโซ่ที่หมุนอยู่ท้ายเครื่องยนต์เช่นเดียวกันกับปั๊มน้ำมันหล่อลื่นและปั๊มน้ำในระบบระบายความร้อน กล่องลมที่รวมอากาศจากช่องดักลมทั้งสองฝั่งทำขึ้นมาจากโพลีเมอร์น้ำหนักเบา ช่องดูดไอดีมีแผ่นควบคุมด้วยลม เมื่อโหลดที่เครื่องและรอบต่ำมันจะปรับให้อากาศที่เข้ามาหมุนเป็นวงกลม การเวียนของอากาศแบบนี้ทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบไอเสียนั้นก็มีช่องระบายสองทางด้วยชิ้นส่วนที่ออกแบบให้มีแรงดันย้อนกลับต่ำยังมีแผ่นปิดที่ปลายท่อทั้งสองข้างเพื่อให้แรงดูดภายในท่อเมื่อเครื่องทำงานที่รอบสูงและมีโหลดมากเพื่อเสียงการทำงานของเครื่อง V10 ที่หนักแน่น อีกหนึ่งนวัตกรรมล้ำยุคของเครื่องยนต์ V10 เครื่องนี้คือหัวฉีดคู่ในชื่อ "Iniezione Diretta Stratificata" ระบบคอมมอนเรลจะฉีดเชื้อเพลิงที่แรงดันสูงถึง 180 บาร์เข้าไปยังห้องเผาไหม้โดยตรง ในการติดเครื่องและยามที่เครื่องมีรอบและโหลดสูง ซึ่งทำให้เกิดแรงหมุนมหาศาล ระบบคอมมอลเรลของ Huracan ยังช่วยลดอุณหภูมิบนผนังเสื้อสูบและสามารถสร้างแรงอัดสูงขึ้นได้ถึงอัตราส่วน 12.7:1 เมื่อเครื่องยนต์ทำงานภายใต้โหลดที่ต่ำเชื้อเพลิงจะถูกฉีดด้วยหัวฉีดตัวนอกผ่านห้องรองก่อนเข้าห้องเผาไหม้ซึ่งจะลดอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงและไอเสีย ในการทำงานโหลดปานกลางและรอบเครื่องยนต์ช่วงกลาง ระบบหัวฉีดจะทำงานทั้งสองชุดในเครื่องยนต์ V10 รุ่นใหม่นี้ผ่านมาตรฐาน EURO-6

ระบบเกียร์
รถ Lamborghini Huracan LP 610-4 นั้นพร้อมกับระบบเกียร์ชุดใหม่ทั้งหมด ในขณะที่ Gallardo ใช้เกียร์แบบ E-gear automated manual แต่ใน Huracan จะใช้ระบบเกียร์ Lamborghini Doppia Frizione (LDF) 7 สปีด คลัตช์คู่ เกียร์แบบทวินคลัตช์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราทดถูกปรับตั้งมาให้ครอบคลุมสำหรับสมรรถนะแบบสปอร์ตขั้นสูงสุด โดยสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วมากจนแทบจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์ แรงบิดถูกส่งถ่ายจากเครื่องยนต์มายังชุดส่งกำลังอย่างต่อเนื่อง ระบบเกียร์ LDF ติดตั้งอยู่หลังเครื่อง V10 ที่ส่วนท้ายของ Huracan นั้นมีขนาดที่กะทัดรัดมาก โดยมีความยาวไม่เกิน 60 เซนติเมตร ชุดควบคุมหรือสมองกลเกียร์นั้นอยู่ในบล็อกที่แยกจากกัน โดยจะมีระบบไฟ ชุดกลไกและชุดไฮดรอลิกที่ทำงานประสานกัน ปั๊มน้ำมันหล่อลื่นจะส่งน้ำมันไปเลี้ยงชุดเกียร์ คลัตช์ และดิฟเฟอร์เรนเชี่ยลที่อยู่ภายใน การระบายความร้อนใช้การส่งความร้อนจากน้ำมันสู่น้ำและน้ำมันสู่อากาศเพื่อให้ระบบเกียร์เย็นลง เกียร์คลัตช์คู่ลูกใหม่ของ Lamborghini นั้นจะมีการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ด้วยเพลาขับคู่และเพลาส่งกำลังคู่ คลัตช์แบบมัลติเพลททั้งสองติดตั้งเรียงกันเพื่อควบคุมชุดเกียร์ที่แยกจากกันสองชุด คลัตช์ K1 จะส่งแรงบิดผ่านเพลาตันไปยังเกียร์ 1, 3, 5 และ 7 และรอบนอกของเพลาตันจะมีเพลากลวงที่รับแรงบิดมาจากคลัตช์ K2 เพื่อคุมเกียร์ 2, 4 และ 6 รวมไปถึงเกียร์ถอย เกียร์ทั้งสองชุดนั้นจะทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่จะมีเพียงหนึ่งชุดเท่านั้นที่จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อผู้ขับกำลังเร่งเครื่องอยู่ที่เกียร์สาม ชุดเกียร์ชุดที่สองนั้นจะเข้าเกียร์สี่เอาไว้เพื่อเตรียมเปลี่ยนเกียร์ขึ้นการเปลี่ยนเกียร์นั้นจะเกิดขึ้นผ่านการสลับคลัตช์ คลัตช์ K1 จะถอดและคลัตช์ K2 จะสวมในเวลาเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาที ผู้ขับขี่จะสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เองผ่านแป้นแพดเดิ้ลชิฟท์หลังพวงมาลัยหรือจะใช้ระบบออโตทั้งหมดเลยก็ได้ และเพียงแค่กดปุ่มโหมด Launch Control ระบบเกียร์ก็จะทำงานในรอบเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดเมื่อต้องการการเร่งกำลังสูงสุด โดยที่มันจะหาจุดที่สามารถส่งกำลังลงไปบนพื้นถนนให้ได้มากที่สุดและไม่ปล่อยให้ล้อหมุนฟรีมากเกินไป


จุดแข็งของ Lamborghini ยุคใหม่ก็คือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เป็นเวลามากกว่า 20 ปีที่ระบบขับสี่กลายเป็นชุดขับเคลื่อนที่ดีที่สุดของการขับเคลื่อนในรถยนต์ การยึดเกาะ และเสถียรภาพของการทรงตัว ย้อนกลับไปในปี 1993 รถรุ่น Diablo VT นั้นเป็นรถซุปเปอร์สปอร์ตอิตาเลียนคันแรกที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ในรถรุ่น Huracan ก็เช่นกันที่จะมีการยึดเกาะถนนด้วยแรงมหาศาลโดยผู้ขับสามารถเร่งความเร็วออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ระบบขับเคลื่อนล้อหลังและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนี้เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อสมรรถนะสูงสุด เพลาขับชุดที่สอง ระบบเกียร์ LDF จะขับเคลื่อนเพลากลางที่หมุนผ่านห้องข้อเหวี่ยงในเครื่องยนต์ V10 ไปยังเพลาขับหน้า ในระบบนี้ คลัตช์มัลติเพลทจะถูกควบคุมโดยไฮดรอลิกที่ควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกชั้นหนึ่งเพื่อที่จะรับภาระจากแรงบิดซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่ถูกเพิ่มเติมจากการจับของคลัตช์แบบดั้งเดิมใน Lamborghini Gallardo ภายในนั้นจะมีชุดจานที่หมุนอยู่ในอ่างน้ำมันซึ่งจะมีแหวนโลหะเรียงกันเป็นคู่ๆ ตามแกน โดยที่แหวนวงหนึ่งนั้นยึดติดอยู่กับเพลาหมุนและอีกวงหนึ่งยึดอยู่กับเพลาขับสั้นที่ส่งกำลังไปยังระบบดิฟเฟอร์เรนเชี่ยลของเพลาขับหน้า ในการขับเคลื่อนปกติแผ่นคลัตช์มัลติเพลทจะส่งกำลังเพียงแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ไปยังล้อหน้า ซึ่งหมายความว่า Huracan จะมีกำลังขับส่งไปยังล้อหลังมากกว่าล้อหน้า อย่างไรก็ตาม หากแรงยึดเกาะที่ล้อหลังลดลง แผ่นคลัตช์จะทำหน้าที่ภายในเวลาอันรวดเร็วเพื่อที่จะส่งกำลังไปยังล้อหน้าได้มากถึง 50% โดยการดันชุดเพลตติดกันให้แน่นขึ้นและสามารถส่งแรงบิดลงไปยังล้อหลังได้แบบ 100% เมื่อจำเป็น ที่เพลาขับหลังจะมีระบบกลไกดิฟเฟอร์เรนเชี่ยลล็อกอยู่ในกล่องเกียร์ LDF เพื่อที่จะให้ยึดเกาะได้ดียิ่งขึ้น

เฟรมและแชสซี
ทุกๆ ระยะในการเดินทางบน Huracán LP 610-4 นั้นเป็นความมหัศจรรย์โดยเฉพาะในสนามแข่งหรือทางชนบทที่คดเคี้ยว รถซุปเปอร์สปอร์ตจาก Sant'Agata Bolognese นี้เป็นเครื่องจักรสำหรับการขับขี่ที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งแทบจะตอบสนองได้ทันทีทันใดเช่นเดียวกันกับรถแข่ง การวางเครื่องกลางลำทำให้การกระจายน้ำหนักไปยังแกนล้อหน้าและล้อหลังที่ประมาณ 42:58 ส่วน และแชสซีของ Huracán นั้นก็ได้ใช้ทฤษฎีทางยนตรกรรมนี้ด้วย ระบบซับแรงสั่นสะเทือนนั้นเป็นแบบ double wishbone ทั้งสี่จุด มันถูกสร้างขึ้นมาจากโลหะอลูมิเนียมฟอร์จ ระยะห่างของล้อหน้านั้นกว้าง 1,668 มม. และ 1,620 มม.ที่ล้อหลัง Lamborghini Huracán LP 610-4 มีการพัฒนาระบบบังคับเลี้ยวพาวเวอร์แบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนกลไกผสมไฟฟ้าให้ความรู้สึกของการตอบสนองในทันทีและส่งตรงแบบสปอร์ตด้วยอัตราทด 16.2:1 มันมีระบบพาวเวอร์ที่ใช้พลังงานน้อย และจะประหยัดขึ้นเมื่อความเร็วเพิ่ม ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนกลไกผสมไฟฟ้าจะช่วยให้ผู้ขับขี่ไปยังทิศทางที่ถูกต้องในทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นขณะเบรกหรือเคาน์เตอร์เสตียร์บนผิวถนนที่ลื่นในด้านใดด้านหนึ่งของล้อ ระบบ Lamborghini Dynamic Steering (LDS) นั้นมีให้เลือกเป็นออพชั่นและเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของนวัตกรรมในรถประเภทซุปเปอร์สปอร์ต แก่นของมันคือการใช้หน่วยขับเคลื่อนแบบซ้อนทับอยู่ภายในคอพวงมาลัยที่บังคับโดยมอเตอร์ไฟฟ้า เฟือง strain wave ในระบบนี้สามารถปรับอัตราส่วนของการบังคับเลี้ยวได้มากถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ (9:1 - 17:1) สำหรับการใช้งานในเมืองนั้นระบบการบังคับเลี้ยว LDS จะให้การบังคับเลี้ยวที่ส่งตรงมาจากพวงมาลัยทันที ในระหว่างที่ความเร็วสูงขึ้นระบบนี้ถูกปรับมาให้ให้การบังคับที่หนืดและมีเสถียรภาพมากขึ้น ผลที่ได้จากระบบนี้คือลดการอันเดอร์สเตียร์และลดการโอเวอร์สเตียร์เมื่อรถมีการโยนตัวโดยที่จะคอยช่วยเคาน์เตอร์สเตียร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป


อีกอย่างที่เป็นออฟชั่นคือระบบควบคุมช่วงล่าง magneto-rheological ที่ในกระบอกสูบของระบบซับแรงสั่นสะเทือนนั้นมีน้ำมันสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของผงแม่เหล็ก เมื่อมีแรงดันไฟฟ้าส่งมาที่คอลย์ มันจะสร้างสนามแม่เหล็กและภายในนั้นเหล่าผงแม่เหล็กจะเรียงตัวตามสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้การไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องต่างๆ นั้นช้าลง ระบบควบคุมค่าความแข็งอ่อนที่ผกผันได้ด้วยความเร็วสูงนี้จะส่งค่าที่ถูกคำนวณแล้วว่าดีที่สุดไปยังโช้คอัพของล้อแต่ละข้าง เมื่อต้องขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง มันจะส่งข้อมูลสั่งให้ความหนืดกระบอกสูบฝั่งล้อวงนอกมากขึ้นแบบอัตโนมัติ ทำให้อาการโยนตัวลดน้อยลงและทำให้การขับขี่นิ่งและเสถียรมากยิ่งขึ้น

Lamborghini Huracán วางระบบ dynamic drive mode ระบบนี้มีชื่อเรียกว่า ANIMA (แปลว่าจิตวิญญาณในภาษาอิตาลี) "Adaptive Network Intelligent Management" ด้วยปุ่มที่อยู่ส่วนล่างของก้านพวงมาลัย ผู้ขับสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้สามแบบคือ "Strada" "Sport" และ "Corsa" ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงการวิ่งลงไปซิ่งสุดกำลังสนามแข่ง มันจะปรับค่าของลิ้นคันเร่ง แผ่นปรับเสียงในท่อไอเสีย ระบบเกียร์ LDF คลัตช์คู่เจ็ดสปีด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ระบบควบคุมการทรงตัว ESC และ LDS กับช่วงล่าง magneto-rheological ทำให้จักรกลจากอิตาลีคันนี้เป็นได้ทั้งรถบ้านที่ขับสบายๆ ที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไปเป็นรถแข่งเพียงแค่กดสวิตช์สั่งงาน

ด้วยอัตราส่วนของแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 2.33 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า Lamborghini Huracan จึงมีสมรรถนะที่น่าเกรงขาม เพื่อให้มั่นใจในความว่องไว Huracan สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 325 กม./ชม. พละกำลังจากเครื่องสิบกระบอกสูบนั้นถูกส่งลงไปยังพื้นถนนผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่เจ็ดสปีดใหม่ในชื่อ "Lamborghini Doppia Frizione" (LDF) สู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ใช้แผ่นคลัตช์ไฮดรอลิกส์หลายชั้น โหมดการขับขี่สามแบบที่ออกแบบมาสำหรับถนนไปจนถึงสนามแข่งนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านสวิตช์ drive select บนพวงมาลัยภายใต้ชื่อเรียกว่า ANIMA (ภาษาอิตาลีแปลว่าจิตวิญญาณ) "Adaptive Network Intelligent Management" ซึ่งจะปรับค่าของเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบ ESC เพื่อความเสถียรในการทรงตัวไปพร้อมๆ กับระบบที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนอื่น ชุดเบรกหน้า-หลังใช้จานคาร์บอนเซรามิกในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบรก จานหน้าคาร์บอนขนาด 380 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรกหน้าแบบ 6 พอต ส่วนเบรกหลังก็ยังคงเป็นจานเซรามิกขนาด 356 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์หลังแบบ 4 พอต ล้ออัลลอยลายเอี่ยมแบบก้านคู่ขอบ 20 นิ้วใหญ่สะใจพระเดชพระคุณท่านกันไป ยางซิ่งราคาโหดคุณภาพสูงลิบจากแบรนด์ยางคู่บารมี Pirelli รุ่น P Zero Corsa ซีรีย์ ที่ถูกพัฒนาสำหรับ Huracán โดยเฉพาะและมีขนาดยางหน้า 245/30ZR20 และ 305/30ZR20 ที่ล้อหลัง ล้อที่เบากว่ากับดีไซน์ก้านคู่ขนาด 20 นิ้วถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี flow form ในชื่อ "Mimas" นั้นเป็นออฟชั่นให้เลือกสั่งได้ ภายใต้ล้อใหญ่นี้มีระบบเบรกชั้นดีและใช้เทคโนโลยีคาร์บอนเซรามิก จานเบรกคาร์บอนทั้งสี่มีช่องระบายอากาศภายในและเจาะรูเพื่อทำให้การระบายความร้อนที่รวดเร็วขึ้น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแรคแอนพีเนียน พกพาความสามารถด้วยระบบ Lamborghini Dynamic Steering ผกผันอัตราทดได้เหลือเชื่อที่ 100% ช่วงล่างดับเบิ้ลวิชโบนทั้งหน้าและหลังใช้ปีกนกคู่อัลลอย โช้คอัพแม่เหล็กไฟฟ้าปรับค่าความแข็ง-อ่อน Magneto rheological ปรับความแข็งขึ้นตรงต่อโหมดการขับเคลื่อน 3 รูปแบบได้แก่ Strada / Sport / Corsa

มิติภายนอกของ Lamborghini Huracan นั้นมีความยาวอยู่ที่ 4,459 มิลลิเมตร กว้าง 1,924 มิลลิเมตร สูง 1,165 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,620 มิลลิเมตร รูปทรงที่ Lamborghini ใช้เป็นเอกลักษณ์นั้นเป็นทรงหกเหลี่ยมที่สามารถสังเกตได้จากช่องดักลมหน้ารถและตาข่ายเข้ารูปแบบสามมิติภายในหน้าต่างข้างรถ ช่องดักลมข้างรถสำหรับเครื่องยนต์ และบนล้อลาย Giano หน้ารถทรงลูกศรของ Lamborghini Huracan หันหัวลงพื้นเหมือนปลายจมูกฉลามพร้อมรอยพับสองเส้นเพื่อเพิ่มเหลี่ยมสันบนฝากระโปรง ไฟหน้าเหลี่ยมที่เรียบไปกับตัวรถถูกประกอบขึ้นด้วยหลอด LED เป็นนวัตกรรมใหม่ของรถซุปเปอร์สปอร์ต แนวไฟที่เป็นเส้นจะส่องสว่างในเวลากลางวันเป็นรูปตัว Y สองตัวในโคมไฟหน้าทั้งสองข้างเพื่อแสดงให้ Huracan ดูดุเหมือนสัตว์ร้ายหากินกลางคืนที่พร้อมจะล่าเหยื่อ ด้วยแสงของหลอด LED ที่มีอุณหภูมิสีอยู่ที่ 5,500 เคลวิน หลอดไฟแบบใหม่ให้สีสันที่เหมือนกับแสงของดวงอาทิตย์ ทำให้มีมุมมองความชัดเจนเมื่อวิ่งอยู่บนถนนในตอนกลางคืน พร้อมกับไม่ทำให้แสบตา หลอด LED ในรถคันนี้ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งานของรถ ทั้งยังใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่องดักลมขนาดใหญ่นั้นอยู่ลึกเข้าไปในกันชนหน้ารถและมีความกว้างเท่าตัวรถคือจุดเด่นของ Huracan ครีบกลางใช้สีเดียวกับตัวถังรถตัดเป็นเส้นแนวนอนผ่ากลางเช่นเดียวกับรถแข่ง แนวขอบด้านล่างของช่องดักลมนั้นยื่นออกไปด้านหน้าเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวผ่าอากาศ

การออกแบบที่ล้ำยุคจาก Lamborghini นั้นสามารถเห็นได้เด่นชัดจากด้านข้างรถ HuracánLP 610-4 ซึ่งมันเป็นดั่งรูปปั้นที่กำลังเคลื่อนที่อยู่อย่างว่องไว ประกับอะลูมิเนียมยืดออกไปด้านบนล้อขนาด 20 นิ้ว เส้นเพียงเส้นเดียวที่ลากจากปลายจมูกไปจรดยังบั้นท้าย หลังคาโค้งอ่อนๆ ผ่านหัวของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเส้นสายนี้ยังเดินต่อไปยังที่เก็บสัมภาระจนถึงเสา C ที่ราบเอน เริ่มต้นจากไฟหน้า ที่ใช้เส้นลากจากแก้มหน้าไปยังขอบประตูที่ทำให้ Huracan ดูมีเหลี่ยมมุมและกว้างแบนขึ้น ผนวกกับโค้งที่เตี้ยของหลังคาทำให้ขอบของสันประตูมีรูปทรงยื่นออกมาเป็นสามมิติ ล้อมรอบหน้าต่างข้างรถดั่งอัญมณีที่ถูกห่อหุ้ม จุดที่เส้นมาบรรจบเป็นมุมแหลมนั้นคือช่องดักลมที่จะส่งอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ อากาศเย็นจากด้านล่างนั้นจะส่งลมให้ขึ้นไปด้วยช่องทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่หน้าซุ้มล้อหลัง การหายไปของช่องดักลมแนวตั้งที่เคยเป็นจุดเด่นของ Gallardo ทำให้ด้านข้างของ Huracán ดูไหลลื่นและแข็งแกร่งขึ้น ในเวอร์ชั่นมาตรฐาน แผงกั้นเครื่องยนต์ที่อยู่ระหว่างเสา C ที่ลาดเอนนั้นจะเป็นแผ่นโพลีเมอร์สีดำด้านขนาดใหญ่สามแผ่นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อรถรุ่น Miura ที่มีความคลาสสิกอย่างสูง ทาง Lamborghini ก็ยังมีออฟชั่นให้เลือกใช้แผงกั้นแบบโปร่งแสงเพื่อที่จะให้มองเห็นเครื่องยนต์ V10 อันทรงพลังมีแผงคาร์บอนไฟเบอร์ประกับอยู่ภายในห้องเครื่องเพื่อความสวยงามโดยใช้เทคโนโลยี Forged Composite ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Lamborghini ในการผลิต

ส่วนท้ายรถของ Huracan ใช้การออกแบบสามมิติเช่นเดียวกับช่องดักลมหน้ารถและข้างรถ ช่องที่กว้างใหญ่กั้นด้วยตาข่ายเพื่อระบายอากาศนั้นก็อยู่ที่ท้ายรถ เหนือช่องลมจะมีไฟท้ายดีไซน์บางเฉียบและใช้เพียงหลอด LED เหมือนกับไฟหน้า การจัดเรียงนั้นก็ทำเพื่อให้แสงส่องสว่างเป็นเส้นรูปตัว Y ส่วนปลายท่อไอเสียทั้งสี่ถูกห่อหุ้มด้วยดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ให้เห็นรูปทรงรีสีเงินอยู่ภายในช่องอย่างลงตัว ทุกๆ รายละเอียดของการออกแบบในรถ Lamborghini Huracan LP 610-4 นั้นเกิดจากจุดประสงค์ในการควบคุมให้ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานของอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม นักออกแบบจาก Centro Stile ได้ทำงานอยู่กับผู้เชี่ยวชาญในด้านหลักอากาศพลศาสตร์อย่างใกล้ชิด ช่องดักลมขนาดใหญ่ที่หน้ารถนั้นมีหน้าที่ดักอากาศเย็นและบังคับลมหน้ารถให้เพิ่มแรงกดไปยังแกนล้อหน้า ขอบสปอยเลอร์ที่ท้ายรถรวมไปถึงดิฟฟิวเซอร์ใต้รถก็จะทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดีขึ้นเมื่อผ่านไปยังหลังรถจึงทำให้รถ Huracán นั้นไม่มีความจำเป็นที่จะใช้สปอยเลอร์หลังแบบปรับได้ ส่วนใต้รถนั้นมีการครอบฝาปิดเพื่อให้อากาศที่ไหลผ่านนั้นถูกส่งไปยังหม้อน้ำโดยตรงผ่านครีบ NACA ทรงกรวย

Lamborghini Huracan มีสีตัวรถให้เลือกถึง 17 สี และเป็นสีใหม่ถึง 7 สี สีมาตรฐานของเจ้าวัวจอมโหด ได้แก่ สีขาว Bianco Monocerus และ สีดำ Nero Noctis ส่วนสีเมทัลลิค ได้แก่ สีขาว Bianco Icarus, สีน้ำเงิน Blue Achelous, สีเทา Grigio Lynx, สีเทา Grigio Nimbus, สีดำ Nero Serapis และ สีแดง Rosso Mars สำหรับสีพิเศษ คือสีเหลือบมุก ได้แก่ สีส้ม Arancio Borealis, สีเหลือง Giallo Midas, และ สีเขียว Verde Mantis และสำหรับการเลือกการตกแต่งรถผ่านโปรแกรม Ad Personam จะมีสีเคลือบด้าน (Matt) ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวด้าน Bianco Canopus, สีเหลืองด้าน Giallo Horus, สีเทาด้าน Grigio Titans, สีน้ำตาลด้าน Marrone Apus และ สีดำด้าน Nero Nemesis และสีเมทัลลิคพิเศษอีก 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Blue Caelum, สีเทา GrigioAdmetus และ สีน้ำตาล Marrone Alcestis

Resin Transfer molding
แบรนด์รถซุปเปอร์คาร์จากอิตาเลี่ยน Lamborghini เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยว ได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับในการผลิตรถรุ่น Huracan ตัวถังรถของ Gallado ผู้พี่นั้นใช้โครงสร้างเป็นเสปซเฟรมอะลูมิเนียมซึ่งเป็นโครงสร้างที่แข็งมากจากการเชื่อมต่อจุดต่างๆ รวมไปถึงการหักมุมและเชื่อมต่อกับแผงอื่นๆ ที่เป็นอะลูมิเนียม ส่วนตัวถังของ Huracan เป็นแชสซีแบบไฮบริดที่ทันสมัยกว่า ประกอบด้วยชิ้นส่วนอะลูมิเนียมและส่วนประกอบหลักจากโพลีเมอร์เสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ซึ่งเป็นวัสดุน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงอย่างมหัศจรรย์โดย Lamborghini เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตและนำมาประยุกต์ใช้นานหลายปีแล้ว แชสซีไฮบริดของ Lamborghini Huracan นั้นใช้อะลูมิเนียมในบางส่วน ด้านหน้าและด้านหลังรถที่ยึดอยู่กับแกนล้อนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากอัลลอยน้ำหนักเบา ส่วนที่เป็นคาร์บอนถูกผลิตโดยวิธี RTM (Resin Transfer molding) และถูกใช้เป็นจำนวนมากรอบห้องโดยสารไปจนถึงบางส่วนของพื้น ขอบประตู อุโมงค์กลาง กรอบห้องเครื่อง และเสา B ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ แขนค้ำในห้องเครื่องรูปตัว X นั้นก็ถูกผลิตด้วย CFRP และวัสดุสเตนเลสถูกนำมาใช้เชื่อมต่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักของโครงรถแบบไฮบริดอันล้ำยุคของ Lamborghini Huracan LP 610-4 มีน้ำหนักน้อยกว่า 200 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่าโครงสร้างสเปซเฟรมที่เบามากอยู่แล้วของ Gallardo แชสซีไฮบริดนี้ยังให้ผลดีมากกว่าในเรื่องของความปลอดภัยและแข็งแกร่งซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและแม่นยำไปโดยปริยาย ยกตัวอย่างเช่นกรอบห้องเครื่องด้านหลังสามารถป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้างได้เป็นอย่างดีเมื่อมีการปะทะเกิดขึ้นเนื่องมาจากลายของไฟเบอร์ที่ถูกวางให้ไปในทิศทางของแรงกระทำที่จะเกิดขึ้น

ห้องโดยสาร
ภายในที่เป็นศาสตร์แห่งศิลป์อันทันสมัยของ Lamborghini Huracán LP 610-4 มีคาแรกเตอร์อันน่าตื่นเต้นและดูสปอร์ต แต่เพิ่มความสบายและผ่อนคลายเมื่อต้องเดินทางไกล เอกลักษณ์จากการออกแบบภายนอกที่เน้นรูปทรงหกเหลี่ยมที่แหลมคมปรากฏให้เห็นทั่วทั้งห้องโดยสาร แผงหน้าปัดอยู่ในตำแหน่งเตี้ยและมีการใช้รูปทรงหกเหลี่ยมเป็นหลักบนหน้าตัดที่บางเฉียบ หน้าปัดสำหรับแสดงค่าและช่องลมเครื่องปรับอากาศนั้นตั้งขึ้นมาอีกทีเหมือนกับอุปกรณ์เสริมที่แยกกับรถ และคอนโซลกลางที่ทอดยาวจากแผนหน้าปัดไปยังอุโมงค์กลางรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะรู้สึกสะดวกสบายกับพื้นที่ๆ มากขึ้นและทัศนวิสัยที่ดีกว่า Lamborghini Gallardo ซึ่งเป็นผลดีที่มีมากกว่าทั้งในการเดินทางไปยังสนามแข่งหรือในการเดินทางไปทำงานในทุกๆ วัน ตำแหน่งเบาะนั่งที่ต่ำและทรงของเบาะกับพนักพิงอันลือชื่อที่โอบล้อมและซัพพอร์ทที่เหมาะกับสรีระของผู้นั่ง ในรถรุ่นแสตนดาร์ดเบาะนั่งและพนักพิงจะสามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้าสำหรับเดินหน้าและถอยหลัง การปรับด้วยไฟฟ้าสำหรับบังคับให้เบาะขึ้นลง ปรับองศาเบาะและความยาวของเบาะนั่งจะมีให้เลือกเป็นออพชั่นเสริม

คอนเซปต์ในการควบคุมรถ Huracan นั้นถูกเจาะจงไปยังผู้ขับเป็นหลัก คนขับจะสามารถใช้ปุ่มบนพวงมาลัยทรงสามก้านฐานตัดเพื่อที่จะควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในรถได้ การควบคุมยังรวมถึงการสั่งงานกะพริบไฟเลี้ยวและใบปัดน้ำฝน แป้นเปลี่ยนเกียร์ขนาดใหญ่ Paddle Shift สองข้างมีไว้สำหรับควบคุมระบบเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีดผู้ขับขี่สามารถที่วางมืออยู่บนพวงมาลัยตลอดเวลาโดยไม่ต้องละมือไปยัดเกียร์แต่อย่างใดทั้งสิ้น หลังพวงมาลัยเป็นหน้าปัดมาตรวัดแบบใหม่ที่ล้ำมากกว่า Avantado จอภาพแบบ TFT หรือ Thin film transistor ความละเอียดสูงที่ 1440 x 540 พิกเซล ขนาด 12.3 นิ้ว ภาพในจอ TFT จะแสดงค่าสำคัญได้ทุกอย่างด้วยกราฟิกสามมิติคมชัดด้วยเอฟเฟกต์อันตระการตา ภายใต้หน้าจอนั้นมันทำงานด้วยหน่วยประมวลผลกราฟิกความเร็วสูงหรือชิพ Tegra 30 ในซีรีย์ Tegra 3 จาก Nvidia ยกตัวอย่างเช่น มาตรวัดรอบนั้นทำงานที่ความถี่ 60 เฟรมต่อวินาทีเพื่อการขยับของเข็มที่แนบเนียนและต่อเนื่อง ผู้ขับสามารถเลือกใช้การแสดงผลได้สามแบบ ในโหมด Full drive หรือ Corsa มาตรวัดรอบขนาดใหญ่จะถูกแสดงขึ้นมากลางหน้าจอเป็นหลักและขนาบข้างด้วยมาตรวัดปริมาณเชื้อเพลิงและอุณหภูมิน้ำในระบบระบายความร้อน ส่วนมาตรวัดความเร็วจะแสดงผลเป็นตัวเลขแบบดิจิตอลที่อ่านค่าได้ง่ายและเร็ว ในโหมด Mix มาตรวัดรอบจะย่อส่วนลงและไปอยู่ทางด้านซ้ายและจะมีหน้าต่างแสดงภาพจากระบบให้ความบันเทิง เช่น ระบบนำทางที่จะแสดงผลทางด้านขวาของจอภาพ

ในโหมด Full Navi and Infotainment แผนที่จะแสดงขึ้นมาเกือบเต็มจอ แต่ในทุกๆ โหมดการแสดงผล ส่วนล่างของหน้าจอจะมีการแสดงไฟแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์หรือคำแนะนำใดๆจากตัวรถ Huracan ยังมีหน้าจอแสดงผลเพิ่มเติมบนคอนโซลกลาง โดยเพิ่มจอซึ่งติดตั้งไว้ให้ใช้งานในบริเวณคอนโซล ด้านบนสุดจะมีจอ TFT เพื่อแสดงค่าระบบปรับอากาศที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นมาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง และแรงดันไฟฟ้าได้ ถัดลงมาด้านล่างจะเป็นปุ่มกดสำหรับการควบคุมเพิ่มเติมทาบอยู่ด้านข้างปุ่มอีกกลุ่มทางด้านซ้าย แผงควบคุมภายในคอนโซลกลางนั้นเป็นปุ่มสำหรับควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติและระบบความบันเทิง ที่แผงควบคุมจะมีปุ่มสำหรับเข้าสู่เมนูหลักทั้งระบบนำทาง การต่อเชื่อมโทรศัพท์ไร้สาย แสดงข้อมูล วิทยุ การปรับเสียง และระบบมัลติมีเดีย โดยการกดปุ่มสั่งงานเพียงแค่ครั้งเดียว ปุ่มควบคุมแบบหมุนสำหรับใช้ปรับความดังของเสียงจากลำโพงคุณภาพสูง เรียงลงมาตามแนวนอนบนอุโมงค์กลางรถจะมีปุ่ม start/stop อยู่ใต้แผ่นปิดสีแดงคล้ายกับปุ่มปล่อยขีปนาวุธ ปุ่มควบคุมเกียร์มีไว้สำหรับเข้าเกียร์ neutral, park และเกียร์ถอย ทั้งยังมีปุ่มเบรกมือไฟฟ้ามาให้ใช้อีกด้วย ช่องเปิดสำหรับเก็บสัมภาระสองช่อง ถาดวางโทรศัพท์มือถือหนึ่งช่อง และช่องข้างประตูอีกสองช่องสำหรับใส่ของจุกจิกสำหรับการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน.

LAMBORGHINI HURACAN LP610/4 SPECIFICATIONS
Engine Type:V10 90° IDS, 40 valves
Displacement:5,204cm³ (317.6cu.in.)
Bore and stroke:Ø 84,5 mm x 92,8 mm
Compression ratio:12.7:1
Maximum power: 610CV (449kW) @8,250RPM
Maximum torque: 560Nm (412lbft) @6,500RPM
Emission class:EURO 6
Cooling system:Water and oil cooling systems
Engine management system:Bosch MED 17Master Slave
Lubrification system:Dry sump


Steering: Electromechanical power steering, optional LDS steering with variable ratio
Front tires: Pirelli 245/30 R20
Rear tires: Pirelli 305/30 R20
Front wheels: 8.5J x 20''
Rear wheels: 11J x 20''

Brakes: Hydraulic dual-circuit brake system with vacuum brake servo unit, six-piston calipers at the front, four-piston calipers at the rear

Frame: hybrid aluminum/carbon fiber
Body: Outer skin made from aluminum, and composite material.
Mirrors: Electrically controlled exterior mirrors

Type of transmission: All-wheel drive with electrohydraulic multi-plate clutch.
Clutch: 7-speed LDF dual-clutch transmission, shift characteristics variable via Drive Select Mode

Top speed: >325km/h (>202mph)
Acceleration 0-100 km/h (0-62 mph): 3.2s
Acceleration 0-200 km/h (0-124 mph): 9.9s

Urban consumption:17.8l/100km
Extra urban consumption:9.4l/100km
Combined consumption:12.5l/100km
CO2 emission:290g/km
Emission : EURO-6

Wheelbase: 2,620mm (103.15in)
Overall length: 4,459mm (175.55in)
Overall width (excluding mirrors): 1,924mm (75.75in)
Overall width (including mirrors): 2,236mm (88.03in)
Overall height: 1,165mm (45.87in)
Front track: 1,668mm (65.67in)
Rear track: 1,620mm (63.78in)
Dry weight: 1,422kg (3,135lb)
Weight/Power ratio: 2.33kg/CV (5.14lb/CV)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 

610 แรงม้า 560 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-200 กิโลเมตรใน 9.9 วินาที ความเร็วปลายทะลุทะลวง 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทดสอบซุปเปอร์คาร์ Lamborghini Huracan LP610-4 ราคา 26 ล้านบาท ตอนที่ 1 กับการรีวิวรูปลักษณ์และอุปกรณ์ของวัวป่าบ้าพลัง 18 ก.พ. 2558 16:44 ไทยรัฐ