วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความไม่สมหวัง ของผู้ค้าสมหวัง

หลังจากคำว่า “แห้ว” กลายเป็นศัพท์สแลงของวัยรุ่นยุคหนึ่งใช้เรียกผู้มีอาการอกหัก รักคุด หรือพลาดโอกาส และคำคำนี้เริ่มได้รับความนิยมไปทั่ว ทำเอาคนชอบแห้วที่คิดมากหลายคนเลิกกินแห้ว

พอๆกับผลไม้รสดี อย่าง ท้อ ระกำ บ๊วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ข้าราชการไทยคิดมากจำนวนไม่น้อย ไม่กล้าแตะ หรือเฉียดเข้าใกล้ ยามเมื่อถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง

อาการประมาณนี้ เคยเกิดมาแล้วกับไม้งาม ดอกหอมชื่นใจ อย่าง ลั่นทม หรือไม้เนื้อแกร่ง ปุ่มลายสวยบาดใจคนทั้งโลก อย่าง มะค่าโมง ซึ่งดันไปมีชื่อเรียกพ้องเสียงกับคำว่า ทุกข์ระทม และฆ่าแกงกัน

วันหนึ่งไม้มีค่าทั้งสอง ได้รับชื่อเรียกจัดตั้งใหม่เป็น “ลีลาวดี” และ “ศรีเจริญสุข” แทน คนที่เคยหัวหดก็เริ่มกล้านำไปปลูก นำไปใช้ในบ้าน

ฉันใดก็ฉันนั้น “แห้ว” ที่หลายคนชื่นชอบ ไม่ว่าจะอยู่ในเฉาก๊วย รวมมิตร ทับทิมกรอบ หรือผัดโหงวก้วยรสโอชา คนที่คิดมากกับชื่อเรียกใจมิกล้า เพราะเกรงว่ากินเข้าไปแล้วจะเกิดอาการแห้วสนิท

เล่ากันว่า หลังจากของกินชนิดนี้เสื่อมถอยความนิยมหนักเข้า วันหนึ่ง ส.ส. มากบารมีของสุพรรณบุรีผู้หนึ่ง เกิดปิ๊งไอเดีย เสนอเปลี่ยนชื่อเรียกจาก “แห้ว” ไปเป็น “สมหวัง” เพื่อให้เกิดความสบายอกสบายใจแก่ทุกฝ่าย แต่นั้นเป็นต้นมาทัศนคติที่บางคนเคยมีต่อ “แห้ว” ก็เริ่มดีขึ้น

ผ่านจากโลกแห่งความเชื่อของคนคิดมาก กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ทุกวันนี้แห้วที่บริโภคกันอยู่ทั่วประเทศทั้งหมด เกือบจะพูดได้ว่า เป็นผลผลิตที่มาจาก จ.สุพรรณบุรี ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีการปลูกแห้วมากที่สุดในเมืองไทย อยู่ในเขต ต.วังยาง และ ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ นอกนั้นมีปลูกบ้างประปราย ที่ อ.สามชุก อ.เมือง และ อ.ดอนเจดีย์ ของจังหวัดเดียวกัน

จ.ส.อ.อนันต์ ดอกกุหลาบ ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์แห้ว สตรีแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ประจำหมู่บ้าน ต.วังยาง อ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี ยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิ

“แห้วเหมือนเป็นพืชมหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทานให้ชาวศรีประจันต์โดยแท้ เพราะเคยมีคนทดลองเอาไปปลูกที่อื่น ปรากฏว่าปลูกขึ้นก็จริง แต่ไม่ออกเป็นหัวแห้ว หรือออกหัว แต่ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่นี่”

จ่าอนันต์บอกว่า มีคนตั้งข้อสังเกต น่าจะเป็นเพราะสภาพดินในเขต อ.ศรีประจันต์ การที่พืชมีหัวใต้ดิน กึ่งบกกึ่งน้ำอย่างแห้ว สามารถเติบโตได้ดีในชั้นดินดาน ที่ระดับความลึกประมาณ 50-70 ซม. ศรีประจันต์ จึงเปรียบเหมือนบ้านที่แห้วอยู่แล้วเบิกบานใจที่สุด

“เมื่อก่อนแถวตำบลวังยาง เป็นพื้นที่ทำนาข้าวทั้งนั้น จะมีแห้วบ้างก็เป็นแห้วหัวเล็กๆ ที่เรียกกันว่า แห้วนา ลักษณะเนื้อมันเหมือนแป้งเหนียวๆ รสชาติไม่เอาไหน”

“กระทั่งวันหนึ่ง เมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว มีชาวบ้านแถวนี้ไปเที่ยวและเยี่ยมญาติที่เมืองจีน ขากลับเขาเอาหัวแห้วติดมือกลับมาด้วย เอามาลองปลูกที่นี่ ปรากฏว่าได้ผลดี มีรสชาติจืดและกรอบคล้ายมันแกว ตั้งแต่นั้นคนที่นี่เลยหันมาทำนาแห้ว สลับกับทำนาข้าว รวมทั้งครอบครัวผมด้วย”

จ่าอนันต์บอกว่า การทำนาแห้ว หากปีไหนได้ผลผลิตดี พื้นที่นา 1 ไร่ จะให้ผลผลิตแห้วมากถึง 3 เกวียน หรือ 3,000 กก. อย่างไม่ได้เลยหรือผลผลิตต่ำสุด จะอยู่ที่ราวๆ 1-2 เกวียนขึ้นไป

ในแง่ของราคา ช่วงที่แห้วล้นตลาด ขายกันหน้าท้องนาอยู่ที่ถังละ 170 บาท ถังหนึ่งหนัก 15 กก. เหมือนข้าวสาร แต่ถ้าปีไหนแห้วขาดตลาด ราคาจะขยับขึ้นไปถึงถังละ 350 บาท

เขาบอกว่า ชาวนาแห้วละแวกนี้ นิยมออกไปงมแห้วในนากันตอนช่วงตี 1 (อากาศเย็นสบาย ได้แห้วคุณภาพดี) หลังจากงมเสร็จ ช่วงเช้าจะไปนั่งล้อมวงปอกเปลือก (ค่าจ้างปอก กก.ละ 8 บาท)

ปีไหนข้าวราคาถูก เกวียนละ 5,000-6,000 บาท คนจะแห่มาทำนาแห้วกัน แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าทำนาข้าว และมีวงรอบในการปลูกนานถึง 7-8 เดือนก็ตาม แต่ก็ขายได้ราคาที่คุ้มค่าน่าลงทุนกว่าการทำนาข้าว

เฉพาะที่ ต.วังยาง มีพื้นที่ทำนาแห้วรวมกันประมาณ 1,000 กว่าไร่ อาศัยน้ำจากลำน้ำท่าจีนที่ไหลผ่าน แต่ถ้ารวมผลผลิตจาก

ตำบลและอำเภออื่นในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งจังหวัดมีพื้นที่ปลูกแห้วประมาณ 2,000 กว่าไร่

ในวันที่ผลผลิตแห้วล้นตลาด หรือราคาไม่เป็นใจ อนันต์บอกว่า ชาวนาแห้วหลายคนบ่นน้อยใจ

“กี่รัฐบาลก็เหมือนกันหมด เอาใจแต่พวกสวนลำไย นาข้าว กับสวนยาง ชาวนาแห้วเหมือนลูกไม่มีพ่อ ไม่มีใครเคยเหลียวแล ช่วงไหนที่ราคาแห้วตกต่ำ เราต้องก้มหน้ารับชะตากรรม หาทางเอาตัวรอดกันเอง”

จ่าอนันต์บอกว่า วงจรชีวิต หรือเส้นทางเดินของแห้ว จากผืนนา ที่ อ.ศรีประจันต์ มีปลายทางหลักอยู่ 2 แห่ง คือ ตลาดไท กับ ตลาดสี่มุมเมือง จ.ปทุมธานี

ปกติแห้ว 1 ถัง (หนัก 15 กก.) เมื่อนำไปปอกเปลือก น้ำหนักจะลดลงเหลือแค่ 8-9 กก. เมื่อนำไปขายส่งที่ตลาดไทหรือสี่มุมเมือง รวมค่าขนส่งเข้าไปด้วย จะขายที่ กก.ละ 60-62 บาท

ขั้นต่อมา เมื่อนำแห้วดิบปอกเปลือกไปต้มจนสุก น้ำหนักจะหายไปอีกส่วน จึงต้องขายปลีกในราคา กก.ละ 100 บาท หรือขีดละ 10 บาท

แต่ในช่วงที่ราคาแห้วตกต่ำดังเช่นปัจจุบัน ราคาแห้วต้มขายปลีกทั่วไป หล่นวูบลงมาเหลือเพียง กก.ละ 60 บาทเท่านั้น

เมื่อไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วย จ่าอนันต์บอกว่า เขาจึงต้องดิ้นรนคิดขยับขยายต่อยอดด้วยการนำแห้วสดไปแปรรูป ทำเป็น แห้วแช่อิ่มอบแห้ง แห้วทอดปรุงรส (คล้ายมันฝรั่งทอดบรรจุถุงยี่ห้อดัง) ทอดมันแห้ว และ น้ำพริกแห้ว

“ช่วงเศรษฐกิจนิ่งๆแบบนี้ ราคาแห้วเหลือแค่ถังละ 200 กว่าบาท เทียบกับช่วงที่ราคาดี เคยขายได้ถึงถังละ 350 ถ้าเราเอาไปต้มขาย แล้วไม่ใส่สารกันบูด หรือแช่เย็น ทิ้งไว้แค่วันเดียวก็จะบูด หรือเหนียวเป็นยาง ผมเลยพลิกแพลงเอาไปแปรรูป ทดลองทำเป็นแห้วแช่อิ่มอบแห้ง เก็บไว้ได้นานถึง 6 เดือน”

จ่าอนันต์เผยขั้นตอนการแปรรูปแห้วที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนแบบคร่าวๆ เริ่มจากนำแห้วที่ปอกเปลือกแล้ว ไปต้มกับน้ำตาลทรายจนสุก ในอัตราแห้ว 1 กก.ต่อน้ำตาลทราย 1 กก. ใช้เวลาต้มราว 1 ชั่วโมง จากนั้นนำไปแช่อิ่ม ด้วยการแช่ไว้ในน้ำตาลกับเกลือเป็นเวลา 2 วัน จึงนำไปอบให้แห้ง ในหม้ออบความร้อน

การอบจะทำให้เนื้อแห้วแห้ง ไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังจากอบ เนื้อแห้วจะนิ่มเหนียวหนึบ มีรสอร่อย และคุณภาพดีที่สุด พ้นจากระยะนี้ไปแล้ว เนื้อจะเริ่มแข็งขึ้น แต่สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 6 เดือน ถ้าไม่นำไปอบ จ่าอนันต์บอกว่า จะมีสภาพไม่ต่างจากแห้วในน้ำเชื่อม เหมาะจะนำไปบรรจุทำเป็นแห้วกระป๋องมากกว่า

ส่วนการพลิกแพลงแปรรูป ทำเป็น แห้วปรุงรส ก็เป็นอีกทางออก ที่คนทำแห้วขายดิ้นรนกัน แห้วปรุงรสชนิดเปรี้ยว ก็แค่เติมมะนาวลงไป แบบเค็ม เติมเกลือ และแบบหวาน ก็แค่เพิ่มน้ำตาลเข้าไป เลียนแบบมันฝรั่งทอดกรอบยี่ห้อดังในท้องตลาด

แม้ชาวนาแห้วสุพรรณฯจะมีทางออก ในช่วงที่แห้วราคาตกต่ำ แต่อนันต์และลูกทีมจากผืนนาแห้วของเขาอีกกว่า 30 ครัวเรือน ยังคงยืนกรานถึงความต้องการที่แท้จริงว่า

“เราอยากให้รัฐบาลช่วยหาตลาดระบายสินค้ามากกว่าสิ่งอื่นใด ยิ่งช่วงนี้ราชการถูกสั่งตัดงบดูงาน ไม่มีการทัศนศึกษาเป็นคันรถทัวร์ผ่านมาเหมือนแต่ก่อน ต่อให้เราแปรรูปแห้วได้เก่งกาจสักแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคนซื้อ ไม่มีรายได้ มันก็เหมือนเราโดนทอดทิ้งอยู่ดี” ผู้ค้าสมหวัง ทิ้งท้ายไว้อย่างผิดหวัง.

18 ก.พ. 2558 10:56 18 ก.พ. 2558 10:56 ไทยรัฐ