วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลสั่งจำคุก 'พงศ์พัฒน์' 10 ปี คดีฟอกเงินบ่อนอาบูบาก้า

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ อดีต ผบช.ก. 10 ปี ในคดีฟอกเงิน ส่วนพรรคพวกอีก 5 คน ได้แก่ พล.ต.ท.โกวิทย์ นายเริงศักดิ์ นางสวงค์ นายชอบ และนางปิยพรรณ จำคุก 5 ปี...

วันที่ 17 ก.พ. 58 ที่ศาลอาญา ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. อายุ 58 ปี พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. อายุ 59 ปี พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. อายุ 55 ปี นายชอบ ชินนะประภา อายุ 60 ปี นางปิยพรรณ ชินนะประภา อายุ 56 ปี น้องเขยและน้องสาว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช อายุ 57 ปี และนางสวงค์ มุ่งเที่ยง อายุ 54 ปี สองสามีภรรยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ตามลำดับ

ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 อัยการฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2552 - 11 ก.ค. 2557 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 บก.ป. (เสียชีวิตแล้ว) และพวกอีก 2 คน ที่หลบหนีและยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยที่ 1, 2 และ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป. ได้ร่วมกันกระทำการเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่โดยเรียกรับเงินจากผู้กระทำผิดการพนันออนไลน์ (อาบูบาก้า) ร่วมกับผู้อื่นทำการเปิดบ่อนการพนันโคลอนเซ่ ย่านพระรามเก้า ร่วมกันเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ก. ร่วมกันเรียกรับเงินส่วยน้ำมันเถื่อน (นมถ.) จากผู้ลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงกลางทะเลในภาคใต้ โดยผิดกฎหมาย

จากนั้นจำเลยกับพวกได้บังอาจกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยนำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันดังกล่าว อันเป็นความผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุนช่วยเหลือการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน โดยจำเลยที่ 1,4,5 ได้บังอาจร่วมกันฟอกเงินโดยนำเงินสด ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินเป็นโฉนดที่ดินรวมจำนวน 92 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 223,117,785 บาท อันเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น และกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยกฎหมาย นอกจากนี้ จำเลยที่ 1,6,7 ได้บังอาจร่วมกันฟอกเงินโดยนำเงินสดที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อโฉนดที่ดิน รวมจำนวน 9 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 56,462,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้บังอาจร่วมกันฟอกเงิน โดยนำเงินสดที่ได้จากการกระทำผิดไปซื้อโฉนดที่ดิน รวมจำนวน 11 แปลง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 105,400,000 บาท และนำเงินไปฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่จำเลยที่ 3 ได้บังอาจฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปฝากโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นายวันมงคล ไพรเถื่อน จำนวน 3,000,000 บาท และฝากโอนเข้าธนาคารกสิกรไทย บัญชีชื่อ นางสาวอุบลจุฑา ไพรเถื่อน จำนวนเงิน 3,000,000 บาท

โดยเหตุเกิดที่ ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ, ต.ท่าทราย ต.บางตลาด ต.คลองเกลือ ต.บางพูด ต.ปากเกร็ด ต.ปลายบาง อ.บางกรวย อ.ตลาดขวัญ อ.ปากเกร็ด อ.เมือง จ.นนทบุรี, ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา, ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร, ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่, ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, ต.คูขวาง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี, ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี และแขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. เกี่ยวพันกัน โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยทั้งหมด มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อมาสอบคำให้การจำเลย โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดฟังจนเข้าใจแล้ว สอบถามว่าจะให้การรับสารภาพ หรือปฏิเสธ ปรากฏว่าจำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ไม่ขอต่อสู้คดี

ทั้งนี้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้แถลงต่อศาลว่า พวกจำเลยทุกคนยอมสารภาพผิด โดยขณะเกิดเหตุตนเป็นผู้สั่งการให้จำเลยอื่นๆ ปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ เนื่องจากตนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทำให้มีความเคารพ น่าเชื่อถือ จึงขอให้ศาลเมตตาพวกจำเลยด้วย ศาลเห็นว่า คดีนี้จำเลยรับสารภาพ ประกอบกับเป็นคดีมีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี จึงไม่ต้องสืบพยานประกอบ จึงวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหมดกระทำผิดจริง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3,5,7,60 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91

โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จำเลยที่ 1 กระทำผิดรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี เป็นจำคุก 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2,4,5,6 และ 7 จำคุกคนละ 10 ปี สำหรับจำเลยที่ 3 พล.ต.ต.บุญสืบ จำคุก 3 ปี จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไว้ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2,4 ส,5,6 และ 7 เหลือจำคุกคนละ 5 ปี สำหรับ พล.ต.ต.บุญสืบ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ อดีต ผบช.ก. 10 ปี ในคดีฟอกเงิน ส่วนพรรคพวกอีก 5 คน ได้แก่ พล.ต.ท.โกวิทย์ นายเริงศักดิ์ นางสวงค์ นายชอบ และนางปิยพรรณ จำคุก 5 ปี... 17 ก.พ. 2558 14:37 ไทยรัฐ