วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขอคืนโบราณวัตถุ ใช่ชี้ขอได้ดั่งใจนึก

การคืนโบราณวัตถุให้ต่างประเทศ และรับคืนจากต่างประเทศ มิใช่แค่เจ้าของเห็นแล้วจะชี้นิ้วเอาได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนหลายประการ

“ต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาระหว่างกัน อย่างไทยกับกัมพูชา หรือประเทศอื่นๆ ไม่ใช่เห็นแล้วจะขอกลับคืนได้เลย สมมติว่าเห็นโบราณวัตถุของประเทศตัวเองที่ไหน จะขอคืนก็ต้องเข้ากระบวนการตามสนธิสัญญา ทำเรื่องขอ มีการตั้งคณะกรรมการโดยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ อย่างของเราก็มีคณะกรรมการตั้งโดยอธิบดีกรมศิลปากร ประกอบด้วยนักโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ แล้วแต่ของชิ้นนั้นๆ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าใช่ ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติ แล้วประกาศออกมา”

กรณีกรุของนายตำรวจที่ตกเป็นข่าว “เขาอยากได้ก็ต้องทำตามขั้นตอน เมื่อทำเรื่องเข้ามา เราก็ต้องพิสูจน์ทราบ ถ้าใช่ก็ต้องนำเรื่องเข้า ครม.ตามลำดับไป” ผศ.ชวลิตบอก

ผศ.ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกถึงขั้นตอนการ “ขอคืน” โบราณวัตถุ ซึ่งปัจจุบันไทยคืนโบราณวัตถุไม่น้อยให้กัมพูชา และไทยยังได้รับคืนจากประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

เมื่อได้มาแล้วผู้เก็บทำอย่างไร สำหรับนายทศพร ศรีสมาน ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หลังจากรับคืนโบราณวัตถุกว่า 500 รายการจากอเมริกา ได้นำมาแสดงให้ชื่นชมที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2558 โดยเลือกแสดงเฉพาะชิ้นงามๆ ยั่วล้ำลายนักสะสมกว่า 200 รายการ

การจัดแสดงครั้งนี้ “กระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากร อยากให้ชาวไทยเห็นความสำคัญของโบราณวัตถุที่ไปอยู่ต่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกา เพราะการส่งคืนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความสัมพันธ์”

กรณีนี้ ไม่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศที่ตกเป็นข่าวตอบโต้กันแต่อย่างใด

โบราณวัตถุที่นำมาแสดงชิ้นสำคัญ อาทิ ภาชนะดินเผา 3 หู คาดว่าขุดค้นมาจากแหล่งโบราณวัตถุในจังหวัดลพบุรี และโบราณวัตถุบ้านเชียง ของโบราณเหล่านี้ คาดว่านำออกไปประมาณ พ.ศ.2517-2518 เพราะเป็นช่วงที่มีการซื้อขายกับชาวต่างชาติมาก

ได้มาแล้วจะรักษาอย่างไร เพื่อไม่ให้คนขายออกไปอีก “เรามีกรมศิลปากร มีหน่วยงานภูมิภาค และมีการประสานเครือข่ายช่วยกันดูแล เราได้อบรมสังฆาธิการจากวัดต่างๆ เพราะของส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ชาวบ้าน ลำพังเจ้าหน้าที่รัฐไม่เพียงพอ ต้องอาศัยเครือข่ายร่วมดูแลด้วย” นายทศพรบอก

การคืนโบราณวัตถุ สำหรับประเทศไทยแล้ว คืนให้กัมพูชามากและบ่อย เรื่องนี้ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า จากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ ไทยได้มีการยึดและคืนโบราณวัตถุให้กัมพูชาครั้งสำคัญๆ เช่น เมื่อ พ.ศ.2539 ยึดได้ประติมากรรมหินทรายรูปเทวดา ทวารบาล ครุฑยุดนาคจำนวน 29 ชิ้น ได้ส่งคืนให้กัมพูชา 13 ชิ้น ในปี พ.ศ.2542 ยึดได้เศียรอสูร ชิ้นส่วนภาพสลักนูนต่ำประดับปราสาทบันทายฉมาร์และที่อื่นๆ รวม 124 ชิ้น ส่งคืน 122 ชิ้น

ถ้ารวมตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2552 ทางการไทยยึดวัตถุโบราณศิลปะแบบเขมรจำนวน 196 ชิ้น ส่งมอบคืนจำนวน 143 ชิ้น เหลือที่ฝ่ายกัมพูชาไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นชิ้นส่วนที่มาจากโบราณสถานใด จึงยังไม่สามารถส่งคืนให้กัมพูชาได้ 53 รายการ

ปัจจุบันโบราณวัตถุเหล่านี้เก็บรักษาไว้ที่คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โบราณวัตถุของกัมพูชา ยังได้คืนจากประเทศอื่นๆ อีก อาทิ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ได้รับคืนจากประเทศออสเตรเลีย เป็นเครื่องประดับจำนวน 30 รายการ โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นเครื่องประดับที่ปรากฏบนโครงกระดูกของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์

และกัมพูชายังรับคืนโบราณวัตถุจากอเมริกาหลายครั้ง เช่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ได้รับคืนจำนวน 7 ชิ้น เช่น เศียรเทวรูป เศษท่อนทับหลังที่มีลวดลาย ล่าสุดกัมพูชาได้รับโบราณวัตถุสมัยเกาะแกร์ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นตัวละครในเรื่องมหาภารตะ อายุประมาณ 1,000 ปี จำนวน 3 ชิ้น ที่สูญหายไปจากกัมพูชาเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว ได้รับมอบคืนที่กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557

ตัวละครเหล่านั้น กัมพูชาได้นำเข้าซ่อมแซมอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ณ กรุงพนมเปญ ดร.อุเทน วงษ์สถิตย์ อาจารย์คณะโบราณคดีบอกว่า น่าจะเป็นภีมะกับทุรโยธน์กำลังต่อสู้กัน เห็นได้จากอาวุธที่ใช้เป็นคทาหรือตะบองที่ทั้งสองถืออยู่ ช่างจับความตอนท้ายๆ เรื่องมหาภารตะมาสร้างสรรค์ได้อย่างมีชีวิตชีวา

ผศ.กังวลเสริมว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสพบหารือนอกรอบการประชุม GMS ที่กรุงเทพฯ โดยขอให้ฝ่ายไทยอนุญาตให้นักโบราณคดีกัมพูชาเข้าตรวจสอบวัตถุโบราณที่อายัดจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ซึ่งฝ่ายไทยก็ยังไม่มีท่าทีชัดเจน เพราะยังอยู่ในช่วงดำเนินคดีความ

อาจารย์ชี้ว่า โบราณวัตถุเป็นสิ่งที่คนโบราณได้สร้างสรรค์ไว้ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะตามความเชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างทำด้วยศรัทธา ดังนั้นนอกจากจะมองเห็นอิฐ หิน หรือโลหะที่บรรจงตกแต่งสลักเสลาอย่างงดงามแล้ว พยายามมองให้เห็นถึงจิตใจ ความศรัทธา และความพยายามของคนโบราณที่สร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นมา การสูญเสียสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ทำให้คนที่สนใจศึกษาขาดแหล่งศึกษา และอนุชนรุ่นหลังที่สืบทอดสูญเสียโอกาส

“การรับกลับคืนมาไม่เฉพาะแต่รับจากต่างชาติ บางครั้งก็รับมาจากคนในชาติซึ่งครอบครองไว้ อาจจะเป็นมรดกตกทอดหรืออาจจะซื้อหามา แล้วเห็นคุณค่าให้ส่วนรวมได้ศึกษา”

อย่างไรก็ตาม “โบราณวัตถุหรือสิ่งของที่เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม จะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อคนเห็นคุณค่าศึกษา มีความภาคภูมิใจ ถ้าไม่มีใครใส่ใจก็เป็นเพียงแค่เศษอิฐ เศษหินธรรมดาหรือเศษโลหะธรรมดาเท่านั้น”

สำหรับบุคลากรทางโบราณคดี ผศ.ดร.ชวลิต บอกว่า แต่ละปีรับนักศึกษาราว 40 คน เฉพาะสาขาโบราณคดีจบจริงๆ ราว 35 คน ถือว่าเพียงพอ แต่บัณฑิตที่จบไม่ได้ทำงานด้านโบราณคดีทั้งหมด สาเหตุเพราะกรมศิลปากรรับสมัครบุคลากรน้อย และบัณฑิตเลือกเข้าทำงานด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โบราณวัตถุขุดพบในประเทศใด ก็เป็นสมบัติของประเทศนั้น เมื่อพบแล้วการดูแลรักษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าพลัดถิ่นไปแล้ว โอกาสที่จะคืนมาไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องสนุก

ตัวอย่างเช่น กรณีเรียกร้อง “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” คืนปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นต้น.

17 ก.พ. 2558 10:22 17 ก.พ. 2558 10:38 ไทยรัฐ