วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข่าวดีของเพื่อนในอาเซียน

ในขณะที่ราชอาณาจักรไทย ยังต้องจัดการกับปัญหาทั้งภายในภายนอกประเทศมากมายหลายประการ ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสรับกับสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของตัวเอง

เอาเฉพาะแค่ในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ไล่ไปตั้งแต่ประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกับเรา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์มีความก้าวหน้าในการลงนามสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีเต็งเส่งกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สันติภาพที่จะเกิดขึ้นร่วมกันของกลุ่มต่างๆ มีขึ้นเพื่อพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หลังจากที่จับอาวุธสู้รบกันมายาวนานถึง 68 ปีและต้องเผชิญกับความยากลำบากมามากกว่าครึ่งศตวรรษ

เป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งยอมรับที่จะเจรจาเรื่องรูปแบบการปกครองโดยการตั้งสหพันธรัฐ หัวใจสำคัญของการลงนามสันติภาพในครั้งนี้คือ การทำสัญญาประชาคมที่จะร่วมกันสร้างสันติภาพและสามัคคี ปรองดองภายใน เพื่อความมั่นคงของชาติ ลงนามเสร็จก็จะมีการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่า Nationwide Ceasefire Agreement และขั้นตอนสำคัญคือ การเจรจาทางการเมือง ที่จะเปิดเป็นครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งเมียนมาร์ในปีนี้ ในระหว่างการสร้างสันติภาพนี้ ทุกฝ่ายสัญญาว่าจะเลี่ยงการสู้รบ

แม้ว่าจะยังมีการรบพุ่งกันอยู่ในบางพื้นที่ แต่การท่องเที่ยวของเมียนมาร์กลับสูงมากเป็นประวัติการณ์ กระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมียนมาร์รายงานว่า ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเมียนมาร์มากกว่า 3.5 ล้านคน นำเม็ดเงินเข้าประเทศ 1,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 37.620 ล้านบาท

ตั้งแต่ปี 2553 เมียนมาร์ยุติการปกครองในระบอบทหาร และเริ่มเปิดประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมียนมาร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมียนมาร์ 5 ล้านคนในปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 7.5 ล้านคน ในปี 2563 แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าน่าจะมีจำนวนมากกว่าการประมาณนี้หลายเท่าตัว

บรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนแบบนี้ ทำให้สำนักเศรษฐกิจอย่างธนาคารโลกคาดการณ์ว่า จีดีพีของเมียนมาร์จะเติบโตช่วงปี 2014–2015 ได้ถึง 8.5% ซึ่งการเจรจารอมชอม + ความจริงใจในการพัฒนาประเทศของรัฐบาลเมียนมาร์นี้ จะยิ่งทำให้เมียนมาร์เนื้อหอมมากขึ้นไปอีก

มองเพื่อนทางเหนือแล้วลองมาดูเพื่อนที่อยู่ไกลออกไปอย่างฟิลิปปินส์สักหน่อย ผู้อ่านหลายท่านคงทราบมาบ้างแล้วนะครับว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่บริษัทในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และยุโรปนิยม จ้างผู้คนที่นั่นเป็นเอาท์ซอร์สด้านคอลเซ็นเตอร์

ในอดีต ผู้นำเอาท์ซอร์สด้านคอลเซ็นเตอร์โลกเคยอยู่ที่อินเดีย แต่ตอนนี้ ฟิลิปปินส์สามารถชิงแชมป์ ครองตำแหน่งเมืองหลวงแห่งคอล–เซ็นเตอร์โลก ทิ้งห่างอินเดียไปแล้ว เพราะจุดเด่นของบุคลากรของฟิลิปปินส์คือ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และรับวัฒนธรรมแบบอเมริกันมาในช่วงที่อเมริกาแผ่อิทธิพลในดินแดนนี้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทำให้สำเนียงการพูดของชาวฟิลิปปินส์ใกล้เคียงกับชาวอเมริกัน และฟังง่ายกว่าภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย และด้วยความที่อยู่คนละซีกโลก ทำให้บริษัทส่วนใหญ่สามารถให้บริการจากลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จากประชากร 107 ล้าน มากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ที่มีประชากร 251 ล้านคน (อันดับ 4 ของโลก) ทำให้ฟิลิปปินส์ผลิตกำลังแรงงานมากถึง 66.5 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานราคาถูก แต่มีความสามารถสูง โดยเฉพาะด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ ปัจจุบันมีแรงงานเข้าสู่ธุรกิจเอาท์ซอร์ส+คอลเซ็นเตอร์ถึง 1 ล้านคน แต่ละคนได้ค่าจ้าง 700 ดอลลาร์/เดือน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 22,000 บาท

ธุรกิจรับจ้างระบบธุรกิจหรือบีพีโอ (Business Process Outsourcing) ในฟิลิปปินส์กำลังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 ธุรกิจนี้ทำรายได้ 12,000 ล้านดอลลาร์ มีแรงงาน 6 แสนคน จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ในปีหน้า

เพื่อนสมาชิกประชาคมอาเซียนมีข่าวดีอย่างต่อเนื่อง เราชาวไทยไชโยโห่หิ้วหิวน้ำชามก๋วยเตี๋ยวเปลี่ยวใจไกลความสุขสนุกสนานก็ได้แต่มองทำตาปริบๆ เพราะทุกประเทศล้วนมุ่งมั่นในการสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกทั้งสิ้น

ผิดกับบ้านเราหลายคนมองไม่ออกว่า พฤติกรรมของตนและพวกได้ทำลายบรรยากาศการทำมาค้าขาย ทำให้ผู้คนทั้งราชอาณาจักรยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เพื่อนเจริญ เราตกต่ำ.

คุณนิติ นวรัตน์

17 ก.พ. 2558 09:28 ไทยรัฐ