วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"พาณิชย์-มก."ผนึกพลัง 2 ประสานใช้วิทยาศาสตร์สร้างเกราะคุ้มคุณภาพข้าวไทย : เปิดแล็บตรวจเข้มดีเอ็นเอ

อภิชาติ

ข้าว สินค้าเกษตรที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

และไทยยังครองแชมป์ด้านปริมาณการส่งออกมาหลายปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งขึ้นชื่อลือชา เป็นที่นิยมของเศรษฐีหลายประเทศ จนทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยขึ้นชั้นเป็นข้าวคุณภาพดี มีราคาจำหน่ายในตลาดโลกที่สูงกว่าข้าวทั่วไปเกือบ 50%

แต่น่าเสียดายที่ข้อดีเหล่านี้กลับกลายเป็นจุดที่เหล่าพ่อค้าใจไม่ซื่อ มากเล่ห์เหลี่ยมคิดกลโกง นำข้าวขาวราคาถูกมาปลอมปนจำหน่ายกับข้าวหอมมะลิ รวมไปถึงการที่ประเทศคู่แข่งลอกเลียนตราสินค้า ให้ชาวต่างชาติเข้าใจผิดคิดว่าข้าวหอมมะลิไทยมีคุณภาพเสื่อมลงไปทุกที

“ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะคลังความรู้การเกษตรของประเทศ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยีและศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ขึ้นมาตรวจสอบคุณภาพข้าวของผู้ส่งออกให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบันตรวจสอบตัวอย่างข้าวไทยก่อนส่งออกได้ 40,000 ตัวอย่าง เมื่อข้าวมีคุณภาพ มีการรับรอง ทำให้ไทยขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิในปี 2552 พุ่งขึ้นถึง 72,000 ล้านบาท” รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี ม.เกษตรฯ กล่าวในโอกาสร่วมพิธีเปิด “ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออก” โดย “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถตรวจพิสูจน์เมล็ดข้าวถึงระดับดีเอ็นเอ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ม.เกษตรฯกำแพงแสนและเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา

รศ.วุฒิชัย ยังสะท้อนภาพบางส่วนอันเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยว่า ข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกปลอมปน อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวในไร่นา โรงสี เพราะใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยวเดียวกับเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นๆ จึงอาจมีการปะปนเข้ามาได้บ้าง และอาจเกิดจากการปลอมปนอย่างตั้งใจจากพ่อค้าบางราย ท้ายที่สุดข้าวหอมมะลิไทย ราคาจำหน่ายจึงตกต่ำลง โดยเฉพาะในปี 2545 ราคาร่วงลงจากตันละ 900 เหรียญสหรัฐฯ เหลือเพียง 500 เหรียญสหรัฐฯ เพราะลูกค้าในตลาดต่างประเทศไม่ให้ความเชื่อถือ
ยิ่งปัจจุบันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายให้เร่งตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังรัฐ เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่เครื่องมือของ ม.เกษตรฯ ที่มีอยู่ยังไม่ทันสมัยและทำได้ล่าช้า กระทรวงพาณิชย์จึงสนับสนุนงบประมาณมาสมทบกับเงินลงทุนของมหาวิทยาลัย เพื่อลงทุนยกระดับเทคโนโลยีการตรวจคุณภาพข้าว ใช้ระบบหุ่นยนต์แทนการทำงานของคน ทำให้การตรวจข้าวมีความแม่นยำขึ้น รวดเร็วขึ้น

“ผมให้ความมั่นใจได้ว่า ผลการตรวจข้าวที่ออกจากห้องแล็บแห่งนี้มีความถูกต้องแม่นยำ อ้างอิงในตลาดการค้าได้ เพราะพวกเราเป็นสถาบันการศึกษา เป็นครูบาอาจารย์ ใบรับรองคุณภาพข้าวที่ออกจากที่นี่ไป จะช่วยรักษาคุณภาพข้าวส่งออกของไทยได้อย่างดี และในอนาคตก็ไม่กังวลเลยว่าเอกชนจะเปิดห้องแล็บตรวจคุณภาพข้าวขึ้นมาแข่งขันกับเรา เพราะนั่นเป็นการดีเสียอีกที่จะได้ยกระดับสินค้าข้าวไทยไปด้วยกัน” รศ.วุฒิชัย กล่าวในที่สุด

ด้าน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ขยายความรู้ต่อว่า ข้าวหอมมะลิมาตรฐานสำหรับการส่งออกของไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 แต่ในทางกายภาพมีข้าวสายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกันมากและมักถูกนำมาปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ เช่น ข้าวพันธุ์ กข 23 ชัยนาท 1 เจ้าหอมคลองหลวง 1 เจ้าหอมสุพรรณบุรี และปทุมธานี 1 เป็นต้น ซึ่งวิธีการทดสอบแบบเดิม ได้แก่ การหุงต้ม การสลายเมล็ดข้าวในด่าง ไม่สามารถแยกชนิดของข้าวที่ถูกนำมาปลอมปนได้ชัดเจน

“การตรวจถึงระดับดีเอ็นเอของเมล็ดข้าวเท่านั้นจึงจะชี้ชัดได้ และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออกของ ม.เกษตรฯ สามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเพียง 12 ชั่วโมงรู้ผลทันที มีกำลังการตรวจสอบได้สูงถึงวันละ 24,576 ตัวอย่าง ดังนั้น สินค้าของผู้ส่งออกจะไม่ได้รับความเสียหาย และการค้าจะสะดวกขึ้น นอกจากนี้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจข้าวหอมมะลิถึงระดับดีเอ็นเอ จะช่วยไขปริศนาเรื่องความหอมในข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจะพัฒนาทั้งแวดวงการศึกษา คุณภาพและการค้าข้าวไทยให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย” ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรฯกำแพงแสน เล่าถึงศักยภาพของ “ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกลักษณ์ดีเอ็นเอข้าวไทยเพื่อการส่งออก”

ด้าน รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ อธิการบดี ม.เกษตรฯ วิทยาเขตศรีราชา และว่าที่อธิการบดี ม.เกษตรฯกล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีที่ ม. เกษตรฯ จะช่วยรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยตั้งแต่ต้นทางแล้ว ประเทศไทยควรเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการการขายข้าวหอมมะลิเสียใหม่ เช่น เลิกส่งออกข้าวเป็นกระสอบ เพราะเมื่อส่งสินค้าถึงปลายทางในต่างประเทศแล้ว ข้าวหอมมะลิไทยมักถูกพ่อค้าในต่างประเทศปลอมปนข้าวชนิดอื่นลงไป ในกระบวนการแยกถุงจำหน่าย ดังนั้น ไทยควรส่งออกข้าวหอมมะลิในรูปแบบข้าวถุงขนาด 5 กิโลกรัมแบบพร้อมบริโภคจะดีกว่า

“ผมมองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและชีวิตของเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่เรายังขาดการส่งเสริมแนวทางด้านการบริหารจัดการด้วย วันนี้ผมกล้าพูดว่า ม.เกษตรฯ พร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐ ธุรกิจ และเกษตรกรเข้าด้วยกัน เพราะมีองค์ความรู้ครอบคลุมทุกสาขา มีเครือข่ายเกษตรกรทุกระดับ และมีจำนวนนิสิตมากกว่า 50% ของทั้งมหาวิทยาลัย ที่มาจากต่างจังหวัด คนรุ่นใหม่เหล่านี้ มีความรู้ ดังนั้น ม.เกษตรฯขอเพียงโอกาสการทำงานจากภาครัฐ เรามั่นใจว่าจะสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยต่อไปได้อย่างเต็มที่”

ทีมการศึกษา เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการรวมพลังของสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะของรัฐกับหน่วยงานทางราชการในส่วนของกระทรวงต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ และมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิให้ยังคงครองความเป็นหนึ่งในระดับโลก

เพราะเรามองว่าเมื่อข้าวไทยมีคุณภาพ สิ่งที่ตามมาคือข้าวจะสามารถขายได้ราคาสูงขึ้น

และนั่นคือคุณูปการที่จะตกถึงชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะได้มีโอกาส “ปลดพันธนาการ” หนี้สิน และมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆเสียที....

ข่าวการศึกษา

ข้าว สินค้าเกษตรที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และไทยยังครองแชมป์ด้านปริมาณการส่งออกมาหลายปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งขึ้นชื่อลือชา เป็นที่นิยมของเศรษฐีหลายประเทศ 16 ก.พ. 2558 13:27 16 ก.พ. 2558 13:29 ไทยรัฐ