วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผักหวานป่าหลังนาปี

อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์...แม้จะอยู่ในภาคกลาง ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงนาข้าว แต่ด้วยระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ทุกปีหลังฤดูนาปีจบลง พื้นที่นามักจะถูกปล่อยทิ้งให้แห้งแล้ง และชาวบ้านบางกลุ่มมักจะมาจุดไฟเผาฟางหานกหนูมากินเป็นอาหารและส่งขายตามร้านค้าริมถนนรนแคม

สร้างปัญหามลภาวะหมอกควันพิษเป็นประจำทุกปีไป แต่วันนี้พฤติกรรมดังว่ากำลังจะลดน้อยถอยลง...ไม่ใช่เพราะฝีมือของทางการมารณรงค์ให้ไถกลบลดเผาตอซังแต่อย่างไร

หากแต่เกิดจากน้ำมือของ นายยม ถึงสุข ครูบำนาญที่เกษียณราชการแปรผันมาเป็นเกษตรกร ผู้เห็นปัญหานี้มาตลอด คิดหาวิธีจะทำยังไงที่จะแก้ปัญหานี้ได้...1.สร้างอาชีพในหน้าแล้ง, 2.สร้างความชุ่มชื่นให้ดินเพื่อไฟลามทุ่งที่ถูกจุดจะได้ลดลง และ 3.พืชที่จะบรรลุเป้าหมาย 2 ประการแรกได้ จะต้องทนไฟได้ดี

ด้วยได้ยินคำที่ ทางการมักกล่าวโทษ “ชาวบ้านเผาป่าเพื่อหาผักหวาน” นี่แหละ เป็นต้นกำเนิดให้ครูบำนาญคิดสร้างสวนผักหวานป่าขึ้นในพื้นที่ สามสิบกว่าไร่ของตนเอง ...นอกจากจะบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ประการดังว่า อย่างน้อยช่วยให้มีรายได้ให้เก็บกินเก็บขายได้ทุกวัน วันละพันกว่าบาท...ดีกว่ารอปลูกข้าวปีละครั้ง ที่ราคาเอาแน่เอานอนไม่ได้

และเมื่อชาวบ้านเห็นเช่นนั้น แห่ทำตามกัน จนวันนี้ท่าตะโกกลายเป็นแหล่งปลูกผักหวานป่าใหญ่สุดของไทย ที่ปลูกกันเป็นทอดยาวไปจนถึงเขตรอยต่อ จ.สระบุรี

สร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละไม่น้อย นอกจากจะขายเป็นผักสดได้แล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ ชาผักหวาน น้ำผักหวานพร้อมดื่ม ฯลฯ

ที่สำคัญปลูกผักหวานป่า ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยยาสารเคมีให้สุขภาพเสื่อมโทรมเหมือนปลูกข้าว และยังช่วยพื้นที่ท่าตะโก อันเคยแห้งแล้งกลายเป็นชุ่มชื้น อากาศดี เย็นสบายไร้มลพิษ

เรียกว่า ช่วยให้ประเทศไทยได้ป่าแบบหย่อมๆ ช่วยรักษาดิน น้ำและแก้จนไปพร้อมๆกัน กลุ่มเกษตรกรไหนสนใจจะนำไปเป็นแบบอย่าง ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08–1675–5796.

ชมชื่น ชูช่อ

16 ก.พ. 2558 10:35 ไทยรัฐ